
วงการยานยนต์จีน: การผงาดของแบรนด์ท้องถิ่น ท้าทายยักษ์ใหญ่ยุโรปสู่ปี 2026
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มานานกว่าทศวรรษ ข้าพเจ้าได้ประจักษ์แก่สายตาถึงพลวัตการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกอยู่เสมอ และหากจะพูดถึงตลาดที่มีความเคลื่อนไหวและน่าจับตามองที่สุดในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นประเทศจีน ซึ่งไม่ใช่เพียงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรมยานยนต์ระดับโลก ปรากฏการณ์ที่แบรนด์รถยนต์หรูสัญชาติเยอรมันอย่าง Mercedes-Benz และ BMW กำลังเผชิญแรงกดดันจากแบรนด์จีนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในเซ็กเมนต์รถยนต์พรีเมียม สะท้อนให้เห็นถึงการพลิกกระดานที่น่าสนใจยิ่ง
การประเมินแนวโน้มตลาดจีนปี 2026: สัญญาณที่ Mercedes-Benz และ BMW ต้องพิจารณา
ข้อมูลล่าสุดบ่งชี้ว่า Mercedes-Benz และ BMW ได้ทำการประเมินความต้องการตลาดรถยนต์ในประเทศจีนสำหรับปี 2026 ซึ่งผลการคาดการณ์นั้นน่าประหลาดใจไม่น้อย ทั้งสองค่ายต่างประเมินว่า ยอดขายรถยนต์ที่ผลิตในจีนของแต่ละแบรนด์ อาจจะลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 500,000 คันต่อปี สัญญาณนี้สะท้อนว่า ความต้องการรถยนต์หรูจากยุโรปกำลังจะกลับไปสู่ระดับเดียวกับเมื่อ 10 ปีก่อน ซึ่งนับเป็นความท้าทายที่สำคัญต่อกลยุทธ์การเติบโตในภูมิภาคนี้
ในทางตรงกันข้ามกับภาพรวมดังกล่าว แบรนด์ยานยนต์พรีเมียมสัญชาติจีนกลับมีเป้าหมายการเติบโตที่ทะเยอทะยานและชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น:
NIO: ตั้งเป้าการเติบโตที่ 40-50% ในปี 2026 คิดเป็นยอดขายประมาณ 460,000 คัน
Xiaomi EV: วางเป้าหมายยอดขายที่ 550,000 คัน เพิ่มขึ้น 34% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
HIMA (Harmony Intelligent Mobility Alliance) โดย Huawei: ตั้งเป้าที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่า โดยคาดการณ์ยอดขาย 1-1.3 ล้านคัน หรือคิดเป็นการเติบโตสูงถึง 120%
ความสำเร็จที่จับต้องได้ของแบรนด์จีนเหล่านี้ ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษ ล่าสุด NIO ES8 หลังการปรับโฉม สามารถทำยอดขายรายเดือนสูงถึง 22,000 คันในเดือนธันวาคม ขณะที่ AITO M8 และ AITO M9 ต่างทำยอดขายรายปีทะลุ 100,000 คันไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น รถซีดานหรู Maextro S800 ที่มีราคาเริ่มต้นกว่า 708,000 หยวน (ประมาณ 3.54 ล้านบาท) ก็สามารถทำยอดส่งมอบได้มากกว่า 4,000 คันภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือน
แรงกดดันจากการแข่งขัน: เมื่อแบรนด์จีนก้าวข้ามขีดจำกัด
สถานการณ์ยอดขายของ Mercedes-Benz และ BMW ในจีนในช่วงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงแรงกดดันที่เพิ่มสูงขึ้น โดยทั้งสองแบรนด์เผชิญกับยอดขายที่ลดลงต่อเนื่องกว่า 10% ต่อปี ในปี 2025 Mercedes-Benz มียอดขาย 551,900 คัน คิดเป็นการลดลง 19% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่วน BMW มียอดขาย 625,527 คัน ลดลง 12.5%
เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายนี้ ทั้งสองค่ายต่างมีแผนการปล่อยผลิตภัณฑ์ใหม่สู่ตลาดจีนอย่างต่อเนื่องสำหรับปี 2026 Mercedes-Benz วางแผนเปิดตัวรถยนต์ใหม่และรุ่นปรับโฉมรวม 15 รุ่น โดยมีไฮไลท์คือ GLC EV L (รุ่นฐานล้อยาว) และ GLE ที่จะผลิตในจีนเป็นครั้งแรก ขณะที่ BMW เตรียมส่ง iX3 เจเนอเรชันใหม่ พร้อมรถยนต์รุ่นใหม่กว่า 20 รุ่นเข้าสู่ตลาด
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า: จีนนำหน้า แบรนด์เก่าต้องเร่งปรับตัว
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงนี้ คือการที่สัดส่วนรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ในตลาดจีนได้ทะลุ 50% ไปเรียบร้อยแล้วในปี 2025 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของผู้บริโภคชาวจีนที่มีต่อรถยนต์ไฟฟ้า ทว่า ในมุมมองของรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม Mercedes-Benz และ BMW กลับดูเหมือนจะตามหลังแบรนด์จีนอยู่หลายขุม
Mercedes-Benz ได้เปิดตัว CLA EV ในเดือนพฤศจิกายน 2025 ซึ่งมาพร้อมระยะทางวิ่งสูงสุด 866 กิโลเมตร และระบบช่วยขับที่พัฒนาร่วมกับบริษัทจีน Momenta ทว่า ยอดขายในช่วง 2 เดือนแรกกลับอยู่ที่เพียง 1,369 คันเท่านั้น
ด้าน BMW แม้จะมียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในจีนปี 2025 อยู่ที่ 53,000 คัน ซึ่งดูดีกว่าเล็กน้อย แต่ก็ยังคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 10% ของยอดขายทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น ราคาของ BMW i3 ที่เคยลดลงจากราคาแนะนำ 353,900 หยวน ไปต่ำกว่า 200,000 หยวน (ประมาณ 1 ล้านบาท) ยิ่งตอกย้ำถึงแรงกดดันมหาศาลในการแข่งขันของตลาดนี้
ภาพรวมตลาดรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินทั่วโลก: การเติบโตที่ไม่หยุดยั้ง
เมื่อเรามองภาพรวมตลาดรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินทั่วโลก (รวมทั้ง BEV และ PHEV) จะเห็นได้ว่า แนวโน้มการเติบโตนั้นยังคงสดใสอย่างต่อเนื่อง
ยอดขายทั่วโลกเดือนสิงหาคม 2023: ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินทั่วโลกเพิ่มขึ้น 45% เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ขยับขึ้นไปแตะ 1,238,000 คัน ทำให้มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงถึง 18% ของตลาดรถยนต์โลก โดย 13% เป็นส่วนแบ่งของรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) และ 71% ของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินทั้งหมด คือรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV)
20 รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่ขายดีที่สุดในโลก (สิงหาคม 2023):
Tesla Model Y ยังคงครองอันดับ 1 ด้วยยอดขาย 115,885 คัน
BYD Song (รวม BEV และ PHEV) มาเป็นอันดับ 2 ด้วยยอดขาย 57,603 คัน
Tesla Model 3 อยู่อันดับ 3 ด้วยยอดขาย 42,818 คัน
ไฮไลท์ที่น่าสนใจคือ BYD Seagull (อันดับ 5) และ BYD Dolphin (อันดับ 6) ที่ทำยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งหากประเมินจากการเพิ่มกำลังการผลิตและการส่งออก BYD Dolphin อาจจะก้าวขึ้นมาติด 1 ใน 3 ได้ในอนาคต นอกจากนี้ GAC AION Y (อันดับ 8) และ GAC AION S (อันดับ 10) ยังแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์จีนในตลาดโลก
20 รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่ขายดีที่สุดในโลก (มกราคม-สิงหาคม 2023):
Tesla Model Y ยังคงเป็นผู้นำด้วยยอดขาย 772,364 คัน
BYD Song ครองอันดับ 2 ด้วยยอดขาย 368,291 คัน
Tesla Model 3 อยู่ในอันดับ 3 ด้วยยอดขาย 364,403 คัน
การเติบโตที่ก้าวกระโดดของ BYD Seagull ซึ่งขยับจากอันดับ 18 มาอยู่อันดับ 13 ในเดือนสิงหาคม สะท้อนถึงศักยภาพการผลิตและการตอบรับที่ดีเยี่ยม
20 แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าขายดีที่สุดในโลก (สิงหาคม 2023):
BYD ยังคงครองแชมป์ด้วยยอดขายรวม 261,000 คัน เป็นสมัยที่ 4 ติดต่อกัน
Tesla อยู่อันดับ 2 ด้วยยอดขาย 170,171 คัน
GAC AION ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 3 ด้วยยอดขาย 51,570 คัน
BMW ก็สามารถไต่อันดับขึ้นมาอยู่ที่ 5 ด้วยยอดขาย 42,304 คัน โดยตามหลัง Volkswagen อันดับ 4 เพียงเล็กน้อย Li Auto ก็เป็นอีกแบรนด์ที่น่าจับตา ด้วยยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
20 แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าขายดีที่สุดในโลก (มกราคม-สิงหาคม 2023):
BYD และ Tesla ยังคงครองตำแหน่งผู้นำ โดยมีส่วนแบ่งตลาดถึง 1 ใน 3 ของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินทั่วโลก
GAC AION ขึ้นมาอยู่อันดับ 3 ด้วยยอดขายรวม 308,769 คัน แซงหน้า BMW ที่อยู่อันดับ 4 ด้วยยอดขาย 300,466 คัน
การที่ Toyota สามารถไต่ขึ้นมาอยู่อันดับ 16 ได้ สะท้อนถึงความพยายามในการปรับกลยุทธ์ด้านยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งต้องติดตามดูแผนการดำเนินงานในอนาคตต่อไป
บทสรุปและมุมมองอนาคต
จากข้อมูลทั้งหมดนี้ ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ตลาดรถยนต์พรีเมียมในจีนกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แบรนด์ยุโรปดั้งเดิมต้องเผชิญแรงกดดันจากคู่แข่งสัญชาติจีนที่มีความคล่องตัว รวดเร็วในการปรับตัว และเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี
การที่แบรนด์จีนอย่าง NIO, Xiaomi EV, และ HIMA ตั้งเป้าการเติบโตที่สูงลิ่ว สะท้อนถึงความมั่นใจในศักยภาพของตนเอง ขณะที่ยอดขายที่น่าประทับใจของรุ่นต่างๆ แสดงให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นนี้ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความฝัน แต่เป็นความจริงที่กำลังเกิดขึ้น
สำหรับ Mercedes-Benz และ BMW การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่จำนวนมากในปี 2026 คือก้าวสำคัญในการรักษาฐานลูกค้าและขยายตลาด แต่คำถามสำคัญคือ พวกเขาจะสามารถนำเสนอเทคโนโลยี นวัตกรรม และประสบการณ์ที่เหนือกว่า หรือเท่าเทียมกับแบรนด์จีนที่กำลังผงาดขึ้นมาได้อย่างไร?
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ข้าพเจ้ามองว่า ปัจจัยแห่งความสำเร็จในอนาคตจะไม่ได้วัดกันที่เพียงสมรรถนะของเครื่องยนต์ หรือความหรูหราของวัสดุเท่านั้น แต่จะรวมถึงความสามารถในการผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะ, ระบบการเชื่อมต่อ, และประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่น (Seamless User Experience) เข้าไว้ด้วยกัน การปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค การลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ จะเป็นกุญแจสำคัญในการช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาด
ตลาดรถยนต์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความท้าทายและโอกาส การที่แบรนด์ยานยนต์จะสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ในระยะยาวนั้น จำเป็นต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงพลวัตของตลาดโลก การตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และความกล้าที่จะก้าวข้ามกรอบความคิดเดิมๆ
หากคุณคือผู้ที่กำลังมองหาโอกาสในอุตสาหกรรมยานยนต์ หรือเป็นผู้บริโภคที่กำลังพิจารณาการลงทุนในรถยนต์คันใหม่ การทำความเข้าใจแนวโน้มเหล่านี้ จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด และก้าวไปพร้อมกับทิศทางของอนาคตได้อย่างมั่นใจ