
Mercedes-Benz E-Class W213: นิยามใหม่แห่งความหรูหรา สมรรถนะ และเทคโนโลยีสำหรับตลาดไทย (2025)
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มาทศวรรษ ผมได้เห็นวิวัฒนาการอันน่าทึ่งของรถยนต์หรูหลายแบรนด์ แต่มีหนึ่งตระกูลที่ยังคงสร้างความประทับใจไม่เสื่อมคลาย นั่นคือ Mercedes-Benz E-Class โดยเฉพาะอย่างยิ่งโฉม W213 ซึ่งตลอดสามปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ตัวเองในฐานะรถยนต์ซีดานหรูที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในตลาดประเทศไทย ด้วยการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างดีไซน์อันสง่างาม สมรรถนะที่ทรงพลัง และเทคโนโลยีล้ำสมัย ทำให้ Mercedes-Benz E-Class W213 ก้าวขึ้นมาเป็นขวัญใจของกลุ่มลูกค้าผู้มีรสนิยมได้อย่างแท้จริง
บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกถึงแก่นแท้ของความสำเร็จของ Mercedes-Benz E-Class W213, การปรับปรุงที่สอดรับกับเทรนด์ปี 2025, และมองไปถึงทิศทางในอนาคตของแบรนด์ดาวสามแฉกในประเทศไทย โดยเน้นที่ Mercedes-Benz E-Class ประสิทธิภาพสูง และ รถยนต์ไฟฟ้า Mercedes-Benz ที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ
E-Class W213: นิยามใหม่ของความหรูหราที่ถ่ายทอดจากรุ่นพี่ S-Class
ภายใต้รหัสตัวถัง W213 (ซีดาน) และ S213 (เอสเตท) ดีไซน์ภายนอกของ E-Class รุ่นนี้ยังคงความสง่างามแบบฉบับ Mercedes-Benz ไว้ได้อย่างสมบูรณ์ แต่มีการเสริมรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อยกระดับความหรูหราและความสปอร์ตยิ่งขึ้น การมาถึงของชุดแต่ง SportStyle Package ช่วยเพิ่มมิติความพรีเมียมทั้งภายในและภายนอก ไม่ว่าจะเป็นชุดตกแต่งโครเมียมที่ปราณีต วัสดุหุ้มเบาะ คอนโซล และแผงประตูที่ใช้วัสดุหนังคุณภาพสูง พร้อมหลังคาบุผ้าที่ขึ้นรูปอย่างประณีต และแป้นคันเร่งสแตนเลสในรุ่น Exclusive
สำหรับรุ่น Avantgarde, การตกแต่งภายนอกโดดเด่นด้วยกระจังหน้าพร้อมโลโก้ดาวสามแฉกสีดำ High-Gloss Black, ชุดตกแต่งโครเมียม, และภายในที่ใช้วัสดุอลูมิเนียม รวมถึงล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ต 4 รูปแบบ ขนาด 17 และ 18 นิ้ว ในรุ่น Avantgarde และ Exclusive แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดของ Mercedes-Benz
การยกระดับความหรูหราภายในห้องโดยสารของ E-Class W213 นั้น ถอดแบบมาจากรุ่นพี่อย่าง Mercedes-Benz S-Class อย่างแท้จริง แผงหน้าปัดแบบ Dual Screen Cockpit ที่ประกอบด้วยหน้าจอขนาดใหญ่สองจอ มอบประสบการณ์การรับชมข้อมูลที่คมชัดและทันสมัย พร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นสามก้านดีไซน์ใหม่ และระบบความบันเทิงและสื่อสาร COMAND Online infotainment system ที่มอบความสะดวกสบายและเชื่อมต่อคุณกับโลกภายนอกได้อย่างไร้รอยต่อ ลายไม้ใหม่แบบ High-Gloss Brown Walnut ยิ่งช่วยเสริมบรรยากาศความหรูหราภายในห้องโดยสารได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ขุมพลังที่หลากหลาย: จากดีเซลทรงพลัง สู่ AMG Performance
หัวใจหลักของ Mercedes-Benz E-Class สมรรถนะสูง คือขุมพลังที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันล้ำสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบจากรุ่นพี่ S-Class ขนาด 3.0 ลิตร 6 สูบแถวเรียง รหัส OM656 ที่ให้กำลังสูงถึง 340 แรงม้า ที่ 3,600–4,400 รอบ/นาที และแรงบิดมหาศาล 700 นิวตันเมตร ที่ 1,200–3,200 รอบ/นาที ในรุ่น E 400 d 4MATIC สำหรับผู้ที่ต้องการความประหยัดและประสิทธิภาพในระดับที่แตกต่างกัน ยังมีเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร ให้เลือกสองระดับความแรง ตั้งแต่ 150 แรงม้า แรงบิด 360 นิวตันเมตร และ 245 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร ทุกเครื่องยนต์ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด 9G-TRONIC ที่ตอบสนองได้อย่างฉับไวและนุ่มนวล
สำหรับผู้ที่มองหาสมรรถนะที่เหนือระดับ Mercedes-AMG E-Class คือคำตอบที่ชัดเจน การมาถึงของรุ่น E53 แทนที่ E43 เดิม ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน Bi-Turbo 3.0 ลิตร V6 ให้กำลังสูงถึง 435 แรงม้า แรงบิด 520 นิวตันเมตร พร้อมระบบ Mild Hybrid ที่ผสานการทำงานของระบบไฟฟ้า 48V และ EQ Boost starter generator ให้กำลังเสริม 22 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร ระบบส่งกำลัง AMG SPEEDSHIFT TCT 9G 9 สปีด และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD (4MATIC) พร้อมระบบช่วงล่าง AMG RIDE CONTROL+ air suspension มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจและควบคุมได้ดั่งใจ
Mercedes-AMG C 43 4MATIC: สมรรถนะสูงสุดบนพื้นฐาน C-Class
การพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของ Mercedes-Benz ในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการนำเสนอ รถยนต์สมรรถนะสูง AMG ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกอบรถยนต์ Mercedes-AMG C 43 4MATIC ในประเทศ นับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความเข้าใจในตลาดไทย หลังจากความสำเร็จของ Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+ ที่ผลิตในไทย การเปิดตัว Mercedes-AMG C 43 4MATIC ถือเป็นการตอกย้ำความสำคัญของตลาดไทยในฐานะฐานการผลิตรถยนต์สมรรถนะสูง
Mercedes-AMG C 43 4MATIC คือการนำ Mercedes-Benz C-Class Sedan มายกระดับด้วยเทคโนโลยีและดีไซน์จาก AMG เพื่อมอบสุดยอดสมรรถนะในแบบฉบับแบรนด์รถยนต์สมรรถนะสูง การตอบรับที่ดีเยี่ยมจากผู้ใช้งานจริง เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ AMG พัฒนา Mercedes-AMG C 43 4MATIC ราคา ที่จับต้องได้แต่ยังคงคุณภาพระดับสูงสุด
ดีไซน์ภายนอกที่ดุดันและปราดเปรียว: กระจังหน้า AMG แบบก้านคู่สีเงินด้าน ฝากระโปรงหน้าที่ปรับแต่งเส้นสายให้สวยงามและช่วยควบคุมการไหลเวียนของลม สเกิร์ตข้างที่ออกแบบให้เข้ากับล้ออัลลอยน้ำหนักเบาแบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว พร้อมยางที่รองรับการขับขี่แบบสปอร์ต ช่องลมและก้านล้อที่ผ่านการปรับปรุงอย่างละเอียดในอุโมงค์ลมเพื่อประสิทธิภาพการไหลเวียนอากาศสูงสุด ฝากระโปรงหลังพร้อมโครงสร้างบังคับทิศทางลม และดิฟฟิวเซอร์สไตล์ใหม่ พร้อมท่อไอเสียดีไซน์ใหม่ แบบ Two-round twin tailpipe look ล้วนสะท้อนถึง DNA ของ AMG ได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ การตกแต่งภายนอกยังเสริมด้วยประตูแบบไร้ขอบ, กรอบกระจกมองข้างสีดำแบบลอยตัว, ขอบตกแต่งสีดำเงาบริเวณด้านข้างตัวรถและกรอบหน้าต่าง, เส้นสายด้านข้างที่ยาวต่อเนื่องถึงซุ้มล้อหลัง, AMG Bodystyling (กันชนหน้า-หลังและสเกิร์ตข้าง), ไฟหน้า MULTIBEAM LED และ ULTRA RANGE Highbeam ที่สามารถส่องสว่างได้ไกลกว่า 650 เมตร รวมถึงหลังคาพาโนรามิคซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า ยิ่งเพิ่มความหรูหราและประโยชน์ใช้สอย
ภายในห้องโดยสารที่เน้นผู้ขับขี่: เบาะนั่ง AMG Sport Seats หุ้มด้วยหนัง ARTICO สลับ DINAMICA พร้อมระบบอุ่นเบาะ 3 ระดับ โอบกระชับผู้ขับขี่ขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง แผงหน้าปัดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว พร้อมโหมดการแสดงผล 3 แบบในสไตล์ AMG: Classic, Sporty, และ Progressive ให้ข้อมูลการขับขี่ที่ครบถ้วนและสวยงาม พวงมาลัย 3 ก้านท้ายตัดแบบ AMG Performance Steering Wheel หุ้มหนัง Nappa ดีไซน์สปอร์ตควบคุมง่าย พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ที่คอพวงมาลัย
ระบบความบันเทิงยังคงจัดเต็มด้วยหน้าจอ Multimedia ขนาด 10.25 นิ้ว ทำงานร่วมกับ Audio 20 GPS พร้อม Touchpad และ Controller และระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® การตกแต่งภายในด้วย AMG Matt Silver Glass-Fibre ช่วยเสริมความสปอร์ตพรีเมียม
เทคโนโลยี AMG ที่ให้ประสบการณ์เหนือระดับ: Mercedes-AMG C 43 4MATIC มาพร้อมชุดคำสั่ง AMG Display ที่มอบข้อมูลการขับขี่เชิงลึก ทั้งหน้าจอ Warm-up แสดงอุณหภูมิน้ำมันเครื่อง, น้ำมันเกียร์, และแรงดัน Boost, หน้าจอ Setup แสดงโหมดการขับขี่, ระบบช่วงล่าง, ระบบไอเสีย, ESP®, และเกียร์, หน้าจอ G-Force แสดงแรง G ในการเข้าโค้ง, หน้าจอ Race Timer สำหรับจับเวลาต่อรอบ, และหน้าจอ Engine Data แสดงแรงบิดและกำลังเครื่องยนต์แบบกราฟแท่ง นอกจากนี้ยังมีหน้าจอดิจิทัลแสดงความเร็วและเกียร์ปัจจุบันในโหมด Manual
ขุมพลัง V6 Bi-Turbo พร้อมระบบส่งกำลังที่ตอบสนองฉับไว: เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบคู่ Bi-Turbo 3.0 ลิตร V6 รหัส M276 ให้กำลังสูงสุด 390 แรงม้า ที่ 6,100 รอบ/นาที แรงบิด 520 นิวตันเมตร ที่ 2,500–5,000 รอบ/นาที สามารถเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ใน 4.7 วินาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ AMG SPEEDSHIFT TCT 9G transmission ที่ตอบสนองการเปลี่ยนเกียร์ได้ดั่งใจ พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC ระบบ AMG DYNAMIC SELECT ที่มีให้เลือก 5 โหมด: Comfort, Sport, Sport+, Individual และ Slippery ที่ช่วยกระจายกำลังได้อย่างเหมาะสมกับสภาพถนน
Mercedes-Benz และทิศทางสู่อนาคต: การขับเคลื่อนด้วยยานยนต์ไฟฟ้า
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย แสดงความเชื่อมั่นในนโยบายของรัฐบาลไทยที่สนับสนุนการผลิต รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยเฉพาะการวางไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน พร้อมทั้งเสนอแนะให้ภาครัฐออกมาตรการสนับสนุนผู้บริโภคที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
นายโรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงโครงการ “Charge to Change” ที่ส่งเสริมการใช้งานระบบไฟฟ้าในรถยนต์ Plug-in Hybrid ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการลงทุนใน รถยนต์ไฟฟ้า Mercedes-Benz ที่ได้รับการอนุมัติแล้ว
การสนับสนุนโครงการส่งเสริมการลงทุนด้านรถยนต์ไฟฟ้าเฟสสองของ BOI ถือเป็นข่าวดีสำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งมาจากการทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด ในการเสนอปัญหาและแนวทางส่งเสริมให้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นที่นิยมแพร่หลายมากขึ้น
“เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้นำเสนอข้อมูลแก่บอร์ดของบริษัทฯ แม่ ที่ประเทศเยอรมนีถึงแนวนโยบายของรัฐไทยในการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้บริษัทฯแม่ อนุมัติให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายในภูมิภาคนี้ โดยเป้าหมายระยะยาวของเราจะมุ่งไปที่การปล่อยมลพิษ 0% ดังนั้นจึงแน่ชัดว่า รถยนต์ไฟฟ้าคืออนาคต ที่กำลังมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
เพื่อเร่งให้ผู้บริโภคหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นตามนโยบายรัฐ ภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุนที่ให้สิทธิประโยชน์แก่ประชาชนผู้ใช้งานมากขึ้น เช่น สิทธิพิเศษในการจอดรถ หรือการสร้างเลนพิเศษ ซึ่งเป็นสิ่งที่เห็นได้ในหลายประเทศ และเมื่อมีผู้ใช้งานมากขึ้น จะส่งผลให้เกิดการลงทุนสถานีชาร์จมากขึ้นตามมาโดยอัตโนมัติ
กลยุทธ์การตลาดที่ตอบรับตลาดและราคาที่เข้าถึงได้
นายโรลันด์ กล่าวว่า ตลาดรถยนต์หรูในประเทศไทยในปีนี้ยังคงประเมินได้ยาก แต่การเปิดตัวรถยนต์แบบประกอบในประเทศ 2 รุ่น คือ A-Class ราคาเริ่มต้น 1,990,000 บาท และ GLA ราคา 2,399,000 บาท ซึ่งคาดหวังว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่และผู้ที่เพิ่งเริ่มสนใจรถยนต์ระดับหรูเป็นครั้งแรก
“การตั้งราคาของเมอร์เซเดส-เบนซ์นั้นอยู่บนพื้นฐานราคาที่เหมาะสม เราศึกษาตลาดมาดีแล้ว หากคุณขายรถที่เปิดใหม่ไม่ได้ภายใน 6 เดือน แสดงว่าคุณผิดพลาด” รถใหม่ทั้งสองรุ่นจะเริ่มส่งมอบได้ภายในปีนี้ และสามารถชมตัวจริงได้ในงาน Motor Expo ต้นเดือนธันวาคม
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย มียอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ 7 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ค. 2568) อยู่ที่ 5,293 คัน ลดลง 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (5,794 คัน) สอดคล้องกับคู่แข่งร่วมชาติอย่าง BMW และ Audi ที่มียอดลดลง 12% และ 24% ตามลำดับ
การบุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% และ Plug-in Hybrid
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประกาศชัดเจนว่า เตรียมประกอบ EV รุ่นใหม่ CLA 250+ with EQ Technology ที่โรงงานธนบุรีประกอบรถยนต์ สำโรง จ.สมุทรปราการ ปลายปีนี้ โดยคาดว่าราคาขายจะอยู่ในช่วง 2.5-2.9 ล้านบาท
Mercedes-Benz CLA 250+ with EQ Technology ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว ขับเคลื่อนล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 272 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 335 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม. มาพร้อมแบตเตอรี่ NMC ความจุ 85 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 792 กม. (WLTP) และรองรับการชาร์จ DC สูงสุด 320 kW
นายมาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้เรียนรู้และเก็บข้อมูลเกี่ยวกับตลาด รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ในไทย จนเข้าใจถึงความต้องการตลาด และพร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องในราคาที่เหมาะสม
“กลยุทธ์ด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ต่อจากนี้ หลังจากการเปลี่ยนผ่านของยุค Mercedes-EQ ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาดหวังให้ The new CLA เป็นโมเดลสำคัญที่จะเข้ามาตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทย ที่มองหารถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ในเซกเมนต์ที่จับต้องได้”
ก่อนหน้านี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้ประกาศปรับฐานราคา รถยนต์ไฟฟ้า EV ทุกรุ่น เช่น EQE 300 จาก 3.97 ล้านบาท เป็น 2.89 ล้านบาท, EQE 350 4MATIC SUV จาก 4.85 ล้านบาท เป็น 3.19 ล้านบาท พร้อมจัดส่วนลดตั้งแต่ 2 แสนบาท ไปจนถึง 3.01 ล้านบาท สำหรับ EQE และ EQS รวมอีก 4 รุ่น
การเปิดตัวรุ่นใหม่ในตลาดโลกและการนำเข้าสู่ประเทศไทย
สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่เพิ่งเผยโฉมล่าสุดในงาน IAA Mobility 2025 ณ กรุงมิวนิค ประเทศเยอรมนี อย่าง Mercedes-Benz GLC with EQ Technology เตรียมนำเข้ามาทำตลาดในปี 2569 เพื่อท้าชนกับ BMW iX3 Neue Klasse
Mercedes-Benz GLC EV ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ (หน้า-หลัง) ให้กำลังรวม 489 แรงม้า มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแรงดันไฟฟ้า 800 โวลต์ ความจุ 94 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 713 กม. ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง
โปรโมชั่นที่น่าสนใจสำหรับ Plug-in Hybrid
ในกลุ่มรถยนต์ Plug-in Hybrid รุ่น E-Class และ C-Class ยังคงมีโปรโมชันอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกับแคมเปญ Star of the Month เดือนกันยายนนี้ กับ Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic Night Edition ที่มาพร้อมส่วนลดสูงสุด 4 แสนบาท
รถรุ่นนี้โดดเด่นด้วยชุดแต่ง Night Package รอบคัน, ล้ออัลลอย AMG 5-spoke 18 นิ้ว, หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบ Digital ขนาด 12.3 นิ้ว พร้อมระบบปฏิบัติการมัลติมีเดีย MBUX สามารถขับในโหมด EV ได้ระยะทาง 100 กม./ชาร์จ และรองรับทั้งการชาร์จ AC และ DC
Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic Night Edition มีจำนวนจำกัด ต้องจองผ่าน Online Showroom และรับรถภายในวันที่ 30 กันยายน 2568
การแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า EV
นอกจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่เตรียมขึ้นไลน์ประกอบ CLA 250+ with EQ Technology ในไทยแล้ว โรงงาน BMW Manufacturing (Thailand) Co., Ltd. จ.ระยอง ก็เตรียมประกอบ EV รุ่นแรกอย่าง i5 ในช่วงปลายปีนี้เช่นกัน
BMW ได้มีการปรับลดราคา รถยนต์ไฟฟ้า EV ลงเป็นหลักล้านบาท อาทิ i5 eDrive 40 M Sport จาก 4.999 ล้านบาท เหลือ 3.499 ล้านบาท, iX xDrive 50 จาก 6.349 ล้านบาท เหลือ 3.999 ล้านบาท, และ i7 จาก 8.149 ล้านบาท เหลือ 5.699 ล้านบาท
ปัจจุบัน BMW Group Manufacturing (Thailand) สามารถประกอบรถยนต์และมอเตอร์ไซค์รวมทั้งหมด 19 รุ่น ตั้งแต่ Series 2 ไปจนถึง Series 7, กลุ่ม SUV ตั้งแต่ X1 ไปจนถึง X7 รวมถึง MINI Countryman
บทสรุปและอนาคตที่สดใส
Mercedes-Benz E-Class W213 ยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหรา สมรรถนะ และเทคโนโลยี ที่ครองใจผู้บริโภคชาวไทยมาอย่างยาวนาน การปรับตัวเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า การนำเสนอ รถยนต์ไฟฟ้า Mercedes-Benz ราคา ที่เข้าถึงได้ และการผลิตในประเทศ ล้วนเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอนาคตที่แข็งแกร่งของแบรนด์ดาวสามแฉกในประเทศไทย
หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่ผสมผสานทุกคุณสมบัติที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ว่าจะเป็น E-Class W213 โฉมใหม่, สัมผัสประสบการณ์เหนือระดับกับ Mercedes-AMG C 43 4MATIC, หรือก้าวสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้ากับ Mercedes-Benz EQ series ที่หลากหลาย วันนี้คือเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเข้ามาสัมผัสรถยนต์ที่ใช่สำหรับคุณ ณ โชว์รูมเมอร์เซเดส-เบนซ์ ใกล้บ้านคุณ แล้วปล่อยให้ประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดเป็นของคุณ.