
All-new Electric G-Class: ตำนาน G-Wagen สู่ยุคใหม่แห่งขุมพลังไฟฟ้า
ในโลกของยานยนต์ที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นความจริงที่กำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง สำหรับผู้คร่ำหวอดในวงการยนตรกรรมที่สั่งสมประสบการณ์กว่าทศวรรษ การได้เห็นแบรนด์ระดับตำนานอย่าง Mercedes-Benz นำพาไอคอนเหนือกาลเวลาอย่าง G-Class เข้าสู่สมรภูมิรถยนต์ไฟฟ้า ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง การเปิดตัว Mercedes-Benz G-Class ไฟฟ้า หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า G 580 ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการปรับเปลี่ยนขุมพลัง แต่เป็นการยกระดับตำนานให้สอดคล้องกับเทรนด์ รถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม และตอบโจทย์ความต้องการของนักเดินทางยุคใหม่ที่มองหาทั้งสมรรถนะ ความหรูหรา และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่ติดตามเทรนด์ รถยนต์ไฟฟ้า Mercedes-Benz มาอย่างใกล้ชิด ผมมองว่าการมาถึงของ All-new Electric G-Class หรือ G 580 Electric นี้ คือการประกาศเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของ Mercedes-Benz ในการเป็นผู้นำตลาด รถยนต์ไฟฟ้าหรู อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การเพิ่มรุ่นเข้าสู่ไลน์อัพ EQ แต่เป็นการนำเอา DNA ของ G-Class ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน สมรรถนะออฟโรด และความหรูหราเหนือกาลเวลา มาผสานเข้ากับเทคโนโลยี EQ Technology ล่าสุดได้อย่างลงตัว
แก่นแท้ของ G-Class ในร่างไฟฟ้า: ความทนทานที่ได้รับการถ่ายทอด
สิ่งที่ทำให้ G-Class เป็นที่รักและจดจำมาตลอดหลายทศวรรษคือโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งไม่เปลี่ยนแปลง และใน All-new Electric G-Class นี้ ทีมวิศวกรของ Mercedes-Benz ได้เลือกที่จะรักษาเอกลักษณ์อันแข็งแกร่งนี้ไว้ โดยยังคงใช้พื้นฐานตัวถังแบบ Ladder-frame ซึ่งเป็นหัวใจหลักของ G-Class มาตั้งแต่ปี 1979 ระบบช่วงล่างได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการขับขี่ทุกสภาพถนน โดยด้านหน้าเป็นแบบอิสระ ส่วนด้านหลังยังคงใช้ระบบช่วงล่างแบบคานแข็ง (Rigid Axle) อันเป็นตำนาน เพื่อคงไว้ซึ่งความสามารถในการลุยออฟโรดอย่างเต็มพิกัด
การผสานระบบเกียร์ Low Range เข้ามาใน G-Class ไฟฟ้า ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้รถยนต์รุ่นนี้ไม่เพียงแค่สวยงาม แต่ยังคงความสามารถในการปีนป่ายและตะลุยไปในเส้นทางที่ท้าทายอย่างแท้จริง สำหรับนักขับสายลุย นี่คือสิ่งที่เหนือกว่ารถยนต์ไฟฟ้าทั่วไปที่มักจะเน้นไปที่สมรรถนะบนถนนเรียบเป็นหลัก
เทคโนโลยี EQ Technology: พลังที่ส่งตรงสู่ทุกการขับเคลื่อน
หัวใจสำคัญที่ทำให้ All-new Electric G-Class สามารถโลดแล่นไปข้างหน้าได้อย่างทรงพลัง คือเทคโนโลยี EQ Technology ที่ Mercedes-Benz พัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ชุดแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดมหึมาถึง 116 กิโลวัตต์ชั่วโมง ถูกติดตั้งอย่างชาญฉลาด เพื่อกระจายน้ำหนักและสร้างสมดุลที่ดีที่สุดให้กับตัวรถ
กำลังจากแบตเตอรี่ถูกส่งตรงไปยังมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว ที่ทำงานอย่างอิสระต่อกันในแต่ละล้อ ด้วยกำลังสูงสุดถึง 432 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 580 แรงม้า และแรงบิดมหาศาลถึง 1,164 นิวตันเมตร ระบบขับเคลื่อนแบบนี้ ไม่เพียงแต่ให้สมรรถนะที่ยอดเยี่ยมในการออกตัวและเร่งแซง แต่ยังมอบความสามารถในการควบคุมแรงบิดในแต่ละล้อได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้การขับขี่แบบออฟโรดมีประสิทธิภาพสูงสุด
ด้วยศักยภาพของแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า G 580 Electric สามารถเดินทางได้ระยะทางสูงสุดถึง 473 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐานการทดสอบ WLTP ซึ่งถือเป็นระยะทางที่เพียงพอสำหรับการเดินทางไกล หรือการผจญภัยในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการหาจุดชาร์จไฟฟ้าบ่อยนัก
การออกแบบที่สะท้อนจิตวิญญาณ G-Class ผสานอากาศพลศาสตร์ขั้นสูง
เมื่อพูดถึงการออกแบบ All-new Electric G-Class ทีมวิศวกรของ Mercedes-Benz แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งใน DNA ของ G-Class การปรับเปลี่ยนดีไซน์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) ไม่ได้ลดทอนความดุดันและเป็นเอกลักษณ์ของ G-Class ลงเลยแม้แต่น้อย
การยกฝากระโปรงหน้าให้สูงขึ้นเล็กน้อย, การปรับลดขนาดของเสา A-Pillar, การติดตั้ง Spoiler Lip บนหลังคา และการออกแบบ Air Curtains บริเวณซุ้มล้อหลัง ล้วนมีส่วนช่วยในการลดแรงต้านอากาศ ทำให้รถยนต์วิ่งได้นิ่งขึ้น ประหยัดพลังงานมากขึ้น และลดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบ G-Class อย่างแท้จริง เสียงเครื่องยนต์ที่เป็นเอกลักษณ์คือส่วนหนึ่งของประสบการณ์ แต่สำหรับ G-Class ไฟฟ้า Mercedes-Benz ได้สร้างสรรค์ระบบจำลองเสียงที่ชื่อว่า G-Roar ขึ้นมา เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยังคงเอกลักษณ์ของ G-Class แต่มาในรูปแบบของยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่
ความปลอดภัยและสมดุล: หัวใจสำคัญของการขับขี่ออฟโรด
แม้จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า แต่การเป็น G-Class หมายถึงการพร้อมลุยในทุกสถานการณ์ Mercedes-Benz ได้ติดตั้งแผงป้องกันใต้ท้องรถที่ผลิตจากวัสดุคาร์บอนและวัสดุคุณภาพสูง เพื่อปกป้องชุดแบตเตอรี่อันมีค่าจากการกระแทก หรือสิ่งกีดขวางที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการขับขี่แบบออฟโรด
นอกจากนี้ การจัดวางตำแหน่งของแบตเตอรี่อย่างเหมาะสม ยังช่วยสร้างสมดุลที่ดีเยี่ยมให้กับตัวรถ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพและความมั่นคงในการขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเผชิญกับภูมิประเทศที่ขรุขระ
เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่เพื่อการผจญภัยขั้นสุด
สำหรับผู้ที่ต้องการรีดเค้นสมรรถนะของ G 580 Electric ให้ถึงขีดสุด Mercedes-Benz ได้ติดตั้งระบบควบคุมการขับขี่ที่ล้ำสมัยสำหรับออฟโรดโดยเฉพาะ อาทิ:
G-TURN: ระบบที่ช่วยให้รถสามารถหมุนตัวรอบตัวเองได้ในพื้นที่จำกัด เหมาะสำหรับการกลับรถในเส้นทางแคบๆ
G-STEERING: ระบบช่วยในการควบคุมพวงมาลัยขณะขับขี่บนทางลาดชัน หรือพื้นผิวที่ลื่น
ระบบควบคุมอัจฉริยะบนทางลาดชัน: ช่วยรักษาความเร็วและควบคุมการทรงตัวขณะลงทางลาดชัน
การใช้แรงบิดเพื่อสร้างระบบเสมือน Virtual Differential Locks: ระบบนี้จะทำงานโดยการกระจายแรงบิดไปยังแต่ละล้ออย่างอิสระ เพื่อเพิ่มการยึดเกาะในสถานการณ์ที่ล้อข้างหนึ่งอาจสูญเสียการสัมผัสกับพื้นผิว
ระบบเหล่านี้ทำงานร่วมกับระบบควบคุมการทรงตัว และระบบต่างๆ ของ รถยนต์ไฟฟ้า Mercedes-Benz ทำให้ G 580 Electric ไม่ใช่แค่รถยนต์ที่ดูดี แต่เป็นเครื่องมือที่พร้อมรับมือกับการผจญภัยในทุกรูปแบบ
ห้องโดยสาร: การผสมผสานความหรูหราและฟังก์ชันการใช้งาน
ภายในห้องโดยสารของ All-new Electric G-Class ได้รับการออกแบบใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ Off-road Cockpit โดยยังคงรักษามาตรฐานความหรูหราตามแบบฉบับ Mercedes-Benz ไว้ได้อย่างครบถ้วน
หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว ที่มาพร้อมระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) เวอร์ชั่นล่าสุด คือศูนย์กลางของการควบคุมระบบต่างๆ ทั้งความบันเทิง ระบบนำทาง และการตั้งค่ารถยนต์ ระบบช่วยเหลือการขับขี่และระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัย ได้รับการติดตั้งอย่างเต็มพิกัด เพื่อมอบความสะดวกสบายและความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
G 580 Electric: ทางเลือกใหม่สำหรับนักสะสมและผู้ที่มองหาสิ่งที่เหนือกว่า
Mercedes-Benz ประกาศชัดเจนว่า ในช่วงเปิดตัว All-new Electric G-Class จะใช้รหัส G 580 และจะมาพร้อมกับรุ่นพิเศษ The EDITION ONE ซึ่งจะมาพร้อมออปชั่นพิเศษเพิ่มเติมจากรุ่นมาตรฐาน การมาถึงของรุ่นพิเศษนี้ ยิ่งตอกย้ำสถานะของ G 580 Electric ในฐานะ รถยนต์ไฟฟ้าลิมิเต็ดเอดิชั่น ที่ผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับจิตวิญญาณแห่งตำนาน
สำหรับราคาและช่วงเวลาส่งมอบอย่างเป็นทางการ จะมีการประกาศเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้ ซึ่งผมเชื่อว่าจะเป็นที่จับตามองของตลาด รถยนต์พรีเมียม ทั่วโลกอย่างแน่นอน
Mercedes-AMG G 63 Grand Edition: จิตวิญญาณแห่งสมรรถนะในรูปแบบคลาสสิก
นอกเหนือจากการเปิดตัว G 580 Electric ที่เป็นไฮไลท์สำคัญแล้ว Mercedes-Benz ประเทศไทย ยังได้นำเสนอ Mercedes-AMG G 63 Grand Edition มาจัดแสดงในงาน Motor Show 2024 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่สะท้อนถึงความยิ่งใหญ่และสมรรถนะของตระกูล G-Class ในอีกมิติหนึ่ง
Mercedes-AMG G 63 Grand Edition คือการเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์อันยาวนานของ G-Class ด้วยการนำเสนอสุดยอด SUV ขนาดใหญ่ที่ผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 1,000 คันทั่วโลก
ขุมพลัง V8 Bi-Turbo: พลังที่เร้าใจทุกการขับขี่
ภายใต้ฝากระโปรงของ Mercedes-AMG G 63 Grand Edition คือเครื่องยนต์เบนซินรหัส M177 V8 สูบ ความจุ 4.0 ลิตร ที่มาพร้อมระบบ Bi-Turbo ให้กำลังสูงสุดถึง 585 แรงม้า และแรงบิดอันมหาศาล 850 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านชุดเกียร์ AMG SPEEDSHIFT TCT อัตโนมัติ 9 จังหวะ สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายในเวลาเพียง 4.5 วินาที
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG PERFORMANCE 4MATIC all-wheel drive ที่เป็นเอกลักษณ์ของ AMG ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนและการควบคุม ทำให้ Mercedes-AMG G 63 Grand Edition ไม่เพียงแต่เป็นรถยนต์หรู แต่ยังเป็นสุดยอด SUV สมรรถนะสูง ที่พร้อมลุยทุกเส้นทาง
ดีไซน์ที่โดดเด่น: ความหรูหราที่สะท้อนเอกลักษณ์
Mercedes-AMG G 63 Grand Edition มาพร้อมการตกแต่งภายนอกที่สะดุดตา ด้วยสีตัวถังพิเศษ MANUFAKTUR Night Black Magno ตัดด้วยสีทองบริเวณกันชนหน้าและหลัง รวมถึงตราดาวที่กระจังหน้า และโลโก้ดาวสามแฉกบนฝาครอบยางอะไหล่ ลวดลายกราฟิกสีทอง Kalaharigold เสริมความโดดเด่น พร้อมโลโก้ AMG และ Mercedes บริเวณรอบคัน
ล้ออัลลอยขนาด 22 นิ้ว สีทอง Tech Gold พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดงจาก AMG ช่วยเพิ่มความสปอร์ตและดุดันให้กับรูปลักษณ์ภายนอก
ภายในห้องโดยสาร: ความหรูหราที่เหนือระดับ
เมื่อก้าวเข้ามาภายในห้องโดยสารของ Mercedes-AMG G 63 Grand Edition จะพบกับการตกแต่งที่เน้นโทนสีดำและสีทองเป็นหลัก เสริมด้วยวัสดุโครเมียมแบบด้าน และลายคาร์บอนไฟเบอร์ผสมเส้นใยสีทองแดง เบาะนั่งหุ้มหนังแท้สีดำ MANUFAKTUR black Nappa พร้อมการเดินตะเข็บด้ายสีทองรอบตัวเบาะ
มือจับบริเวณคอนโซลหน้าฝั่งผู้โดยสาร พร้อมป้ายชื่อ Grand Edition ช่วยย้ำเตือนถึงความพิเศษของรุ่นนี้ เทคโนโลยีระบบความบันเทิงและระบบความปลอดภัยที่ทันสมัย ได้รับการติดตั้งมาอย่างครบครัน เพื่อมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟให้กับผู้โดยสาร
สำหรับราคาจำหน่ายของ Mercedes-AMG G 63 Grand Edition อยู่ที่ 23,400,000 บาท สะท้อนถึงความเป็น รถยนต์ Luxury SUV ที่ผลิตในจำนวนจำกัดและเต็มเปี่ยมด้วยคุณค่า
Mercedes-Benz ประเทศไทย: เดินหน้าเต็มสูบในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า
นอกเหนือจากการเปิดตัว G-Class รุ่นใหม่แล้ว Mercedes-Benz ประเทศไทย ยังคงตอกย้ำบทบาทผู้นำในตลาด รถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม ด้วยการเปิดตัว The new EQE 300 Sedan และ The new EQS 450 4MATIC SUV AMG Dynamic ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการนำเสนอ รถยนต์ EV ที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดไทย
The new EQE 300 Sedan: ความสมดุลระหว่างสมรรถนะและความหรูหรา
EQE 300 Sedan คือ รถยนต์ไฟฟ้าซีดาน ที่เข้ามาเติมเต็มไลน์อัพ EQE ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวที่ให้กำลัง 245 แรงม้า แรงบิด 550 นิวตันเมตร และระยะทางขับขี่สูงสุดถึง 651 กิโลเมตร (WLTP) ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง
การออกแบบภายนอกมาพร้อมชุดแต่ง Electric Art Exterior Package และ Night Package เสริมด้วยกระจังหน้าลาย Mercedes-Benz pattern ส่วนภายในห้องโดยสารตกแต่งในสไตล์ Electric Art Interior บนแนวคิด “Progressive Luxury” พร้อมหน้าจอ MBUX เวอร์ชั่นล่าสุด และระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ทันสมัย
ราคาจำหน่ายของ The new EQE 300 (Sedan) อยู่ที่ 3,970,000 บาท
The new EQS 450 4MATIC SUV AMG Dynamic: สุดยอด SUV ไฟฟ้า 7 ที่นั่ง
สำหรับผู้ที่มองหา SUV ไฟฟ้า ระดับ Top-End Luxury ที่รองรับผู้โดยสารได้ถึง 7 ที่นั่ง The new EQS 450 4MATIC SUV AMG Dynamic คือคำตอบ
ด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้กำลัง 360 แรงม้า แรงบิด 800 นิวตันเมตร และระยะทางขับขี่สูงสุดถึง 658 กิโลเมตร (WLTP) พร้อมแบตเตอรี่ความจุ 118 kWh
จุดเด่นคือหน้าจอ MBUX Hyperscreen แบบ ‘zero-layer’ ที่ยาวต่อเนื่องกว่า 141 เซนติเมตร ผสานกับหน้าจอ OLED 3 จอ มอบประสบการณ์การใช้งานที่เหนือชั้น เบาะนั่ง 7 ที่นั่ง ระบบกันสะเทือนแบบถุงลม AIRMATIC และระบบช่วยเหลือการขับขี่ครบครัน ทำให้ EQS 450 4MATIC SUV AMG Dynamic เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับครอบครัวยุคใหม่
ราคาจำหน่ายของ The new EQS 450 4MATIC SUV AMG Dynamic อยู่ที่ 5,990,000 บาท
StarFest Defining Electric: มหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต
เพื่อเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นในตลาด รถยนต์ไฟฟ้า Mercedes-Benz ได้จัดงาน StarFest Defining Electric เพื่อให้ลูกค้าชาวไทยได้สัมผัสและทดลองขับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรวมกว่า 13 รุ่น ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ที่สนใจใน นวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ได้มาอัปเดตข้อมูลและสัมผัสเทคโนโลยีล่าสุด
วิสัยทัศน์อนาคตของ Mercedes-Benz ในประเทศไทย
มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์ระดับโลกของ Mercedes-Benz ที่ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ของ รถยนต์ไฟฟ้า ตั้งแต่ Entry Luxury จนถึง Top-End Luxury รวมถึงการลงทุนในแพลตฟอร์มใหม่และการสร้าง “eCampus” ศูนย์พัฒนาเซลล์แบตเตอรี่สมรรถนะสูง
สำหรับประเทศไทย Mercedes-Benz ถือเป็นแบรนด์ลักชัวรี่แบรนด์แรกที่ประกอบแบตเตอรี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% และเป็นประเทศแรกนอกเยอรมนีที่สามารถประกอบรถ EV ระดับแฟล็กชิพอย่าง EQS 500 4MATIC ได้ การเปิดตัว EQE 300 และ EQS 450 4MATIC SUV AMG Dynamic ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่ครอบคลุม เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่หลากหลายและผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
แพ็คเกจ “Worry Free”: ความสบายใจที่มาพร้อมกับรถยนต์ไฟฟ้า Mercedes-Benz
เพื่อมอบความมั่นใจสูงสุดให้กับลูกค้าที่เลือกซื้อ รถยนต์ไฟฟ้า Mercedes-Benz ได้มอบแพ็คเกจ “Worry Free” ที่ครอบคลุมการรับประกันแบตเตอรี่ 10 ปี หรือ 250,000 กิโลเมตร พร้อมข้อเสนอพิเศษอื่นๆ อาทิ
ดาวน์เริ่มต้น 990,000 บาท (สำหรับรุ่น EQE 300 ผ่อนเริ่มต้น 39,000 บาท)
ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง 3 ปี
ฟรี ค่าบำรุงรักษาตามระยะทาง และรับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี
ฟรี ค่าบริการชาร์จไฟฟ้า DC ไม่จำกัดจำนวนครั้ง 1 ปี ผ่านสถานี SHARGE
ข้อเสนอเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Mercedes-Benz ในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของ การเดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้า อย่างแท้จริง
บทสรุป: ยุคใหม่ของ G-Class และ Mercedes-Benz ในประเทศไทย
การเปิดตัว All-new Electric G-Class (G 580) และการนำเสนอ Mercedes-AMG G 63 Grand Edition พร้อมด้วย EQE 300 Sedan และ EQS 450 4MATIC SUV AMG Dynamic ในประเทศไทย ถือเป็นการประกาศศักดาของ Mercedes-Benz ในฐานะผู้นำแห่งวงการ รถยนต์หรู และ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า
สำหรับผู้ที่กำลังมองหา รถยนต์ไฟฟ้าสุดหรู ที่ผสมผสานตำนาน สมรรถนะ ความทนทาน และเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกัน การมาถึงของ G 580 Electric คือคำตอบที่เหนือกว่าความคาดหมาย การผจญภัยครั้งใหม่ในโลกยานยนต์ไฟฟ้ากำลังจะเริ่มต้นขึ้น และ Mercedes-Benz พร้อมแล้วที่จะพาคุณก้าวสู่ยุคใหม่แห่งการขับเคลื่อน
หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่หลงใหลในมนต์เสน่ห์ของ G-Class หรือกำลังมองหา รถยนต์ EV ระดับพรีเมียม ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการในชีวิตประจำวัน และพร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสู่อนาคตที่ยั่งยืน อย่ารอช้า! ติดต่อผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการใกล้บ้านคุณ เพื่อสัมผัสประสบการณ์ G-Class ไฟฟ้า และยนตรกรรมไฟฟ้าอื่นๆ ที่จะเปลี่ยนนิยามของการขับขี่ของคุณไปตลอดกาล.