
Mercedes-Benz G-Class Electric: ตำนานออฟโรด สู่ยุคใหม่แห่งขุมพลังไฟฟ้า
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มาเกือบหนึ่งทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายในอุตสาหกรรมรถยนต์ แต่สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดอย่างหนึ่งคือการก้าวเข้าสู่ยุคของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแบรนด์ระดับตำนานอย่าง Mercedes-Benz ได้นำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาประยุกต์ใช้กับรุ่นที่หลายคนหลงรักอย่าง G-Class การเปิดตัว Mercedes-Benz G-Class Electric หรือ G 580 อย่างเป็นทางการครั้งแรกของโลก ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ผสมผสานสมรรถนะอันเป็นเอกลักษณ์เข้ากับนวัตกรรมสีเขียวได้อย่างลงตัว
G-Class Electric: การผสมผสานที่ลงตัวระหว่างตำนานและอนาคต
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบ G-Class มาอย่างยาวนาน สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือดีไซน์ที่ยังคงกลิ่นอายของ G-Class ดั้งเดิมไว้ได้อย่างครบถ้วน ทีมออกแบบของ Mercedes-Benz ไม่ได้ละทิ้งรากฐานสำคัญ ด้วยการคงโครงสร้างตัวถังแบบ Ladder-frame อันแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นหัวใจหลักของ G-Class มาตั้งแต่ปี 1979 การเลือกใช้พื้นฐานนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะรักษา DNA แห่งการตะลุยของ G-Class เอาไว้ แม้จะเปลี่ยนมาใช้ขุมพลังไฟฟ้าก็ตาม
การปรับปรุงระบบช่วงล่างก็เป็นอีกจุดที่น่าสนใจ ด้านหน้าเลือกใช้ระบบอิสระ (Independent Suspension) เพื่อมอบความสบายและการควบคุมที่ดีขึ้นบนถนนทั่วไป ในขณะที่ด้านหลังยังคงเลือกใช้ระบบคานแข็ง (Rigid Axle) ซึ่งเป็นที่รู้กันดีถึงความทนทานและความสามารถในการรับแรงกระแทกสูง เหมาะสำหรับการขับขี่แบบออฟโรดขั้นสุด พร้อมกันนี้ยังคงไว้ซึ่งระบบเกียร์ Low Range ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้ที่ต้องการพิชิตเส้นทางวิบากอย่างแท้จริง
ขุมพลังไฟฟ้า EQ Technology: พลังที่ซ่อนเร้น ความอึดที่ไว้ใจได้
หัวใจสำคัญที่ทำให้ G-Class Electric ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่คือเทคโนโลยีขับเคลื่อนไฟฟ้า EQ Technology ที่ Mercedes-Benz พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ สำหรับ G 580 คันนี้ มาพร้อมกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดมหึมาถึง 116 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งให้พลังงานที่เพียงพอต่อการเดินทางไกล แบตเตอรี่นี้ส่งกำลังไปยังมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัวที่ติดตั้งอยู่ที่ล้อทั้งสี่ แยกการทำงานอย่างอิสระ ทำให้สามารถกระจายแรงบิดไปยังแต่ละล้อได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ด้วยการทำงานร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้าทั้งสี่ตัว G 580 สามารถรีดกำลังสูงสุดได้ถึง 432 กิโลวัตต์ หรือเทียบเท่า 580 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดมหาศาลถึง 1,164 นิวตันเมตร ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนกระดาษ แต่หมายถึงอัตราเร่งที่ทันใจ การไต่ระดับเนินที่ทรงพลัง และการตอบสนองที่ฉับไวทุกครั้งที่กดคันเร่ง ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยมาตรฐานการทดสอบ WLTP ระยะทางการขับขี่สูงสุดที่ทำได้ถึง 473 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ทำให้ G 580 สามารถพาคุณออกผจญภัยได้อย่างไร้กังวล
ออฟโรดที่แท้จริง: ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ แต่คือสมรรถนะที่เหนือกว่า
แม้จะเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า แต่ G-Class Electric ยังคงยืนยันความเป็นสุดยอดรถยนต์ออฟโรดด้วยการติดตั้งแผงป้องกันใต้ท้องรถที่ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์คุณภาพสูง วัสดุชนิดนี้ไม่เพียงแต่น้ำหนักเบา แต่ยังมีความแข็งแรงทนทานสูง สามารถปกป้องชุดแบตเตอรี่อันมีค่าจากการถูกกระแทกจากหินหรือสิ่งกีดขวางบนเส้นทางสุดโหด การออกแบบตำแหน่งของแบตเตอรี่ก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยม เพื่อรักษาสมดุลของน้ำหนักรถให้ดีที่สุด อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับขี่ทั้งบนทางเรียบและออฟโรด
Mercedes-Benz ยังได้เสริมสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดด้วยระบบควบคุมที่ล้ำสมัย เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์ ระบบ G-TURN ช่วยให้รถหมุนรอบตัวเองได้บนพื้นที่จำกัด เหมาะสำหรับการกลับรถในที่แคบ ระบบ G-STEERING ช่วยลดรัศมีวงเลี้ยวเพื่อการขับขี่ที่คล่องตัวยิ่งขึ้นในทางคดเคี้ยว และระบบควบคุมอัจฉริยะบนทางลาดชัน ช่วยรักษาความเร็วและควบคุมการทรงตัวขณะลงทางชัน นอกจากนี้ การใช้แรงบิดของมอเตอร์ไฟฟ้ายังช่วยสร้างระบบเสมือน Virtual Differential Locks ที่ทำงานได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วกว่าระบบเฟืองแบบเดิม ส่งผลให้การขับเคลื่อนสี่ล้อทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในทุกสภาพพื้นผิว
พิถีพิถันทุกรายละเอียด: สุนทรียภาพแห่งการขับขี่ที่เงียบสงบแต่ทรงพลัง
ไม่ใช่เพียงสมรรถนะเท่านั้นที่ Mercedes-Benz ให้ความสำคัญ การปรับปรุงหลักอากาศพลศาสตร์ก็เป็นอีกจุดที่โดดเด่น การยกฝากระโปรงหน้าให้สูงขึ้น การปรับลดขนาดของเสา A-Pillar การติดตั้ง Spoiler Lip บริเวณหลังคา และ Air Curtains บริเวณซุ้มล้อหลัง ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรีดลม ลดแรงต้านอากาศ ซึ่งส่งผลดีต่อระยะทางการขับขี่และลดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเสียงคำรามของเครื่องยนต์ G-Class รุ่นดั้งเดิม อาจจะสงสัยว่า G-Class Electric จะขาดเสน่ห์นี้ไปหรือไม่ แต่ Mercedes-Benz ได้เตรียมโซลูชันที่น่าสนใจไว้แล้ว ด้วยระบบจำลองเสียง G-Roar ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ เสียงที่ได้จะสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่น่าตื่นเต้นและเชื่อมโยงผู้ขับขี่เข้ากับจิตวิญญาณของ G-Class ได้เป็นอย่างดี
ภายในห้องโดยสาร: การผสมผสานความหรูหราและฟังก์ชันออฟโรด
เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในห้องโดยสารของ G-Class Electric คุณจะพบกับการออกแบบใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Off Road Cockpit” ซึ่งผสานความหรูหราสไตล์ Mercedes-Benz เข้ากับฟังก์ชันการใช้งานที่เน้นการขับขี่แบบออฟโรดได้อย่างลงตัว ระบบความบันเทิง MBUX ควบคุมผ่านหน้าจอสัมผัสขนาด 12.3 นิ้วที่มอบข้อมูลและฟังก์ชันต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน พร้อมระบบช่วยเหลือการขับขี่และระบบความปลอดภัยขั้นสูงที่ได้รับการอัปเกรดให้ทันสมัยยิ่งขึ้น
G 580 The EDITION ONE: รุ่นพิเศษสำหรับผู้ที่ต้องการความโดดเด่น
ในช่วงเปิดตัว Mercedes-Benz ประเทศไทย จะนำเสนอ G 580 ในรหัส G 580 พร้อมรุ่นพิเศษ The EDITION ONE ที่มาพร้อมออปชั่นเพิ่มเติมเพื่อความพิเศษเหนือใคร สำหรับผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของก่อนใคร แต่ในส่วนของรายละเอียดการส่งมอบและราคาอย่างเป็นทางการ ยังคงต้องรอการประกาศจาก Mercedes-Benz ประเทศไทยต่อไป
Mercedes-AMG G 63 Grand Edition: การเฉลิมฉลองแห่งสมรรถนะและความหรูหรา
นอกจาก G-Class Electric แล้ว ในงาน Motor Show 2024 Mercedes-Benz ยังได้นำเสนอ Mercedes-AMG G 63 Grand Edition ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ G-Class ในรูปแบบที่หรูหราและดุดันยิ่งขึ้น รุ่นพิเศษนี้ผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 1,000 คันทั่วโลกเท่านั้น
หัวใจ V8 อันทรงพลัง: สมรรถนะที่ดุดันและแม่นยำ
Mercedes-AMG G 63 Grand Edition ยังคงไว้ซึ่งจิตวิญญาณของ AMG ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน V8 สูบ ขนาด 4.0 ลิตร รหัส M177 พ่วงระบบอัดอากาศ Bi-Turbo มอบพละกำลังสูงสุดถึง 585 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดมหาศาล 850 นิวตันเมตร ที่ 2,500 – 3,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านชุดเกียร์ AMG SPEEDSHIFT TCT อัตโนมัติ 9 จังหวะ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลาเพียง 4.5 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 220 กม./ชม. พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ AMG PERFORMANCE 4MATIC all-wheel drive อันเป็นเอกลักษณ์ของ AMG ทำให้รถคันนี้เป็นสุดยอดขุมพลังที่พร้อมตะลุยทุกเส้นทาง
ดีไซน์ภายนอก: ความพิเศษที่สะท้อนถึงความลักชัวรี่
ภายนอกของ Mercedes-AMG G 63 Grand Edition โดดเด่นด้วยสีตัวถังพิเศษ MANUFAKTUR Night Black Magno ที่สะท้อนความสง่างามยามค่ำคืน การตกแต่งด้วยสีทองบริเวณกันชนหน้า-หลัง กระจังหน้า ตราดาวสามแฉกบนฝาครอบยางอะไหล่ ลวดลายกราฟิกสีทอง Kalaharigold รวมถึงโลโก้ AMG และ Mercedes รอบคัน ล้วนเป็นการเสริมความลักชัวรี่ให้เหนือระดับ
ล้ออัลลอย 22 นิ้ว: สวยงามและทรงพลัง
ช่วงล่างมาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 22 นิ้ว สีทอง Tech Gold อันเป็นเอกลักษณ์ ฝาครอบดุมล้อสีดำด้าน และตราดาวสามแฉกสีทองด้านใน ที่ตัดกับคาลิปเปอร์เบรกสีแดงจาก AMG สร้างความโดดเด่นและดุดันให้กับตัวรถ
ภายในห้องโดยสาร: สัมผัสแห่งความหรูหราและการตกแต่งสุดพิเศษ
ภายในห้องโดยสารของ Grand Edition เน้นการตกแต่งด้วยสีดำและสีทองเป็นหลัก ใช้วัสดุโครเมียมแบบด้าน และเสริมด้วย Trim ลายคาร์บอนไฟเบอร์ที่ผสานเส้นใยสีทองแดง เบาะนั่งหุ้มด้วยหนังแท้สีดำ MANUFAKTUR black Nappa พร้อมการเดินตะเข็บด้ายสีทองรอบตัวเบาะ มือจับบริเวณคอนโซลหน้าฝั่งผู้โดยสาร มีการติดป้ายชื่อ Grand Edition ที่ด้ามจับ เพื่อเน้นย้ำถึงความพิเศษของรุ่นนี้
เทคโนโลยีและความสะดวกสบาย: ประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ
นอกจากความหรูหราแล้ว Mercedes-AMG G 63 Grand Edition ยังมาพร้อมเทคโนโลยีระบบความบันเทิงและระบบความปลอดภัยที่ครบครัน เพื่อมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารในทุกโมเมนต์
ราคาจำหน่าย: สะท้อนถึงคุณค่าของยนตรกรรมระดับโลก
สำหรับราคาจำหน่ายของ Mercedes–AMG G 63 Grand Edition ที่ผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 1,000 คันทั่วโลก อยู่ที่ 23,400,000 บาท
Mercedes-Benz ประเทศไทย: รุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเต็มกำลัง
ไม่เพียงแค่ G-Class เท่านั้น Mercedes-Benz ประเทศไทย ยังคงตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าหรู ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ EQE 300 Sedan และ EQS 450 4MATIC SUV AMG Dynamic
The new EQE 300 Sedan: ความลงตัวแห่งความปราดเปรียวและระยะทาง
EQE 300 Sedan เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นล่าสุดในไลน์อัพ EQE ที่มาพร้อมตัวถังซีดาน ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวที่ล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 245 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.3 วินาที แบตเตอรี่ความจุ 89 kWh ให้ระยะทางขับขี่สูงสุดถึง 651 กิโลเมตร (WLTP) รองรับการชาร์จ DC สูงสุด 170 kW ใช้เวลาเพียง 32 นาที จาก 10-80%
ดีไซน์ภายนอกที่สะท้อนความล้ำสมัย
ภายนอกมาพร้อมชุดแต่ง Electric Art Exterior Package, Night Package และกระจังหน้าแบบ Mercedes-Benz pattern ติดตั้งไฟหน้า LED High Performance พร้อมระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 20 นิ้ว ระบบช่วงล่าง Comfort suspension รวมถึงระบบ KEYLESS-GO Comfort Package และระบบเปิด-ปิด บานประตูท้ายแบบ HANDS-FREE ACCESS
ภายในห้องโดยสาร: สุนทรียภาพแห่ง “Progressive Luxury”
ภายในตกแต่งตามแนวคิด “Progressive Luxury” ด้วยวัสดุ Laser-cut backlit trim, Mercedes-Benz pattern และ High-gloss black ติดตั้งพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ต เบาะนั่ง Comfort Seats พร้อมระบบดันหลัง Lumbar support และฟังก์ชั่นปรับระดับเบาะด้วยระบบไฟฟ้าพร้อม memory seat ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMATIC แบบ 2 โซน ระบบชาร์จไร้สาย และ Ambient Light 64 เฉดสี
ระบบ MBUX7: อัจฉริยะเหนือระดับ
ระบบปฏิบัติการ MBUX7 รุ่นล่าสุด ผสาน AI พร้อมระบบจดจำโปรไฟล์ผู้ขับขี่ด้วยการสแกนลายนิ้วมือ หน้าจอ OLED กลางขนาด 12.8 นิ้ว และหน้าจอขับขี่ดิจิทัล 12.3 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน ระบบนำทาง 3 มิติ ระบบ MBUX Entertainment Plus และ Live Traffic Information
ระบบความปลอดภัย: มาตรฐานสูงสุดที่ไว้ใจได้
EQE 300 ติดตั้งระบบความปลอดภัยตามมาตรฐาน Mercedes-Benz อาทิ Active Lane Keeping Assist, Blind Spot Assist, Active Distance Assist DISTRONIC, Parking Package, PRE-SAFE® system และระบบเตือนแรงดันลมยาง
สเปคเบื้องต้น The new EQE 300 (Sedan)
มอเตอร์ไฟฟ้า: 180 kW (245 แรงม้า)
แรงบิด: 550 Nm
ระยะทางขับเคลื่อน: 545-651 กม. (WLTP)
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 7.3 วินาที
ความเร็วสูงสุด: 210 กม./ชม.
แบตเตอรี่: 89 kWh
ชาร์จ DC (170 kW): 10-80% ใน 32 นาที
ชาร์จ AC (11 kW): 10-100% ใน 9.25 ชม.
พื้นที่บรรจุสัมภาระ: 430 ลิตร
สีตัวถัง: 5 สี (Polar White, Obsidian Black, Selenite Grey, High-tech Silver, Sodalite Blue)
The new EQS 450 4MATIC SUV AMG Dynamic: ที่สุดแห่งความหรูหรา 7 ที่นั่ง
EQS 450 4MATIC SUV AMG Dynamic คือ SUV ไฟฟ้า Full-Size Luxury ระดับ Top-End ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 7 ที่นั่ง มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้กำลังสูงสุด 360 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม. แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 118 kWh ให้ระยะทางขับขี่สูงสุด 658 กิโลเมตร (WLTP) รองรับการชาร์จ DC สูงสุด 200 kWh ใช้เวลาเพียง 31 นาที จาก 10-80%
ดีไซน์ภายนอก AMG Bodystyling: ความสปอร์ตที่เหนือชั้น
ภายนอกโดดเด่นด้วยชุดแต่ง AMG Bodystyling, กระจังหน้า Mercedes-Benz pattern และตราสัญลักษณ์ ไฟหน้า DIGITAL LIGHT พร้อม Adaptive Highbeam Assist ส่องสว่างไกล 650 เมตร ล้ออัลลอย AMG multi-spoke lightalloy wheels aerodynamically ขนาด 22 นิ้ว ระบบช่วงล่าง AIRMATIC พร้อมโฟมช่วยลดเสียงรบกวน
ภายในห้องโดยสาร MBUX Hyperscreen: จอภาพยาว 141 ซม.
ห้องโดยสารตกแต่งสไตล์ AMG Line Interior มอบความเพลิดเพลินด้วย MBUX7 รุ่นล่าสุด พร้อม MBUX Hyperscreen หน้าจอ OLED 3 จอ ยาวต่อเนื่อง 141 ซม. เบาะนั่ง 7 ที่นั่ง 3 ตอน หน้าจอความบันเทิงหลัง 2 จอ 11.6 นิ้ว ระบบฟอกอากาศ ENERGIZING AIR CONTROL Plus, แอร์ 4 โซน
โหมดการขับขี่ 5 โหมด: ปรับแต่งได้ตามต้องการ
ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้ 5 โหมด ผ่าน DYNAMIC SELECT ได้แก่ ECO, COMFORT, SPORT, INDIVIDUAL และ OFFROAD พร้อมกล้อง 360° ที่มีฟังก์ชัน Transparent bonnet แสดงภาพใต้ท้องรถแบบ Real-time
ระบบเสียง Burmester® 3D Surround Sound:
ระบบเสียง Burmester® 3D surround sound system พร้อมลำโพง 15 ตัว 710 วัตต์ และ Dolby Atmos® มอบประสบการณ์เสียงรอบทิศทางสมจริง
ระบบความปลอดภัยล้ำสมัย: เลี้ยว 4 ล้อ พร้อม Driving Assistance Package
โดดเด่นด้วยระบบเลี้ยว 4 ล้อ rear axle steering ที่ให้ล้อหลังเลี้ยวได้ 4.5 องศา พร้อม Driving Assistance Package ครบครัน อาทิ ATTENTION ASSIST, Active Brake Assist, Active Lane Keeping Assist, Speed Limit Assist
สเปคเบื้องต้น The new EQS 450 4MATIC SUV AMG Dynamic
มอเตอร์ไฟฟ้า: 265 kW (360 แรงม้า)
แรงบิด: 800 Nm
ระยะทางขับเคลื่อน: 596-673 กม. (WLTP)
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 6.1 วินาที
ความเร็วสูงสุด: 210 กม./ชม.
แบตเตอรี่: 118 kWh
ชาร์จ DC (200 kW): 10-80% ใน 31 นาที
ชาร์จ AC (11 kW): 10-100% ใน 12.25 ชม.
พื้นที่บรรจุสัมภาระ: 645 ลิตร (พับเบาะ 2,100 ลิตร)
สีตัวถัง: 4 สี (MANUFAKTUR Alpine Grey Solid, Selenite Grey Metallic, MANUFAKTUR Diamond White Bright, Obsidian Black Metallic)
StarFest Defining Electric: สัมผัสประสบการณ์ยนตรกรรมแห่งอนาคต
Mercedes-Benz ประเทศไทย จัดงาน “StarFest Defining Electric” เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสและทดลองขับยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า 100% และปลั๊กอินไฮบริดรวมกว่า 13 รุ่น ตั้งแต่วันที่ 24-25 สิงหาคม 2567 ณ อันฟอร์แมต สตูดิโอ (Unformat Studio)
วิสัยทัศน์แห่งอนาคต: ความมุ่งมั่นของ Mercedes-Benz
มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ Mercedes-Benz (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า Mercedes-Benz ทั่วโลกมีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าครอบคลุมทุกเซกเมนต์ และมีแผนพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเจเนอเรชันใหม่ รวมถึงลงทุนในศูนย์พัฒนาแบตเตอรี่สมรรถนะสูง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยี
สำหรับประเทศไทย Mercedes-Benz เป็นแบรนด์ลักชัวรี่แบรนด์แรกที่ประกอบแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และเป็นประเทศแรกนอกเยอรมนีที่ประกอบรถ EV ระดับแฟล็กชิพอย่าง EQS 500 4MATIC ในปี 2022 และต่อเนื่องด้วยรุ่นอื่นๆ รวมถึง EQE 300 และ EQS 450 4MATIC SUV AMG Dynamic ในครั้งนี้
ข้อเสนอสุดพิเศษ: มั่นใจกับการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า Mercedes-Benz
EQE 300 และ EQS 450 4MATIC SUV AMG Dynamic มาพร้อมการรับประกันแบตเตอรี่ 10 ปี หรือ 250,000 กิโลเมตร และแพ็คเกจ “Worry Free” สุดพิเศษ:
ดาวน์เริ่มต้น 990,000 บาท (สำหรับ EQE 300 ผ่อนเริ่มต้น 39,000 บาท)
ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง (Mercedes-Benz Protection) 3 ปี
ฟรี ค่าบำรุงรักษา MBSP Easy Care & Extra Guarantee 5 ปี
ฟรี ค่าบริการชาร์จ DC ไม่จำกัดจำนวนครั้ง 1 ปี ผ่านสถานี SHARGE
เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ และตัวแทนจำหน่ายกำหนด
ก้าวสู่ยุคแห่งการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้ากับ Mercedes-Benz
การเปิดตัว G-Class Electric และยนตรกรรมไฟฟ้าอื่นๆ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Mercedes-Benz ในการนำพายานยนต์สู่ยุคใหม่แห่งความยั่งยืน โดยไม่ทิ้งซึ่งสมรรถนะ ความหรูหรา และประสบการณ์การขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ หากคุณพร้อมที่จะสัมผัสประสบการณ์การขับเคลื่อนแห่งอนาคตที่ผสานจิตวิญญาณแห่งตำนานเข้ากับนวัตกรรมที่ล้ำสมัย เชิญค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือติดต่อตัวแทนจำหน่าย Mercedes-Benz อย่างเป็นทางการ เพื่อรับคำปรึกษาและสัมผัสยนตรกรรมที่คุณใฝ่ฝันได้แล้ววันนี้