
มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ซ เอชอีวี ผงาดฟ้า! คว้ามาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด 5 ดาว จาก ASEAN NCAP 2024 ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะและปลอดภัยในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ปี 2026 นี้ วงการอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและอาเซียนต้องจับตามองการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นอย่าง มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชัน ที่ไม่เพียงแค่การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ แต่ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของอุตสาหกรรมไปอีกขั้น ด้วยการส่ง All-New Mitsubishi Xforce HEV (ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ซ เอชอีวี) เข้ารับการประเมินและได้รับการยกย่องด้วยคะแนนสูงสุดระดับ 5 ดาว จากการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยของอาเซียน (ASEAN NCAP) ประจำปี 2024 ซึ่งเป็นการยืนยันถึงวิสัยทัศน์อันแน่วแน่ของบริษัทในการพัฒนารถยนต์ที่มอบความอุ่นใจสูงสุดให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารในทุกเส้นทางการเดินทาง
ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฟลุค แต่เป็นผลลัพธ์จากการทุ่มเทวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเทคโนโลยีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ที่ติดตั้งมาอย่างครบครันในรถยนต์รุ่นนี้ ถือเป็นการส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับให้กับผู้บริโภค ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความเชี่ยวชาญของมิตซูบิชิในการผลิตยานยนต์ที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมและความปลอดภัยได้อย่างแท้จริง
Mitsubishi Xforce HEV: นิยามใหม่ของ SUV อัจฉริยะ
การได้รับคะแนนสูงสุดระดับ 5 ดาว จาก ASEAN NCAP 2024 ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับมิตซูบิชิในรอบปี 2026 นี้ แต่เป็นการตอกย้ำความสำเร็จที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้แล้วในรุ่นเครื่องยนต์เบนซินที่ได้รับการประเมินไปในช่วงต้นปี 2024 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสม่ำเสมอและมาตรฐานอันสูงส่งของผลิตภัณฑ์ในตระกูล Xforce ทุกรุ่นที่ผลิตภายใต้แบรนด์มิตซูบิชิ
All-New Mitsubishi Xforce HEV มาพร้อมกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูงที่เรียกว่า Mitsubishi Safety Sensing ซึ่งประกอบด้วยฟังก์ชันหลักถึง 6 รายการที่ทำงานประสานกันอย่างชาญฉลาด เพื่อมอบการป้องกันและช่วยเหลือผู้ขับขี่ในสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ได้แก่:
ระบบล็อกความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control – ACC): ระบบนี้จะช่วยควบคุมความเร็วของรถให้สัมพันธ์กับความเร็วของรถคันหน้าโดยอัตโนมัติ ช่วยลดภาระของผู้ขับขี่ในการเหยียบคันเร่งและเบรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการขับขี่บนทางหลวงหรือการจราจรที่หนาแน่น ทำให้การเดินทางราบรื่นและปลอดภัยยิ่งขึ้น
ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมช่วยชะลอความเร็ว (Forward Collision Mitigation – FCM): ระบบอัจฉริยะนี้จะคอยตรวจจับวัตถุด้านหน้า และหากตรวจพบว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดการชน ระบบจะส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ขับขี่ และหากผู้ขับขี่ยังไม่ตอบสนอง ระบบจะทำการเบรกฉุกเฉินโดยอัตโนมัติเพื่อลดแรงปะทะหรือหลีกเลี่ยงการชน
ระบบเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning – BSW): ระบบนี้จะคอยตรวจจับยานพาหนะที่อยู่ในจุดอับสายตาของผู้ขับขี่ ซึ่งเป็นบริเวณที่กระจกมองข้างไม่สามารถมองเห็นได้ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุขณะเปลี่ยนเลน
ระบบเตือนการถอยหลัง (Rear Cross Traffic Alert – RCTA): เมื่อผู้ขับขี่ทำการถอยหลังออกจากซองจอด ระบบนี้จะทำการตรวจจับยานพาหนะที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาจากด้านข้าง และจะทำการเตือนผู้ขับขี่ เพื่อป้องกันการเฉี่ยวชน
5ታ ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ (Automatic High Beam – AHB): ระบบนี้จะคอยตรวจจับระดับความสว่างของสภาพแวดล้อมและไฟหน้ารถคันอื่น หากตรวจพบว่าสภาพแวดล้อมมืดและไม่มีรถสวนมา ระบบจะทำการเปิดไฟสูงโดยอัตโนมัติ และหากตรวจพบว่ามีรถสวนมาหรือแสงสว่างเพียงพอ ระบบจะทำการปรับลดไฟสูงลงโดยอัตโนมัติ เพื่อไม่ให้รบกวนทัศนวิสัยของรถคันอื่น
ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification – LCDN): ระบบนี้จะคอยตรวจจับความเคลื่อนไหวของรถคันหน้า เมื่อรถคันหน้าเริ่มเคลื่อนที่ แต่รถของเรายังจอดอยู่ ระบบจะส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ขับขี่ เพื่อให้ทราบว่ารถคันหน้าได้ออกตัวไปแล้ว
นอกจากระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูงแล้ว โครงสร้างตัวถังของ All-New Mitsubishi Xforce HEV ยังได้รับการออกแบบตามหลักวิศวกรรมขั้นสูงด้วยเทคโนโลยี RISE (Reinforced Impact Safety Evolution) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มิตซูบิชิพัฒนาขึ้นเอง เพื่อเพิ่มความแข็งแรงทนทานให้กับโครงสร้างตัวถัง ช่วยดูดซับแรงกระแทกได้อย่างมีประสิทธิภาพและป้องกันการเสียรูปของห้องโดยสารในกรณีเกิดการชน พร้อมด้วยถุงลมนิรภัย SRS 6 จุด ที่ติดตั้งอย่างครบครัน ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย เพื่อเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
วิวัฒนาการสู่ความเป็นที่สุด: จากอินโดนีเซียสู่ประเทศไทย
All-New Mitsubishi Xforce HEV เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยเป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากรุ่น Xforce ที่ได้รับการเปิดตัวครั้งแรกที่ประเทศอินโดนีเซียในปี 2566 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้บริโภคในภูมิภาคอาเซียน การนำระบบไฮบริด (HEV) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อยอดมาจากระบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ที่มิตซูบิชิมีประสบการณ์อย่างยาวนาน มาติดตั้งในรถยนต์รุ่นนี้ ถือเป็นการยกระดับสมรรถนะและประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันไปอีกขั้น
ด้วยมิติตัวถังที่เป็นขนาด 5 ที่นั่ง ทำให้ Xforce HEV เป็นรถยนต์ประเภท Compact SUV ที่มีความคล่องตัวในการขับขี่ในเมือง แต่ยังคงมีพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางและสะดวกสบาย ดีไซน์ภายนอกมาภายใต้แนวคิด “เพื่อนคู่ใจ สำหรับชีวิตที่เร้าใจ” สะท้อนถึงการเป็นยานยนต์ที่พร้อมจะพาคุณไปทุกที่ในทุกสถานการณ์ ด้วยรูปลักษณ์ที่ทันสมัย บึกบึน แต่แฝงไว้ด้วยความโฉบเฉี่ยวและพรีเมียม
เทคโนโลยีไฮบริดที่ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายในและมอเตอร์ไฟฟ้า ช่วยเพิ่มอัตราการประหยัดน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ ลดการปล่อยมลพิษ และมอบอัตราเร่งที่ตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น พร้อมด้วยระบบควบคุมการขับขี่ที่มีเทคโนโลยี Active Yaw Control (AYC) ซึ่งเป็นระบบควบคุมการทรงตัวแบบไฟฟ้า ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าโค้งและการทรงตัวของรถ ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกมั่นใจในทุกสภาพถนน นอกจากนี้ยังมี โหมดขับขี่ 7 รูปแบบ ที่หลากหลาย ได้แก่ Normal, Wet, Gravel, Mud, Sand, EV Mode, และ Sport Mode ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพถนนและสไตล์การขับขี่ เพื่อให้ได้สมรรถนะที่เหมาะสมที่สุด
มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์: ราชาแห่ง MPV และความไว้วางใจจากผู้บริโภค
ความสำเร็จของมิตซูบิชิไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มรถยนต์ SUV เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ (MPV) ที่บริษัทเป็นผู้นำตลาดมาอย่างยาวนาน และในปี 2026 นี้ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับเกียรติให้รับรางวัลอันทรงเกียรติถึง 2 รางวัล จากการสำรวจของ BrandAge ซึ่งเป็นนิตยสารชั้นนำด้านการตลาดและธุรกิจในหมวดรถยนต์อเนกประสงค์ (MPV) ได้แก่ รางวัล 2025 Thailand’s Most Admired Brand และ Brand Star ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความไว้วางใจที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์มิตซูบิชิอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2
ความสำเร็จนี้มีที่มาจากความนิยมอย่างล้นหลามของ Mitsubishi XPander (มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์) ทุกรุ่นใน