
มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ซ เฮฟวี (Mitsubishi Xforce HEV) คว้า 5 ดาว ASEAN NCAP 2026: ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยรถยนต์อเนกประสงค์ไฟฟ้า
ในโลกยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความปลอดภัย ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้ผลักดันให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชัน (Mitsubishi Motors Corporation) ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านวิศวกรรมยานยนต์ด้วยการประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญ All-New Mitsubishi Xforce HEV (ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ซ เอชอีวี) รถยนต์อเนกประสงค์พลังงานไฟฟ้าแบบ Full Hybrid ขนาด 5 ที่นั่งรุ่นใหม่ล่าสุด ได้รับการประเมินมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดระดับ 5 ดาวจาก ASEAN NCAP (New Car Assessment Program for Southeast Asian Countries) ประจำปี 2026 ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนายานยนต์ที่มอบความปลอดภัยสูงสุดให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
การได้รับคะแนนระดับ 5 ดาวจากการประเมินของ ASEAN NCAP ไม่ใช่เพียงแค่ป้ายสัญลักษณ์ แต่เป็นการรับรองถึงประสิทธิภาพของโครงสร้างตัวถัง ระบบความปลอดภัยเชิงรุก และเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ที่ได้รับการติดตั้งมาในตัวรถ ซึ่งผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสากล ความสำเร็จนี้ยังเป็นการยืนยันถึงคุณภาพของ All-New Mitsubishi Xforce HEV ที่ได้รับคะแนนสูงสุดเท่ากันกับรุ่นเครื่องยนต์เบนซินที่เปิดตัวไปในช่วงต้นปี 2024 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสม่ำเสมอของคุณภาพและความปลอดภัยในทุกระบบขับเคลื่อนที่มิตซูบิชิได้พัฒนาขึ้น
All-New Mitsubishi Xforce HEV มาพร้อมกับชุดเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง Mitsubishi Safety Sensing ซึ่งเป็นระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะที่ทำงานร่วมกันเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ระบบนี้ประกอบด้วย 6 ฟังก์ชันหลักที่ครอบคลุมการทำงานในสถานการณ์ขับขี่ต่างๆ ได้แก่ ระบบล็อกความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control – ACC) ซึ่งช่วยปรับความเร็วรถให้สัมพันธ์กับรถคันหน้า รักษา ระยะห่างที่ปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมช่วยชะลอความเร็ว (Forward Collision Mitigation – FCM) ทำหน้าที่ตรวจจับวัตถุด้านหน้าและส่งสัญญาณเตือน หากผู้ขับขี่ไม่ตอบสนอง ระบบจะเข้าช่วยเบรกเพื่อลดความรุนแรงหรือหลีกเลี่ยงการชน
นอกจากนี้ ยังมีระบบเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning – BSW) ที่ช่วยแจ้งเตือนเมื่อมีรถอยู่ในมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ระบบเตือนการถอยหลัง (Rear Cross Traffic Alert – RCTA) จะส่งสัญญาณเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนที่เข้ามาจากด้านข้างขณะถอยหลัง เพิ่มความมั่นใจในการถอยจอด ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ (Automatic High Beam – AHB) จะปรับการทำงานของไฟหน้าให้เหมาะสมกับสภาพแสงและรถคันอื่น และระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification – LCDN) จะแจ้งเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ออกไปจากจุดหยุดนิ่ง เช่น ขณะติดสัญญาณไฟจราจร เทคโนโลยีเหล่านี้ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างเกราะป้องกันความปลอดภัยที่ครอบคลุมทุกมิติ
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ All-New Mitsubishi Xforce HEV ได้รับคะแนนสูงสุดคือ โครงสร้างตัวถัง RISE (Reinforced Impact Safety Evolution) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการออกแบบโครงสร้างนิรภัยที่เป็นเอกลักษณ์ของมิตซูบิชิ โครงสร้าง RISE ถูกออกแบบมาเพื่อดูดซับแรงกระแทกและป้องกันการเสียรูปของห้องโดยสารในกรณีเกิดการชน ระบบนิรภัยนี้ทำงานร่วมกับถุงลมนิรภัย SRS 6 จุด ที่ติดตั้งอยู่รอบห้องโดยสาร ทั้งในส่วนของคนขับ ผู้โดยสารด้านหน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย เพื่อเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดให้กับผู้โดยสารทุกคน
การเปิดตัว All-New Mitsubishi Xforce HEV ในประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคม 2568 นับเป็นก้าวสำคัญในการขยายไลน์อัพผลิตภัณฑ์ของมิตซูบิชิในตลาดประเทศไทย โดยรถรุ่นนี้ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากรุ่น Xforce ที่เปิดตัวครั้งแรกในอินโดนีเซียเมื่อปี 2566 ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมจากผู้บริโภค การนำระบบไฮบริดมาติดตั้งในรุ่น Xforce ถือเป็นการยกระดับสมรรถนะและประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานของตัวรถให้เหนือกว่าคู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน All-New Mitsubishi Xforce HEV เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ขนาด 5 ที่นั่ง ที่ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “เพื่อนคู่ใจ สำหรับชีวิตที่เร้าใจ” (The new companion for your exciting life) ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจของมิตซูบิชิในการสร้างสรรค์รถยนต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่ต้องการรถที่สมรรถนะดี ขับสนุก และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย
หัวใจสำคัญของ All-New Mitsubishi Xforce HEV คือระบบขับเคลื่อนไฮบริดที่พัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ที่มิตซูบิชิมีประสบการณ์มายาวนาน ระบบนี้ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซินและมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้รถสามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวในบางช่วงความเร็ว หรือใช้ทั้งสองระบบร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด การทำงานร่วมกันของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยเพิ่มอัตราการประหยัดน้ำมันและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสำคัญ
นอกเหนือจากระบบขับเคลื่อนไฮบริดแล้ว All-New Mitsubishi Xforce HEV ยังมาพร้อมกับระบบควบคุมการขับขี่ที่มีเทคโนโลยี Active Yaw Control (AYC) ซึ่งเป็นระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวที่ช่วยกระจายแรงบิดไปยังล้อต่างๆ เพื่อเพิ่มการยึดเกาะถนนและลดการหมุนของตัวรถในขณะเข้าโค้ง เทคโนโลยีนี้ทำงานร่วมกับโหมดขับขี่ 7 รูปแบบ และระบบควบคุมล้อทั้งสี่ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ในทุกสภาพถนน ไม่ว่าจะเป็นทางเรียบ ทางขรุขระ หรือสภาพอากาศที่แปรปรวน
ความสำเร็จของ All-New Mitsubishi Xforce HEV ในการได้รับคะแนนสูงสุดจาก ASEAN NCAP 2026 ไม่ใช่เพียงแค่ความสำเร็จของตัวผลิตภัณฑ์ แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึงตำแหน่งผู้นำของมิตซูบิชิในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีการแข่งขันสูงและมีความต้องการรถยนต์ที่หลากหลาย ความสำเร็จนี้ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ไฟฟ้าในภูมิภาค และเป็นแรงผลักดันให้ผู้ผลิตรายอื่นๆ ต้องยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ของตนเอง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาความปลอดภัยและเทคโนโลยีที่เหนือกว่า
นอกเหนือจากความสำเร็จด้านความปลอดภัย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังได้รับเกียรติอันทรงเกียรติจากแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ด้วยการคว้ารางวัล 2025 Thailand’s Most Admired Brand และ Brand Star ประจำปี 2568 จากการสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคโดย BrandAge ซึ่งเป็นนิตยสารทางด้านการตลาดและธุรกิจชั้นนำของประเทศไทย รางวัลนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความไว้วางใจและภาพลักษณ์ที่ดีที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์มิตซูบิชิในประเทศไทย
นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขายและบริการหลังการขาย บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวถึงความสำเร็จนี้ว่า รางวัล 2025 Thailand’s Most Admired Brand และ Brand Star เป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันอย่างทุ่มเทในทุกกระบวนการของบริษัท ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิต การตลาด ไปจนถึงการบริการหลังการขาย การที่ผู้บริโภคให้ความไว้วางใจและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของมิตซูบิชิอย่างต่อเนื่อง เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ดียิ่งขึ้น เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า
การสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคโดย BrandAge ในปี 2568 ได้ใช้เทคโนโลยี AI และการวิเคราะห์จากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำและสะท้อนถึงความคิดเห็นของผู้บริโภคในปัจจุบัน การสำรวจพิจารณาหลายมิติที่สำคัญ เช่น นวัตกรรม คุณภาพของผลิตภัณฑ์ สมรรถนะ ความน่าเชื่อถือ ภาพลักษณ์องค์กร ความรับผิดชอบต่อสังคม และคุณภาพของการบริการ ทำให้ผลสำรวจมีความน่าเชื่อถือสูง และเป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรม