![Part 2: N1209228_คนไร น ำใจ[ตอนจบ] #ละครส นสะท อนส งคม #ละครส นหน งส น #หน งส น #หน | Đọc Báo Online16](https://newsthailan.tfvp.org/wp-content/uploads/2026/09/fb_natural_20260909_175434.jpg)
เจาะลึก Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander CROSS HEV 2026: พลิกโฉม MPV 7 ที่นั่ง ด้วยขุมพลัง Full Hybrid
ตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ (MPV) ขนาด 7 ที่นั่ง ในประเทศไทยยังคงเป็นสมรภูมิที่ดุเดือด แต่ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้น มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ (Mitsubishi Xpander) ซึ่งเคยครองใจผู้บริโภคด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นและฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ ได้เผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ จากคู่แข่งที่เข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด ด้วยเหตุนี้ มิตซูบิชิ จึงได้เปิดตัว Mitsubishi Xpander HEV และ Mitsubishi Xpander CROSS HEV โฉมใหม่ เจนเนอเรชั่นที่ 2 ที่มาพร้อมการอัปเกรดครั้งสำคัญ เพื่อทวงคืนบัลลังก์เจ้าตลาด
บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกรายละเอียดของ Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander CROSS HEV 2026 ตั้งแต่ดีไซน์ภายนอกที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ขุมพลัง Full Hybrid ที่เป็นครั้งแรกของโลกสำหรับตระกูล Xpander ไปจนถึงเทคโนโลยีความปลอดภัยและระบบความสะดวกสบายที่จัดเต็ม เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมว่ารถครอบครัว 7 ที่นั่งรุ่นนี้มีดีพอที่จะท้าชนคู่แข่งในปี 2026 ได้หรือไม่
ดีไซน์ภายนอก: ความพรีเมียมที่เหนือระดับ พร้อมเอกลักษณ์ของรุ่น HEV
Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander CROSS HEV 2026 ยังคงเอกลักษณ์ของ Dynamic Shield Design ที่เป็นลายเซ็นของมิตซูบิชิ แต่ได้รับการปรับปรุงให้ดูโฉบเฉี่ยวและพรีเมียมยิ่งขึ้น จุดเด่นที่สะดุดตาที่สุดคือการเพิ่มตราสัญลักษณ์ “HEV” ที่กระจังหน้าและฝาประตูท้าย รวมถึงโลโก้ “HYBRID EV” ที่ประตูหน้า เพื่อบ่งบอกถึงความเป็นรถยนต์ Full Hybrid นอกจากนี้ยังมีการตกแต่งด้วยเส้นสายสีน้ำเงินที่กันชนหน้า กาบข้างประตู และกันชนหลัง ซึ่งเป็นสีประจำของรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดของมิตซูบิชิ เพื่อเพิ่มความรู้สึกสปอร์ตและทันสมัย
ในส่วนของล้ออัลลอย มาพร้อมดีไซน์ทูโทน Machine Finished ขนาด 17 นิ้ว ที่มีการตกแต่งด้วยแถบสีฟ้า ตัดกับสีเงิน เพิ่มความรู้สึกหรูหราและสปอร์ต ขนาดของตัวรถยังคงความกว้างขวางเช่นเดิม โดยมีความยาว 4,595 มม. กว้าง 1,750 มม. สูง 1,750 มม. และมีระยะฐานล้อ 2,775 มม. ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะสมสำหรับการขับขี่ในเมืองและเดินทางไกล
สำหรับ Ground Clearance หรือระยะต่ำสุดถึงพื้น จะมีความแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละรุ่น โดย Xpander HEV มีระยะต่ำสุดถึงพื้นอยู่ที่ 195 มม. ในขณะที่ Xpander CROSS HEV จะมี Ground Clearance ที่ 205 มม. ซึ่งสูงกว่าเล็กน้อย ทำให้ Xpander CROSS HEV เหมาะกับการลุยในสภาพถนนที่หลากหลายมากขึ้น
เฉดสีตัวถังของทั้งสองรุ่น มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีขาว White Diamond (ใหม่), สีเงิน Blade Silver Metallic, สีเทา Graphite Gray Metallic และสีดำ Jet Black Mica สำหรับรุ่น Xpander CROSS HEV จะมีสีพิเศษเฉพาะรุ่น คือ สีเขียว Green Bronze Metallic ซึ่งเป็นสีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ และเพิ่มความโดดเด่นให้กับตัวรถ
ภายในห้องโดยสาร: ความสะดวกสบายและเทคโนโลยีที่จัดเต็ม
ก้าวเข้าสู่ภายในห้องโดยสาร คุณจะพบกับการออกแบบที่เน้นความพรีเมียมและความสะดวกสบายเป็นหลัก ตัวเบาะหุ้มด้วยหนัง Max Cool สีดำ-น้ำตาล ในรุ่น Xpander HEV ส่วนรุ่น Xpander CROSS HEV จะมาในโทนสีดำ-น้ำเงิน ซึ่งเป็นสีที่ดูสปอร์ตและทันสมัย เบาะฝั่งผู้ขับปรับด้วยมือ 6 ทิศทาง และผู้โดยสารตอนหน้าปรับด้วยมือ 4 ทิศทาง เพื่อให้ได้ตำแหน่งการขับขี่ที่เหมาะสม
แผงแดชบอร์ดได้รับการอัปเกรดครั้งใหญ่ ด้วยมาตรวัดแบบ Full Digital สี TFT ขนาด 8 นิ้ว ที่แสดงข้อมูลการขับขี่ได้อย่างครบถ้วนและชัดเจน เช่น ระดับพลังงานแบตเตอรี่ โหมดการขับขี่ และข้อมูลการทำงานของระบบไฮบริด ในส่วนของหน้าจออินโฟนเทนเมนต์ มีขนาด 9 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมระบบเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth ทำให้การใช้งานสมาร์ทโฟนในรถเป็นไปอย่างสะดวกสบาย
ชุดอุปกรณ์ภายในอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง 6 ตำแหน่ง ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย ระบบปรับอากาศพร้อมหน้าจอแสดงผลดิจิตอล ที่มีฟังก์ชัน Max Cool สำหรับการทำความเย็นอย่างรวดเร็ว สวิตซ์ควบคุมระบบปรับอากาศด้านหลังแบบแยกส่วน ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลังบนเพดาน กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงอัตโนมัติ ปุ่ม Push Start และกุญแจ Smart Keyless Entry ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน
นอกจากนี้ ยังมีระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB มาพร้อม Auto Brake Hold ที่ช่วยให้การจอดรถในทางลาดชันเป็นไปอย่างง่ายดายและปลอดภัย พร้อมช่องเก็บของใต้พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังที่เพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บของ ช่องเชื่อมต่อ USB มีให้เลือกอย่างเพียงพอ ทั้งด้านหน้า 1 ตำแหน่ง ด้านหลัง Type A 1 ตำแหน่ง และ Type C 1 ตำแหน่ง รวมถึงช่องชาร์จไฟ 12V ด้านหน้า 1 ตำแหน่ง และบริเวณเบาะนั่งแถวหลัง 1 ตำแหน่ง ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานของทุกคนในครอบครัว
ขุมพลัง Full Hybrid: ประสิทธิภาพและความประหยัดที่เหนือกว่า
หัวใจสำคัญของการอัปเกรดในครั้งนี้ คือการนำเสนอขุมพลัง Full Hybrid ที่เป็นครั้งแรกของโลกสำหรับตระกูล Mitsubishi Xpander ระบบขับเคลื่อนนี้ทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร MIVEC ที่ให้กำลังสูงสุด 95 แรงม้า แรงบิด 134 นิวตันเมตร กับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 85 kW ที่ให้กำลังสูงสุด 116 แรงม้า แรงบิด 255 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านชุดเกียร์อัตโนมัติ e-CVT ไปยังคู่ล้อหน้า
ด้วยการทำงานร่วมกันของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้ Xpander HEV และ Xpander CROSS HEV มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 9.7 วินาที ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจสำหรับรถยนต์ครอบครัวขนาด 7 ที่นั่ง นอกจากนี้ แบตเตอรี่ขนาด 1.1 kWh ที่มาพร้อมระบบ Full Hybrid ยังช่วยให้รถยนต์สามารถวิ่งในโหมดไฟฟ้า (EV Mode) ได้ในระยะทางสั้นๆ โดยเฉพาะในการขับขี่ในเมืองที่การจราจรหนาแน่น
ในด้านความประหยัดน้ำมัน มิตซูบิชิเคลมอัตราการสิ้นเปลืองไว้ที่ 19.2 กม./ลิตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยอดเยี่ยมสำหรับรถยนต์ขนาดนี้ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้เป็นอย่างดี
โหมดการขับขี่และระบบควบคุม: ความมั่นใจในทุกเส้นทาง
Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander CROSS HEV มาพร้อมโหมดการขับขี่ Drive Mode ที่มีให้เลือกถึง 7 โหมด เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถปรับการทำงานของรถให้เหมาะสมกับสภาพถนนและความต้องการ ได้แก่
Normal Mode: โหมดการขับขี่ปกติสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
Wet Mode: โหมดสำหรับขับขี่ในสภาพถนนเปียก ซึ่งจะช่วยลดกำลังของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อป้องกันการลื่นไถล
Gravel Mode: โหมดสำหรับขับขี่บนทางลูกรัง ซึ่งจะปรับการทำงานของระบบควบคุมการทรงตัวและระบบส่งกำลังให้เหมาะสม
Tarmac Mode: โหมดสำหรับขับขี่บนทางเรียบ ซึ่งจะให้ประสิทธิภาพสูงสุดในการขับขี่ด้วยความเร็ว
Mud Mode: โหมดสำหรับขับขี่ในสภาพถนนโคลน ซึ่งจะปรับการทำงานของระบบส่งกำลังให้เหมาะสมกับการขับขี่ในสภาพพื้นผิวที่ไม่มั่นคง
นอกจากนี้ ยังมีโหมดการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) 2 โหมด ได้แก่
EV Priority Mode: โหมดที่เน้นการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก โดยเครื่องยนต์จะทำงานเฉพาะเมื่อจำเป็น
Charge Mode: โหมดที่เน้นการชาร์จพลังงานไฟฟ้ากลับเข้าแบตเตอรี่ โดยเครื่องยนต์จะทำงานเพื่อชาร์จพลังงานในขณะขับขี่
นอกจากโหมดการขับขี่แล้ว ตัวรถยังมาพร้อมกับระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (AYC) ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความมั่นใจในการขับขี่ โดยเฉพาะในการเข้าโค้งด้วยความเร็ว ระบบ AYC จะทำงานร่วมกับระบบ