
เปิดตัว Mitsubishi XFORCE HEV และ Xpander HEV Play: ยกระดับประสบการณ์ขับขี่ในงาน Motor Show 2026
ปี 2026 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการยานยนต์ไทย เมื่อ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้เปิดศักราชใหม่แห่งนวัตกรรมด้วยการเผยโฉม Mitsubishi XFORCE HEV รถยนต์ฟูลไฮบริดรุ่นแรกของแบรนด์ในประเทศไทย และ Mitsubishi Xpander HEV Play รุ่นพิเศษที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับดีไซน์อันโฉบเฉี่ยว ณ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 การปรากฏตัวของทั้งสองรุ่นไม่เพียงสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้บริโภค แต่ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์อันแน่วแน่ของบริษัทในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนและเปี่ยมด้วยเทคโนโลยี
การจัดแสดงในครั้งนี้ตอกย้ำความสำเร็จของมิตซูบิชิในตลาดรถยนต์ไทย โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ฟูลไฮบริดที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง รวมถึงการประกาศความพร้อมของทีม Mitsubishi Rallyart ในการลงสนามแข่งขัน Asia Cross Country Rally (AXCR) 2026 ด้วยรถแข่ง Triton Rally Car รุ่นใหม่ล่าสุด เพื่อกลับมาทวงบัลลังก์แชมป์อีกครั้ง นอกจากนี้ บริษัทยังภาคภูมิใจที่ได้รับ 5 รางวัลอันทรงเกียรติจากเวที Car of the Year 2026 ซึ่งเป็นการยืนยันถึงคุณภาพ เทคโนโลยี และสมรรถนะอันเป็นเลิศของผลิตภัณฑ์ในทุกเซกเมนต์
มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี: นิยามใหม่ของรถยนต์ฟูลไฮบริด
Mitsubishi XFORCE HEV คือนวัตกรรมที่หลายคนรอคอย ด้วยการผสานเทคโนโลยี MITSUBISHI e:MOTION ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด Generation ใหม่ ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ ทั้งในด้านอัตราเร่งที่ตอบสนองทันใจ และความประหยัดน้ำมันที่โดดเด่น ด้วยตัวเลขอ้างอิงที่น่าประทับใจถึง 24.4 กิโลเมตร/ลิตร (ตามมาตรฐาน WLTC) ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ดีที่สุดในกลุ่มรถยนต์ประเภทเดียวกันในปัจจุบัน
การพัฒนารถยนต์รุ่นนี้ได้รับการร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ชาวไทย ทำให้เข้าใจถึงความต้องการและไลฟ์สไตล์ของคนไทยอย่างแท้จริง XFORCE HEV ผลิตที่โรงงานมิตซูบิชิ มอเตอร์ส แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นฐานการผลิตที่ได้มาตรฐานระดับโลก พร้อมทีมบริการหลังการขายที่พร้อมดูแลลูกค้าอย่างครบวงจร แบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อย ได้แก่ Ignite, Ultimate และ Ultimate X ซึ่งแต่ละรุ่นได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค
ดีไซน์ที่โดดเด่นภายใต้แนวคิด Silky & Solid
XFORCE HEV โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกที่สะท้อนแนวคิด Silky & Solid ซึ่งผสานความเรียบหรูสง่างามเข้ากับความแข็งแกร่งทรงพลัง เส้นสายที่พลิ้วไหวราวกับผ้าไหม (Silky) แต่ยังคงไว้ซึ่งความบึกบึนและมั่นคง (Solid) ทำให้รถดูสง่างามในทุกมุมมอง ไฟหน้า LED ดีไซน์เฉียบคม พร้อม Daytime Running Lights รูปตัว T สร้างเอกลักษณ์ที่จดจำได้ทันที กันชนหน้าขนาดใหญ่และกระจังหน้า Dynamic Shield ที่เป็นเอกลักษณ์ของมิตซูบิชิ เสริมความรู้สึกพรีเมียมและบึกบึน
ด้านข้าง ตัวรถมีเส้นสายที่ลื่นไหล พร้อมด้วยซุ้มล้อที่ขยายใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ซึ่งเพิ่มความสปอร์ตและมั่นคง หลังคาที่ลาดเอียงเล็กน้อยไปทางด้านหลังช่วยเพิ่มความลู่ลมและเสริมความรู้สึกสปอร์ต ในขณะที่เส้นสายบริเวณประตูท้ายที่ยกสูงขึ้นสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ XFORCE HEV
ส่วนท้ายรถได้รับการออกแบบให้ดูสมส่วนและทันสมัย ไฟท้าย LED รูปตัว C ที่มีดีไซน์เชื่อมต่อกัน สร้างความรู้สึกกว้างขวางให้กับตัวรถ สปอยเลอร์หลังขนาดใหญ่ช่วยเพิ่มความสปอร์ตและประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ กันชนท้ายขนาดใหญ่และแผ่นกันกระแทกที่ได้รับการออกแบบมาอย่างประณีตตอกย้ำถึงความเป็นรถยนต์ที่พร้อมลุยทุกสภาพถนน
ห้องโดยสารที่กว้างขวางและสะดวกสบาย
ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด Dynamic Soundscape ซึ่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ผ่อนคลายและเพลิดเพลิน เบาะนั่งออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ เพื่อรองรับสรีระของผู้โดยสารได้อย่างเต็มที่ วัสดุที่ใช้ภายในห้องโดยสารมีความพรีเมียม พร้อมการตัดเย็บที่ประณีตสีดำ ตัดกับวัสดุตกแต่งลายไม้สีดำ เพิ่มความรู้สึกหรูหราและทันสมัย
พื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวางเป็นพิเศษในทุกมิติ โดยเฉพาะพื้นที่วางขาและพื้นที่เหนือศีรษะ ซึ่งทำให้ผู้โดยสารรู้สึกสบายตลอดการเดินทาง เบาะนั่งแถวที่สองสามารถพับเรียบในอัตราส่วน 60:40 เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระตามต้องการ ในรุ่น Ultimate X ยังมาพร้อมกับระบบเสียง Dynamic Sound Yamaha Premium พร้อมลำโพง 8 จุด ซึ่งมอบประสบการณ์เสียงระดับคอนเสิร์ตในห้องโดยสาร
เทคโนโลยี MITSUBISHI e:MOTION: ประสิทธิภาพและความยั่งยืน
หัวใจสำคัญของ XFORCE HEV คือระบบขับเคลื่อน MITSUBISHI e:MOTION ซึ่งเป็นระบบฟูลไฮบริด Generation ใหม่ ที่ผสานการทำงานของเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.6 ลิตร เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 2.06 kWh ระบบนี้สามารถทำงานได้ใน 3 โหมดหลัก:
EV Mode (โหมดขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า): สามารถขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวที่ความเร็วสูงสุด 135 กม./ชม. เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองและลดการปล่อยมลพิษ
Series Hybrid Mode (โหมดขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์): เครื่องยนต์จะทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อป้อนให้กับมอเตอร์ไฟฟ้า และชาร์จแบตเตอรี่ไปพร้อมกัน เหมาะสำหรับการขับขี่ด้วยความเร็วคงที่
Parallel Hybrid Mode (โหมดขับเคลื่อนแบบขนาน): เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานร่วมกันเพื่อส่งกำลังไปยังล้อ ให้กำลังสูงสุดและอัตราเร่งที่ดีที่สุด เหมาะสำหรับการเร่งแซงและการขับขี่ที่ต้องการกำลังสูง
ระบบควบคุมการทำงานของระบบไฮบริดมีความฉลาดมาก โดยสามารถปรับเปลี่ยนโหมดการทำงานได้อย่างราบรื่นและแทบไม่รู้สึกถึงการทำงานของระบบ ทำให้ผู้ขับขี่ได้รับประสบการณ์การขับขี่ที่ต่อเนื่องและผ่อนคลาย
7 Drive Modes: ปรับเปลี่ยนได้ตามทุกสภาพถนน
XFORCE HEV มาพร้อมกับ 7 โหมดการขับขี่ ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทุกสภาพถนนและทุกไลฟ์สไตล์:
Normal Mode: โหมดการขับขี่พื้นฐานสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ให้ความสมดุลระหว่างความประหยัดและความคล่องตัว
Wet Mode: โหมดสำหรับขับขี่บนถนนเปียกหรือลื่น เพิ่มความมั่นใจในการควบคุมรถ
Gravel Mode: โหมดสำหรับขับขี่บนทางลูกรัง ช่วยเพิ่มการยึดเกาะและควบคุมรถ
Tarmac Mode: โหมดสำหรับขับขี่บนพื้นผิวเรียบ ให้ความนุ่มนวลและสมรรถนะการขับขี่ที่ดีที่สุด
Mud Mode: โหมดสำหรับขับขี่บนพื้นโคลน ช่วยเพิ่มการยึดเกาะและควบคุมรถ
Sand Mode: โหมดสำหรับขับขี่บนพื้นทราย ช่วยเพิ่มการยึดเกาะและควบคุมรถ
Sport Mode: โหมดสำหรับขับขี่ที่ต้องการสมรรถนะสูงสุด มอบอัตราเร่งที่รวดเร็วและการตอบสนองของคันเร่งที่เฉียบคม
นอกจากนี้ ยังมี Active Yaw Control (AYC) เทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์ของมิตซูบิชิ ซึ่งช่วยควบคุมการขับขี่และสมดุลขณะเข้าโค้ง ทำให้รถมีความคล่องตัวและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
ระบบความปลอดภัย Diamond Sense: ความมั่นใจในทุกการเดินทาง
XFORCE HEV มาพร้อมกับระบบความปลอดภัยรอบคัน Diamond Sense ที่ครบครัน เพื่อมอบความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร:
Multi Around Monitor (MAM): กล้องมองภาพรอบคันที่ช่วยให้การจอดรถและขับขี่ในที่แคบทำได้ง่ายขึ้น พร้อมระบบตรวจจับการเคลื่อนไหว (Moving Object Detection: MOD) ที่จะแจ้งเตือนเมื่อมีวัตถุเคลื่อนไหวในระยะใกล้
ถ