![Watch Part 2: N1409094_ด เท าไหร ก ไม เท าคนเก า[ตอนจบ] #ละครส นหน งส น #ละครส นหน งส นส](https://newsthailan.tfvp.org/wp-content/uploads/2026/09/fb_natural_20260911_171914.jpg)
Mitsubishi Xpander 2026: เจาะลึกรถครอบครัว 7 ที่นั่ง ที่ปรับปรุงจนน่าใช้กว่าเดิม
ในยุคที่ตลาดรถยนต์กำลังผันผวน การมองหารถครอบครัวอเนกประสงค์ที่คุ้มค่าคุ้มราคา กลายเป็นโจทย์สำคัญสำหรับหลายครอบครัว แต่ท่ามกลางตัวเลือกที่หลากหลาย Mitsubishi Xpander 2026 ได้ก้าวเข้ามาพร้อมการปรับโฉมครั้งใหญ่ ไม่ใช่แค่การแต่งหน้าทาปากใหม่ แต่เป็นการแก้ไขข้อด้อยจากรุ่นก่อนหน้าอย่างจริงจัง แม้ราคาจะปรับเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่ได้เพิ่มมานั้นก็ต้องบอกว่า “ไม่น้อยเลยทีเดียว” บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกมิติของ Xpander 2026 ในฐานะรถครอบครัว 7 ที่นั่ง ที่พร้อมตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตจริง
การทดสอบในครั้งนี้ เป็นโอกาสพิเศษที่ทาง Mitsubishi Motors ประเทศไทย จัดขึ้นเพื่อนำสื่อมวลชนร่วมสัมผัสสมรรถนะของ Mitsubishi Xpander 2026 บนเส้นทางกรุงเทพฯ-จันทบุรี ระยะทางไปกลับกว่า 600 กิโลเมตร ครอบคลุมสภาพถนนที่หลากหลาย ทั้งในเมือง นอกเมือง และเส้นทางคดเคี้ยว โดยรุ่นที่ใช้ในการทดสอบครั้งนี้คือ Xpander GT ซึ่งเป็นรุ่นท็อปไลน์ ที่มาพร้อมฟีเจอร์ครบครัน
ดีไซน์ภายนอก: Advanced Dynamic Shield กับความลงตัวที่เหนือกว่า
Mitsubishi Xpander 2026 ยังคงเอกลักษณ์การออกแบบ Dynamic Shield ที่เป็น DNA ของ Mitsubishi แต่ได้รับการปรับปรุงให้ดูทันสมัยและลงตัวยิ่งขึ้น ด้านหน้าโดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่ โดยไฟหรี่ DRL ที่อยู่ด้านบนสุด ถูกรวมเข้ากับไฟเลี้ยว เป็นดีไซน์ที่เพรียวบางและโฉบเฉี่ยว ขณะที่โคมไฟหน้าหลักมีรูปทรงคล้ายตัว T และยังคงใช้หลอดไฟฮาโลเจน ซึ่งเป็นจุดที่หลายคนคาดหวังการอัปเกรดเป็น LED แต่ก็ต้องยอมรับว่าด้วยขนาดของโคมที่ใหญ่ ทำให้แสงสว่างยังคงเพียงพอต่อการใช้งาน
ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วสีทูโทน ถูกเพิ่มขนาดขึ้น 1 นิ้ว จากรุ่นก่อนหน้า รัดด้วยยางขนาด 205/55 R17 ส่งผลให้ตัวรถมีความสูงใต้ท้องรถเพิ่มขึ้นอีก 15 มิลลิเมตร กลายเป็น 220 มม. ซึ่งถือเป็นจุดเด่นสำคัญสำหรับรถครอบครัวที่ต้องเผชิญสภาพถนนที่หลากหลาย โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ยังมีหลายพื้นที่ที่ถนนยังไม่ได้รับการซ่อมบำรุงอย่างสมบูรณ์
ในส่วนของระบบช่วงล่าง มีการปรับปรุงครั้งสำคัญ โดยใช้โช้คอัพที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ใกล้เคียงกับในรุ่น Pajero Sport แต่ยังคงใช้สปริงค่า K เดิม การปรับปรุงนี้ส่งผลให้รถมีความนุ่มนวลในการขับขี่มากขึ้น แต่ยังคงความมั่นคงในการเข้าโค้ง ซึ่งจะกล่าวถึงในรายละเอียดต่อไป
ด้านท้ายรถ มีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน รูปทรงของกระจกหลังและลายเส้นฝาท้าย แตกต่างจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด ไฟท้ายดีไซน์ใหม่เป็นรูปตัว T และไฟทับทิมที่มุมกันชน ก็ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด พร้อมติดตั้งกันชนท้ายและแผ่นกันกระแทกดีไซน์ใหม่แบบ 3 มิติ เมื่อมองรวมๆ จากภายนอก จะเห็นถึงขนาดของตัวรถที่ดูใหญ่ขึ้น ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ความสูงใต้ท้องรถที่เพิ่มขึ้น 15 มม. ทำให้รถดูสง่างามและพร้อมลุยในทุกสภาพถนน
การออกแบบภายใน: Horizontal Axis กับความกว้างขวางที่เหนือกว่า
ก้าวเข้ามาในห้องโดยสาร Mitsubishi Xpander 2026 เผยให้เห็นการออกแบบใหม่แบบ Horizontal Axis ที่เน้นความรู้สึกกว้างขวาง โปร่งสบาย การใช้โทนสีทูโทน น้ำตาล-ดำ ให้ความรู้สึกหรูหราทันสมัย มีการเย็บตะเข็บจริงที่แผงประตูข้างและที่พักแขน เพิ่มมิติและสัมผัสที่พรีเมียมยิ่งขึ้น
เบาะนั่งได้รับการออกแบบใหม่ มาพร้อมคุณสมบัติ Heat Guard ซึ่งมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับเบาะ Quole Modure ใน Pajero Sport ช่วยลดความร้อนสะสมบนเบาะเมื่อจอดกลางแดด ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับรถครอบครัวที่ต้องรับส่งลูก หรือผู้สูงอายุ การรองรับสรีระของเบาะยังคงทำได้ดี นั่งสบายสำหรับการเดินทางไกล
พวงมาลัยดีไซน์ใหม่ จับถนัดกระชับมือ พร้อมปุ่มมัลติฟังก์ชั่นควบคุมจอเครื่องเล่นตรงกลาง และปุ่ม Cruise Control แอบเสียดายที่ยังไม่มี Paddle Shift มาให้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า Xpander 2026 ไม่ใช่รถที่เน้นสมรรถนะการขับขี่แบบสปอร์ต
จอเครื่องเล่นระบบสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay ซึ่งทำให้ผู้ขับขี่สามารถดึงแผนที่จากสมาร์ทโฟนขึ้นมาแสดงบนหน้าจอได้ทันที และเมื่ออยู่ในตำแหน่งเกียร์ถอย หน้าจอจะตัดมาเป็นกล้องหลัง คุณภาพเสียงจากลำโพงอยู่ในเกณฑ์ระดับกลางๆ ไม่ได้โดดเด่น แต่ก็เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป
อีกจุดที่น่าประทับใจคือคอนโซลกลาง ที่มีที่วางแขนขนาดใหญ่ ใช้งานได้สะดวก และมีช่องใส่ของขนาดใหญ่ที่สามารถใส่ขวดน้ำขนาด 600 มล. ได้ถึง 4 ขวด ใต้ฝาปิดมีช่องสำหรับใส่กระดาษทิชชู่ ซึ่งเป็นลูกเล่นที่มีประโยชน์และได้ใช้งานจริงขณะเดินทาง
เบรกมือไฟฟ้า พร้อมระบบ Auto Stop & Go และปุ่ม Auto Hold เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์สำคัญที่มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะเมื่อต้องจอดติดไฟแดงระยะสั้น ช่วยลดความเมื่อยล้าของผู้ขับขี่ ไม่ต้องขยับเท้าไปมาระหว่างคันเร่งและเบรก
ในส่วนของช่องต่อ USB มีการจัดวางที่ครอบคลุมทั้งตอนหน้า และเบาะแถวที่สอง มีทั้งแบบ Type-A และ Type-C ส่วนช่องจ่ายไฟ DC 12 โวลต์ มีให้ทั้งคอนโซลหน้าและเบาะแถวสาม ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของทุกคนในครอบครัว
ระบบปรับอากาศแบบดิจิทัล พร้อมฟังก์ชัน Max Cool ช่วยให้แอร์เย็นไวขึ้น และระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลังแบบแยกส่วน เป็นฟีเจอร์ที่สำคัญมากสำหรับรถครอบครัวในสภาพอากาศร้อนของประเทศไทย การมีช่องแอร์สำหรับแถวที่สาม ทำให้ผู้โดยสารตอนหลังรู้สึกสบาย ไม่อึดอัด
การขึ้นไปนั่งที่เบาะแถวสามทำได้ง่ายไม่ยุ่งยาก เพียงแค่ดึงคันโยกที่ข้างเบาะแถวสอง เบาะก็จะพับให้ทันที ซึ่งสะดวกมากสำหรับการขนสัมภาระหรือการเข้า-ออกของผู้โดยสารแถวสาม
เครื่องยนต์ เกียร์ และสมรรถนะ: ความลงตัวที่เหนือความคาดหมาย
Mitsubishi Xpander 2026 ยังคงใช้เครื่องยนต์เดิม รหัส 4A91 ขนาด 1,499 ซีซี 4 สูบ MIVEC DOHC 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 141 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที รองรับน้ำมันเชื้อเพลิง E20 ในส่วนของระบบเกียร์มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากเดิมที่เป็นเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด เปลี่ยนมาเป็นเกียร์อัตโนมัติ Eco Dynamic CVT ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อสมรรถนะการขับขี่อย่างมีนัยสำคัญ
การทดสอบในเส้นทางกรุงเทพฯ-จันทบุรี แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ Xpander 2026 ได้อย่างชัดเจน ในเรื่องของการขับขี่ แม้จะใช้เครื่องยนต์เดิม แต่พอเปลี่ยนเป็นเกียร์ CVT ขับดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หากใครที่เคยขับรุ่นเก่ามาก่อน จะทราบดีว่าการวิ่งทางไกลในรุ่นเดิมจะใช้รอบเครื่องยนต์สูงมาก เพราะเกียร์มีเพียง 4 สปีด แต่ในรุ่นใหม่นี้ ด้วยเกียร์ CVT รอบเครื่องยนต์ต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด
จากการทดสอบวิ่งลอยตัวในย่านความเร็วต่างๆ พบว่า:
วิ่งลอยตัวที่ความเร็ว 100 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์อยู่ที่ 1,800 รอบต่อนาที
วิ่งลอยตัวที่ความเร็ว 110 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์อยู่ที่ 2,000 รอบต่อนาที
วิ่งลอยตัวที่ความเร็ว 120 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์อยู่ที่ 2,200 รอบต่อนาที
การที่รอบเครื่องยนต์ต่ำลง ส่งผลให้อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะเครื่องยนต์ไม่ต้องเค้นกำลังมาก จากการทดสอบทั้งทริประยะทาง 641 กิโลเมตร ค่าเฉลี่ยการกินน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 14.4 กม./ลิตร ซึ่งถือว่าน่าพอใจสำหรับรถครอบครัว 7 ที่นั่ง ขนาดใหญ่
สำหรับระบบช่วงล่าง การใช้โช้คอัพขนาดใหญ่ขึ้น แต่ยังคงใช้สปริงค่า K เดิม ส่งผลให้ตัวรถ