![Watch Part 2: N1409114_อย าสำค ญต วเองไปคนเด ยว[ตอน1] #หน งใหม #หน งส นต องมนต ฟ ล ม #ละครส](https://newsthailan.tfvp.org/wp-content/uploads/2026/09/fb_natural_20260911_172321.jpg)
Mitsubishi Xpander 2022: การปรับโฉมที่ยกระดับประสบการณ์ครอบครัว
ในโลกยานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การที่ผู้ผลิตจะคงความสามารถในการแข่งขันไว้ได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยการปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ที่มีการแข่งขันสูงและผู้บริโภคมีความคาดหวังเพิ่มขึ้นตลอดเวลา Mitsubishi Xpander ในปี 2022 ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการปรับโฉมที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแต่งหน้าทาปากใหม่ แต่เป็นการแก้ไขข้อด้อยจากรุ่นก่อนหน้าอย่างจริงจัง แม้ราคาจะมีการปรับเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่ผู้บริโภคได้รับกลับมานั้น ก็มีมูลค่าที่คุ้มค่า และช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานให้ดียิ่งขึ้น วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่า Xpander โฉมนี้ มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง
การเดินทางทดสอบที่ครอบคลุมทุกมิติ
เพื่อที่จะได้สัมผัสสมรรถนะและประสบการณ์การใช้งานของ Mitsubishi Xpander 2022 ได้อย่างเต็มที่ ทางมิตซูบิชิ ประเทศไทย ได้จัดกิจกรรมทดสอบสื่อมวลชนบนเส้นทางกรุงเทพฯ-จันทบุรี ระยะทางรวมกว่า 600 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเส้นทางที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งสภาพการจราจรในเมือง การขับขี่นอกเมือง และเส้นทางคดเคี้ยวตามธรรมชาติ โดยรุ่นที่ใช้ในการทดสอบครั้งนี้คือ Xpander GT ซึ่งเป็นรุ่นท็อป เพื่อให้สามารถสัมผัสได้ถึงฟังก์ชันและอุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครันที่สุด
ดีไซน์ภายนอก: Dynamic Shield ที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
Mitsubishi Xpander GT 2022 ได้รับการออกแบบใหม่ในแนวคิด Advanced Dynamic Shield ซึ่งเป็นการต่อยอดจากเอกลักษณ์ของมิตซูบิชิ โดยมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดหลายจุดเพื่อเพิ่มความทันสมัยและดุดัน ด้านหน้าของรถมีการออกแบบใหม่ที่โฉบเฉี่ยว โดยไฟหรี่ที่อยู่ด้านบนสุดถูกรวมเข้ากับไฟเลี้ยว ซึ่งทำให้ด้านหน้าดูสะอาดตาและทันสมัยยิ่งขึ้น ชุดไฟหน้าได้รับการออกแบบใหม่ให้มีรูปทรงคล้ายตัว T และยังคงใช้หลอดไฟแบบฮาโลเจน ซึ่งในส่วนนี้อาจเป็นจุดที่หลายคนคาดหวังว่าจะได้รับการอัปเกรดเป็น LED แต่โดยรวมแล้ว การออกแบบด้านหน้ายังคงความสง่างามและเป็นเอกลักษณ์
ล้อแม็กได้รับการอัปเกรดเป็นขนาด 17 นิ้ว สีทูโทน ซึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นจากเดิม 1 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 205/55 R17 การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ตัวรถมีความสูงจากพื้นเพิ่มขึ้นอีก 15 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นการแก้ไขข้อจำกัดในเรื่องความสูงจากพื้นในรุ่นก่อนหน้า ระบบช่วงล่างได้รับการปรับปรุงใหม่ โดยใช้โช้คอัพที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ใกล้เคียงกับรุ่น Pajero Sport ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับน้ำหนักและการเกาะถนน แม้ว่าสปริงโช้คจะยังคงใช้ค่า K เดิม แต่การปรับปรุงโช้คอัพก็เพียงพอที่จะทำให้การขับขี่นุ่มนวลและมั่นคงยิ่งขึ้น
ส่วนท้ายของรถ มีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน รูปทรงของกระจกหลังและลายเส้นของฝาท้ายได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด ไฟท้ายรูปตัว T ดีไซน์ใหม่ และไฟทับทิมที่มุมกันชนก็ได้รับการออกแบบใหม่เช่นกัน กันชนท้ายและแผ่นกันกระแทกแบบใหม่ในดีไซน์ 3 มิติ ช่วยเพิ่มความรู้สึกแข็งแกร่งและทันสมัย โดยรวมแล้ว การออกแบบภายนอกในรุ่นปี 2022 นี้ ทำให้ Xpander ดูมีขนาดใหญ่ขึ้นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และด้วยความสูงจากพื้น 220 มิลลิเมตร ทำให้รถดูสง่างามและพร้อมสำหรับการใช้งานในหลากหลายสภาพถนน
ดีไซน์ภายใน: ความกว้างขวางและความหรูหราที่เพิ่มขึ้น
เมื่อเปิดประตูเข้าไปสัมผัสภายในห้องโดยสาร Mitsubishi Xpander GT 2022 จะพบกับการออกแบบใหม่ในแนวคิด Horizontal Axis ที่ให้ความรู้สึกกว้างขวางและโปร่งโล่ง การใช้สีทูโทน น้ำตาล-ดำ ช่วยเพิ่มความรู้สึกหรูหราและพรีเมียมในห้องโดยสาร รายละเอียดการเย็บตะเข็บจริงบนที่พักแขนและแผงประตูข้าง แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในคุณภาพและการประกอบ
เบาะนั่งได้รับการออกแบบใหม่ มาพร้อมคุณสมบัติ Heat Guard ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยป้องกันความร้อนจากแสงแดดไม่ให้สะสมในเบาะนั่ง คุณสมบัตินี้ใกล้เคียงกับเบาะ Quole Modure ในรุ่น Pajero Sport ซึ่งช่วยให้ผู้โดยสารรู้สึกสบายยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพอากาศร้อนอย่างประเทศไทย
พวงมาลัยดีไซน์ใหม่ จับถนัดมือ พร้อมปุ่มมัลติฟังก์ชันสำหรับควบคุมจอเครื่องเล่นตรงกลาง และมีปุ่มสำหรับตั้งค่า Cruise Control ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่มีประโยชน์สำหรับการเดินทางไกล แม้จะแอบเสียดายที่ยังไม่มี Paddle Shift มาให้ แต่โดยรวมแล้ว พวงมาลัยให้ความรู้สึกที่กระชับและควบคุมง่าย
จอเครื่องเล่นระบบสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รุ่นใหม่ รองรับการใช้งาน Apple CarPlay ซึ่งทำให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน iOS เพื่อดึงแผนที่จากโทรศัพท์ขึ้นมาแสดงบนหน้าจอได้โดยตรง เมื่ออยู่ในตำแหน่งเกียร์ถอย หน้าจอจะตัดมาเป็นภาพจากกล้องหลัง ซึ่งช่วยให้การถอยจอดในที่แคบทำได้ง่ายขึ้น คุณภาพเสียงจากลำโพงอยู่ในเกณฑ์ระดับกลาง ไม่ได้โดดเด่นมากนัก แต่ก็เพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
ที่วางแขนตรงกลาง ออกแบบมาให้ใช้งานสะดวก มีช่องใส่ของขนาดใหญ่ที่สามารถใส่ขวดน้ำขนาด 600 ml. ได้ถึง 4 ขวด ใต้ฝาปิดยังมีช่องสำหรับใส่กระดาษทิชชู่ ซึ่งเป็นลูกเล่นที่มีประโยชน์และได้ใช้งานจริงขณะเดินทาง เบรกมือไฟฟ้าพร้อมระบบ Auto Stop & Go และปุ่ม Auto Hold เป็นอีกหนึ่งฟังก์ชันที่มีประโยชน์มากเมื่อต้องจอดติดไฟแดงระยะสั้น ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องคอยเหยียบเบรกหรือเปลี่ยนเกียร์ไปมา
ช่องต่อ USB มีให้หลายจุด ทั้งตอนหน้าและเบาะแถวสอง มีทั้งแบบ Type-A และ Type-C ซึ่งตอบสนองความต้องการในการชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างครบครัน ช่องจ่ายไฟ DC 12 โวลต์ มีให้ที่คอนโซลหน้าและเบาะแถวสาม ระบบปรับอากาศแบบดิจิทัล พร้อมฟังก์ชัน Max Cool ช่วยให้แอร์เย็นเร็วขึ้น และระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลังแบบแยกส่วน ช่วยให้ผู้โดยสารแถวสองและสามสามารถปรับอุณหภูมิได้ตามความต้องการ การเดินขึ้นไปนั่งที่เบาะแถวสามทำได้ง่าย โดยการดึงคันโยกที่ข้างเบาะแถวสอง เบาะจะพับให้ทันที
เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง: การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
Mitsubishi Xpander 2022 ยังคงใช้เครื่องยนต์เดิม รหัส 4A91 ขนาด 1,499 ซีซี 4 สูบ MIVEC DOHC 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิด 141 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์รองรับน้ำมันเชื้อเพลิงได้ถึง E20 ในส่วนของระบบส่งกำลัง มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ จากเดิมที่เป็นเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ได้เปลี่ยนมาใช้เกียร์อัตโนมัติ Eco Dynamic CVT ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลอย่างมากต่อประสบการณ์การขับขี่
ความคิดเห็นส่วนตัวต่อการออกแบบและการใช้งาน
ในเรื่องของการออกแบบภายนอก ผมว่าเป็นดีไซน์ที่ดูไม่แก่ หน้าตาดูล้ำสมัยสวยงาม แต่เสียดายที่ยังให้ไฟหน้าแบบฮาโลเจน ถ้าให้โคมแบบโปรเจคเตอร์และไฟหน้า LED จะดูดีขึ้นอีกเยอะเลยล่ะครับ ส่วนการออกแบบภายใน หากเทียบกับรุ่นเก่า ก็ต้องบอกว่าปรับปรุงได้ดีขึ้นเยอะ ฟังก์ชันการใช้งานต่าง ๆ ใช้งานได้ง่ายและครอบคลุมการใช้งาน
อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง: ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ในเรื่องของการขับขี่ ในรุ่นนี้แม้จะใช้เครื่องยนต์เดิม แต่พอเปลี่ยนเป็นเกียร์ใหม่แบบ CVT ขับดีขึ้นเยอะเลยครับ หากใครที่เคยขับรุ่นเก่ามาก่อน คงทราบกันดีว่าถ้าวิ่งทางไกล จะใช้รอบเครื่องยนต์สูงมาก เพราะเกียร์มีแค่ 4 สปีด แต่พอใช้เป็นเกียร์ CVT รอบเครื่องยนต์ต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด จากการทดสอบวิ่งลอยตัวในย่านความเร็วต่าง ๆ ได้ผลดังนี้
วิ่งลอยตัวที่ความเร็ว 100 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์ 1,800 รอบต่อนาที
วิ่งลอยตัวที่ความเร็ว 110 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์ 2,000 รอบต่อนาที
วิ่งลอยตัวที่ความเร็ว 120 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์ 2,200 รอบต่อนาที
เมื่อรอบเครื่องยนต์ต่ำลง ก็ส่งผลให้อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อ