
เปิดตัว Mitsubishi XFORCE HEV 2026: คู่แข่งสัญชาติญี่ปุ่นที่เข้ามาเขย่าบัลลังก์ B-SUV สายพันธุ์ไฮบริด
ในตลาดรถยนต์ B-SUV ที่ดุเดือดของประเทศไทยปี 2026 ค่าย Mitsubishi ได้ส่ง “XFORCE HEV” เข้ามาท้าชนกับเจ้าตลาดอย่าง Toyota Yaris Cross Hybrid และ Honda HR-V e:HEV โดยชูจุดเด่นด้านดีไซน์ที่โดดเด่น สมรรถนะจากระบบขับเคลื่อน Full Hybrid ที่ประหยัดน้ำมัน และเทคโนโลยีที่จัดเต็ม วันนี้เราจะมาเจาะลึกทุกมิติของ XFORCE HEV ตั้งแต่ราคาจำหน่าย การออกแบบภายในภายนอก ไปจนถึงสมรรถนะจริงจากการทดลองขับในสนามปิด เพื่อดูว่าคู่แข่งรายใหม่นี้จะสามารถแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดได้อย่างที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่
ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ Mitsubishi XFORCE HEV 2026
มิตซูบิชิได้วางตำแหน่งทางการตลาดของ XFORCE HEV ไว้ในตำแหน่งที่น่าสนใจ โดยมีราคาจำหน่ายดังนี้
XFORCE HEV IGNITE: 899,000 บาท
XFORCE HEV ULTIMATE: 1,039,000 บาท
XFORCE HEV ULTIMATE Black Edition: 1,089,000 บาท
(หมายเหตุ: ราคาจำหน่ายเป็นราคา ณ วันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามนโยบายบริษัท)
การออกแบบภายนอก: แนวคิด “Silky & Solid” ที่เน้นความโฉบเฉี่ยวและแข็งแกร่ง
Mitsubishi XFORCE HEV ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “Silky & Solid” ซึ่งผสมผสานความสง่างาม (Silky) เข้ากับความแข็งแกร่งแบบรถ SUV (Solid) ได้อย่างลงตัว เส้นสายการออกแบบโดยรวมมีความเฉียบคมและทันสมัย สอดคล้องกับเทรนด์การออกแบบรถยนต์ในปัจจุบัน
มิติตัวถัง ของ XFORCE HEV จัดอยู่ในกลุ่ม B-SUV ขนาดกะทัดรัด แต่มีความกว้างขวางเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ความยาวรวมอยู่ที่ประมาณ 4,300 มม. ความกว้างประมาณ 1,810 มม. และความสูงประมาณ 1,660 มม. ระยะฐานล้อที่กว้างช่วยเพิ่มความมั่นคงในการขับขี่ และยังส่งผลให้ห้องโดยสารมีพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางอีกด้วย
ด้านหน้า ของ XFORCE HEV โดดเด่นด้วยชุดไฟหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ ด้วยดีไซน์ไฟหน้า LED ทรงโฉบเฉี่ยว พร้อม Daytime Running Lights (DRL) แบบ LED ที่วางตำแหน่งอยู่ด้านบน ทำให้ตัวรถดูทันสมัยและมีมิติมากขึ้น กระจังหน้าขนาดใหญ่ตกแต่งด้วยวัสดุสีดำเงา (Piano Black) หรือโครเมียม (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย) รับกับเส้นสายของกันชนหน้าได้อย่างลงตัว ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งและดุดันตามสไตล์รถ SUV
ด้านข้าง ของตัวรถมีความน่าสนใจด้วยเส้นสายที่เรียบง่ายแต่แฝงด้วยความโฉบเฉี่ยว หลังคาแบบลอยตัว (Floating Roof) ที่ตัดสีดำกับตัวถังสีหลัก ช่วยเพิ่มความรู้สึกโปร่งและทันสมัย ซุ้มล้อสีดำขนาดใหญ่สไตล์รถ SUV ช่วยเสริมภาพลักษณ์ความบึกบึน และยังป้องกันรอยขีดข่วนจากการขับขี่ในสภาพถนนที่หลากหลาย
ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว ดีไซน์ทูโทน (Diamond Cut) ที่มาพร้อมกับยางขนาดพอเหมาะ ช่วยเสริมความสมดุลระหว่างความสวยงามและสมรรถนะในการขับขี่ รูปแบบของล้อที่ดูสปอร์ต เข้ากันได้ดีกับแนวคิดการออกแบบโดยรวม
ด้านหลัง ของ XFORCE HEV ตกแต่งด้วยชุดไฟท้าย LED ดีไซน์รูปตัวที (T-shape) สี Smoke ที่มีความต่อเนื่องไปถึงฝากระโปรงท้าย เส้นสายของไฟท้ายช่วยเน้นความกว้างขวางของตัวรถ กันชนหลังดีไซน์สปอร์ต พร้อมแผงดิฟฟิวเซอร์สีดำ ช่วยเสริมภาพลักษณ์ความสปอร์ตและแอโรไดนามิก
สีตัวถัง สำหรับ Mitsubishi XFORCE HEV มีให้เลือกหลากหลายสี เพื่อตอบสนองความชอบของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ตั้งแต่สีเรียบง่ายอย่างสีขาวมุก สีดำ สีเทา ไปจนถึงสีพิเศษอย่างสีเหลืองมุก (Solar Eclipse Yellow) และสีแดงมิตซูบิชิ (Red Diamond) สีเหล่านี้ช่วยขับเน้นเส้นสายและมิติของตัวรถให้ดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น
ภายในห้องโดยสาร: ความสบาย ความหรูหรา และเทคโนโลยีที่ครบครัน
เมื่อเปิดประตูเข้าไปสัมผัสภายในห้องโดยสารของ Mitsubishi XFORCE HEV จะพบกับบรรยากาศที่ผสมผสานความหรูหรา ความสบาย และเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว การออกแบบภายในเน้นความเรียบง่าย แต่แฝงด้วยรายละเอียดที่ใส่ใจ เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด
การตกแต่งภายใน ใช้การผสมผสานสีทูโทน Mélange – Mocha ซึ่งให้ความรู้สึกอบอุ่นและหรูหรา วัสดุที่ใช้ในการตกแต่งมีความหลากหลาย ตั้งแต่พลาสติกคุณภาพสูง หนังเทียม ไปจนถึงวัสดุผ้าที่ช่วยลดความร้อนจากแสงแดด จุดเด่นสำคัญคือการใช้วัสดุ Heat Guard บริเวณเบาะนั่ง ซึ่งสามารถสะท้อนความร้อนจากแสงแดดได้ ช่วยให้ผู้โดยสารรู้สึกเย็นสบายยิ่งขึ้นในสภาพอากาศร้อนของประเทศไทย
เบาะนั่ง ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ เพื่อรองรับสรีระของผู้โดยสารได้อย่างเหมาะสม เบาะนั่งตอนหน้ามีขนาดใหญ่ โอบกระชับ และมีส่วนรองรับช่วงเอวที่ดี เบาะนั่งตอนหลังสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 5 ที่นั่ง โดยมีพื้นที่วางขาและพื้นที่เหนือศีรษะที่กว้างขวาง จุดเด่นของเบาะนั่งตอนหลังคือ ฟังก์ชันการปรับเอนได้ 8 ระดับ และ การพับแบบ 40:20:40 ซึ่งเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน การพับเบาะในลักษณะนี้ช่วยให้สามารถขนสัมภาระขนาดใหญ่ได้สะดวกยิ่งขึ้น
ระบบความบันเทิงและข้อมูล เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของ XFORCE HEV โดยมาพร้อมกับ หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว แบบ Smartphone-link Display Audio (SDA) หน้าจอขนาดใหญ่นี้แสดงผลได้อย่างคมชัด รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย ทำให้การเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็ว ไม่ต้องเสียบสายให้เกะกะ
หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ แบบ LCD ขนาด 8 นิ้ว ออกแบบให้มีความชัดเจนและอ่านง่าย ข้อมูลที่แสดงผลสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วน (Multi-widget) ทำให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นข้อมูลได้หลายอย่างพร้อมกันในหน้าจอเดียว ข้อมูลที่แสดงผลประกอบด้วย ความเร็ว อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน ระดับพลังงาน และข้อมูลอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการขับขี่ นอกจากนี้ หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ยังสามารถแสดงข้อมูลเกี่ยวกับ ระดับความสูง มุมเอียง และทิศทาง ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในการขับขี่บนเส้นทางที่มีความชันหรือทางวิบาก
ระบบเสียง ถือเป็นจุดแข็งที่สำคัญของ Mitsubishi XFORCE HEV โดยมาพร้อมกับ Dynamic Sound Yamaha Premium Sound System พร้อมลำโพง 8 ตำแหน่ง คุณภาพเสียงที่ได้อยู่ในระดับพรีเมียม ให้รายละเอียดเสียงที่ชัดเจน ใส และมีมิติ สามารถจำลองบรรยากาศการฟังเพลงในคอนเสิร์ตได้อย่างสมจริง ระบบเสียงนี้สามารถปรับรูปแบบเสียงได้ 4 รูปแบบ เพื่อให้เข้ากับสไตล์เพลงที่หลากหลาย
ระบบฟอกอากาศ nanoe X เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความสบายภายในห้องโดยสาร ระบบนี้สามารถปล่อยอนุภาคนาโนขนาดเล็กที่มีประจุลบ ซึ่งมีคุณสมบัติในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และกลิ่นไม่พึงประสงค์ ช่วยให้อากาศภายในห้องโดยสารบริสุทธิ์และสดชื่นอยู่เสมอ
ระบบไฟตกแต่ง Ambient Light บริเวณคอนโซลหน้าและแผงประตูหน้า ช่วยเพิ่มบรรยากาศภายในห้องโดยสารให้มีความหรูหราและผ่อนคลาย สามารถปรับสีและรูปแบบการแสดงผลได้ เพื่อให้เข้ากับอารมณ์ของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
ระบบขับเคลื่อน e:MOTION: เทคโนโลยี Full Hybrid ที่ผสานสมรรถนะและความประหยัด
หัวใจสำคัญของ Mitsubishi XFORCE HEV คือ ระบบขับเคลื่อน e:MOTION แบบ Full Hybrid ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ โดยทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซินและมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ
เครื่องยนต์เบนซิน เป็นเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร 4 สูบ MIVEC ให้กำลังสูงสุด 107 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 134 นิวตัน-เมตร เครื่องยนต์นี้ทำหน้าที่หลักในการสร้างกระแสไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ และยังสามารถส่งกำลัง