
เจาะลึกตลาด Mini MPV 7 ที่นั่ง ปี 2567: แผนพลิกเกมของ Mitsubishi Xpander และการแข่งขันที่เดือดกว่าเดิม
ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดเล็ก 7 ที่นั่ง หรือ Mini MPV ในประเทศไทย ได้กลายเป็นสมรภูมิรบที่ดุเดือดที่สุด โดยมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามากระตุ้นตลาดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในปี 2567 นี้ ความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่จากค่าย Mitsubishi ด้วยการเปิดตัว Mitsubishi Xpander HEV และ Mitsubishi Xpander Cross HEV ที่มาพร้อมขุมพลัง Full Hybrid ได้สั่นสะเทือนวงการอย่างแท้จริง ซึ่งนับเป็นความพยายามครั้งสำคัญของแบรนด์เจ้าตลาด (เดิม) ที่จะทวงบัลลังก์แชมป์กลับคืนมา หลังจากที่คู่แข่งอย่าง Toyota Veloz ได้ขึ้นแซงหน้าไปแล้วในช่วงปลายปี 2565
ย้อนรอยการปูพรมตลาด Mini MPV ในไทย: จุดเริ่มต้นของสงคราม 7 ที่นั่ง
ต้องยอมรับว่า Mitsubishi Xpander คือผู้จุดประกายกระแส Mini MPV ในยุคใหม่ หลังจากที่ Honda ได้เคยนำ Honda Freed รถยนต์ MPV ขนาดเล็กในตำนาน เปิดตัวครั้งแรกในปี 2552 พร้อมเทคโนโลยีประตูสไลด์ไฟฟ้า 2 บานและเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร แต่ก็น่าเสียดายที่ Freed ไม่สามารถสร้างยอดขายได้อย่างที่คาดหวัง และต้องยุติบทบาทไปหลังจากนั้นไม่นาน
จนกระทั่งในปี 2561 Mitsubishi ได้ตัดสินใจส่ง Xpander ลงสู่สนามรบ ด้วยราคาเริ่มต้นที่น่าดึงดูดเพียง 7.79 แสนบาท ซึ่งถือเป็นราคาที่ “ถูกเวลาและถูกใจ” ผู้บริโภคในยุคนั้น Xpander ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม ด้วยการผสมผสานความอเนกประสงค์ของ MPV เข้ากับดีไซน์ที่ทันสมัยแบบ SUV จนกลายเป็น “รถครอบครัวแห่งยุค” และครองตำแหน่งผู้นำตลาดได้อย่างยาวนาน ด้วยยอดขายสะสมที่สูงกว่า 44,000 คัน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
การเปิดตัว Mitsubishi Xpander Cross ซึ่งเป็นรุ่นปรับโฉมที่เพิ่มความสมบุกสมบันสไตล์ SUV และการขยับราคาเริ่มต้นขึ้นเป็น 7.99 แสนบาท ก็ยิ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Mitsubishi ในตลาดนี้ แต่ความสงบสุขของเจ้าตลาดก็เริ่มถูกท้าทายจากผู้เล่นรายอื่นที่ทยอยกันเข้ามาเปิดตัวรถใหม่เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาด
การรุกคืบของคู่แข่ง: เมื่อ Toyota Veloz ก้าวขึ้นแซงหน้า
ปี 2563 Suzuki ได้ส่ง Suzuki XL7 เข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในตลาด ด้วยราคาเริ่มต้น 7.79 แสนบาท เพื่อขยายฐานลูกค้า Mini MPV-SUV หลังจากที่ Suzuki ได้ส่ง Suzuki Ertiga ลงตลาดตั้งแต่ปี 2556 และได้รับการปรับโฉมใหม่พร้อมเทคโนโลยี Mild-Hybrid ในปี 2565 ด้วยราคาเริ่มต้น 6.99 แสนบาท ซึ่งถือเป็นการกระตุ้นตลาดให้เกิดการแข่งขันและขยายตัวได้ไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี 2565 เมื่อ Toyota ได้เปิดตัว Toyota Veloz อย่างเป็นทางการ ด้วยราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 7.95 แสนบาท พร้อมออปชั่นจัดเต็มที่เหนือกว่าคู่แข่งในหลายด้าน Veloz ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในตลาด ด้วยการผสมผสานความสะดวกสบายของ MPV เข้ากับดีไซน์ที่ทันสมัยและฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่ ส่งผลให้ยอดขายของ Veloz พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสามารถแซงหน้า Mitsubishi Xpander ขึ้นเป็นผู้นำตลาดได้ในช่วงปลายปี 2565 และต่อเนื่องมาจนถึงปี 2566
ตามมาด้วย Honda ที่ได้เปิดตัว Honda BR-V ด้วยราคาเริ่มต้นที่สูงที่สุดในตลาดถึง 9.15 แสนบาท ซึ่งมาพร้อมออปชั่นและสมรรถนะเครื่องยนต์ที่โดดเด่น แต่ราคาก็เป็นข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้ BR-V ไม่สามารถแข่งขันในด้านราคาได้ แม้จะมีคุณภาพและเทคโนโลยีที่เหนือกว่าก็ตาม
ม้ามืดจากเกาหลี: Hyundai Stargazer เข้าสู่สังเวียน
ปี 2566 Hyundai ได้สร้างความฮือฮาด้วยการเปิดตัว Hyundai Stargazer อย่างเป็นทางการ หลังจากที่ได้จัดแสดงรถต้นแบบในช่วงปลายปี 2565 ด้วยราคาเริ่มต้นที่น่าสนใจเพียง 7.69 แสนบาท จุดเด่นที่สำคัญของ Stargazer คือการนำเสนอ “Captain Seat” หรือเบาะนั่งกัปตันในรุ่นท็อป ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในตลาด Mini MPV ที่มอบความหรูหราและสะดวกสบายระดับพรีเมียมให้กับผู้โดยสารแถวที่สอง
สำหรับภาพรวมตลาด Mini MPV ในปี 2566 มียอดขายสะสมรวมอยู่ที่ประมาณ 25,000 คัน โดย 3 ผู้เล่นหลักที่ครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด ได้แก่:
Toyota Veloz มียอดขายรวมประมาณ 11,000 คัน
Mitsubishi Xpander มียอดขายรวมประมาณ 9,000 คัน
Hyundai Stargazer มียอดขายรวมประมาณ 1,500 คัน
การแข่งขันในตลาด Mini MPV ยังคงดุเดือด ด้วยการตั้งราคาจำหน่ายที่อยู่ในระดับที่เข้าถึงได้ง่าย เมื่อเทียบกับรถยนต์อเนกประสงค์ประเภทอื่นๆ โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งการเดินทางในเมือง การเดินทางไกล และการรองรับจำนวนผู้โดยสารถึง 7 ที่นั่ง ทำให้แบรนด์ต่างๆ ต้องเน้นเรื่องความสะดวกสบายในการโดยสาร เทคโนโลยีด้านความปลอดภัย และสมรรถนะการขับขี่ที่ตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่
ปี 2567: การพลิกเกมครั้งสำคัญของ Mitsubishi กับ Xpander HEV
สำหรับความเคลื่อนไหวในตลาด Mini MPV ปี 2567 นี้ คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากการที่แบรนด์ผู้เล่นหลักเตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาด
ในช่วงกลางปี 2566 Suzuki ได้เผยโฉม Suzuki XL7 Smart Hybrid ในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งแน่นอนว่าด้วยความสัมพันธ์ในการผลิตรถยนต์ระหว่างไทยและอินโดนีเซีย การเปิดตัวรุ่นใหม่นี้ย่อมส่งผลต่อตลาดประเทศไทยอย่างแน่นอน และมีข่าวยืนยันว่า Suzuki มีแผนที่จะเปิดตัว XL7 Smart Hybrid ในประเทศไทยในปี 2567 นี้ ซึ่งจะมาพร้อมเทคโนโลยี Full Hybrid ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน
แต่ที่สร้างความตื่นเต้นมากที่สุดคือ การประกาศอย่างเป็นทางการจาก บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2567 ผ่านทาง Facebook Fanpage ว่า “เปลี่ยนทุกความรู้สึกที่เคยเชื่อ กับขุมพลังไฮบริดใหม่ ครั้งแรกใน New Xpander HEV และ New Xpander Cross HEV รถครอบครัวฟูลไฮบริด 7 ที่นั่ง ที่สมบูรณ์แบบ” พร้อมทั้งประกาศวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567
การเปิดตัว Mitsubishi Xpander HEV และ New Xpander Cross HEV นับเป็นความพยายามครั้งใหญ่ของ Mitsubishi ที่จะทวงบัลลังก์ผู้นำตลาดกลับคืนมา หากพิจารณาจากยอดขายที่ห่างจากผู้นำตลาดอย่าง Toyota Veloz เพียงเล็กน้อย การเปิดตัวรุ่นใหม่พร้อมเทคโนโลยี Full Hybrid ที่เหนือกว่า จะเป็นอาวุธสำคัญที่จะสร้างความแตกต่างและดึงดูดลูกค้ากลับมาหาแบรนด์ Mitsubishi ได้อย่างแน่นอน
New Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV: นวัตกรรม Full Hybrid ที่สมบูรณ์แบบ
มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวถึงการเปิดตัว มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ ว่า “มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ มีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ใหม่ให้มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้นภายใต้แนวคิด ‘Mitsubishi Motors-ness’ โดย มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ ไม่ได้ปรับเปลี่ยนแค่เฉพาะดีไซน์ภายนอกเท่านั้น แต่ยังมีการปรับปรุงดีไซน์ภายในเพื่อการยกระดับ พร้อมติดตั้งระบบส่งกำลัง Eco-Dynamic CVT และเทคโนโลยีรุ่นใหม่ต่าง ๆ ที่ช่วยเพิ่มอัตราการเร่งแซง ความประหยัด และความเงียบของห้องโดยสารมากขึ้นอีกด้วย”
การยกระดับครั้งสำคัญอยู่ที่การมาพร้อมขุมพลัง Full Hybrid ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรถยนต์ประเภท Mini MPV ในประเทศไทย โดยระบบ Full Hybrid ของ Mitsubishi จะทำงานร่วมกับเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตรได้อย่างลงตัว ผสม