
NEW XPANDER HEV เปิดตัวครั้งแรกในโลก พร้อมทางเลือก 2 รุ่นใหม่ ยกระดับประสบการณ์ MPV สู่ยุคไฮบริด ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยและดีไซน์ที่เหนือชั้น
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในวงการยานยนต์ ด้วยการเปิดตัว NEW MITSUBISHI XPANDER HEV รถยนต์ไฮบริดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในโลก ณ ประเทศไทย การมาถึงของ XPANDER HEV ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ แต่เป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของมิตซูบิชิในการนำเสนอเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ ด้วยการผสมผสานความอเนกประสงค์ของรถยนต์ MPV เข้ากับประสิทธิภาพและความประหยัดของระบบขับเคลื่อนไฮบริดที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจาก Mitsubishi Outlander PHEV รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่ประสบความสำเร็จไปก่อนหน้านี้
การตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นเวทีเปิดตัวครั้งแรกในโลกสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของตลาดไทยที่มีต่อมิตซูบิชิ และยังเป็นการยืนยันถึงศักยภาพของฐานการผลิตในประเทศที่สามารถส่งมอบเทคโนโลยีระดับโลกให้กับผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ NEW XPANDER HEV ยังเป็นรถยนต์ MPV ไฮบริดที่ผลิตในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ยุคใหม่ที่เน้นยานยนต์พลังงานทางเลือก
ราคาพิเศษช่วงแนะนำ: โอกาสทองสำหรับผู้ที่มองหาเทคโนโลยีล้ำสมัย
เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเปิดตัวครั้งสำคัญนี้ มิตซูบิชิได้ประกาศราคาจำหน่ายพิเศษในช่วงแนะนำสำหรับ 2 รุ่นใหม่ โดยมีระยะเวลาถึงวันที่ 7 เมษายน 2567 ดังนี้:
มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี (Mitsubishi Xpander HEV): ราคาพิเศษช่วงเปิดตัวอยู่ที่ 912,000 บาท (ราคาปกติปรับขึ้นเป็น 933,000 บาท)
มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี (Mitsubishi Xpander Cross HEV): ราคาพิเศษช่วงเปิดตัวอยู่ที่ 946,000 บาท (ราคาปกติปรับขึ้นเป็น 962,000 บาท)
การกำหนดราคาพิเศษในช่วงเปิดตัวนี้ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดของมิตซูบิชิในการกระตุ้นตลาดและเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคชาวไทยได้สัมผัสกับเทคโนโลยีไฮบริดที่ล้ำสมัยในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย การประหยัดงบประมาณในช่วงเริ่มต้นนี้ทำให้ NEW XPANDER HEV กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับครอบครัวที่กำลังมองหารถยนต์อเนกประสงค์ที่มาพร้อมกับประสิทธิภาพด้านการประหยัดพลังงานและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับผู้ที่สนใจสามารถอ่านบทความทดสอบ NEW MITSUBISHI XPANDER HEV เพื่อศึกษาข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมได้
ยกระดับสมรรถนะด้วยขุมพลังไฮบริดที่เหนือกว่า
ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดใน NEW XPANDER HEV คือการมาพร้อมกับ ระบบขับเคลื่อนไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle) ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากเทคโนโลยีของ Mitsubishi Outlander PHEV ซึ่งเป็นรถปลั๊กอินไฮบริดที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล หัวใจสำคัญของระบบนี้คือ เครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร MIVEC ที่ให้กำลังสูงสุด 95 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 134 นิวตันเมตร ซึ่งทำงานร่วมกับ มอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง ที่ให้กำลังสูงสุด 116 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 255 นิวตันเมตร
การทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซินและมอเตอร์ไฟฟ้าทำให้ NEW XPANDER HEV สามารถมอบสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่ารุ่นก่อนหน้า ด้วยอัตราเร่งที่ทันใจและแรงบิดที่พร้อมใช้งานในทุกช่วงความเร็ว ที่สำคัญที่สุดคือระบบไฮบริดนี้ช่วยให้รถประหยัดน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการขับขี่ในเมืองที่มีการหยุดและออกตัวบ่อยครั้ง มอเตอร์ไฟฟ้าจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน ทำให้ลดการใช้เชื้อเพลิงและลดการปล่อยมลพิษ
การออกแบบระบบไฮบริดใน NEW XPANDER HEV ยังมีความพิเศษในเรื่องของ การติดตั้งแบตเตอรี่ไฮบริด ซึ่งถูกติดตั้งไว้บริเวณ ใต้เบาะนั่งคนขับด้านซ้าย การเลือกตำแหน่งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการออกแบบที่คำนึงถึงหลายปัจจัยสำคัญ ได้แก่:
การกระจายน้ำหนัก: การวางแบตเตอรี่ไว้ใต้เบาะนั่งช่วยให้การกระจายน้ำหนักของตัวรถดีขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพในการขับขี่และการทรงตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะเข้าโค้ง
การรักษาพื้นที่ภายในห้องโดยสาร: ด้วยการออกแบบที่ชาญฉลาด ทำให้การติดตั้งแบตเตอรี่ไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภายในห้องโดยสารหรือพื้นที่เก็บสัมภาระ ซึ่งยังคงความกว้างขวางและสะดวกสบายตามแบบฉบับของ XPANDER
การป้องกันความเสียหาย: ตำแหน่งใต้เบาะนั่งช่วยป้องกันแบตเตอรี่จากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากสภาพถนนหรือการชนจากด้านข้าง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับรถยนต์ที่ใช้งานในสภาพถนนที่หลากหลายของประเทศไทย
การระบายความร้อน: การออกแบบยังคำนึงถึงระบบระบายความร้อนของแบตเตอรี่ เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน
ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ด้วยช่วงล่างและระบบเบรกที่ได้รับการพัฒนาใหม่
นอกเหนือจากขุมพลังไฮบริดแล้ว NEW XPANDER HEV ยังได้รับการ ปรับจูนช่วงล่างใหม่ ภายใต้แนวคิด NEW Suspension เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น การปรับปรุงนี้ครอบคลุมทั้งในด้านความนุ่มนวลในการขับขี่ ความเสถียรในการทรงตัว และความมั่นใจในการควบคุม ในรุ่น XPANDER Cross HEV ซึ่งเป็นรุ่นท็อป การปรับจูนช่วงล่างจะเน้นไปที่การผสมผสานระหว่างความนุ่มนวลในการขับขี่บนทางเรียบและความสามารถในการลุยบนทางขรุขระได้อย่างลงตัว
นอกจากนี้ ยังมีการ ปรับปรุงระบบเบรก โดยการเปลี่ยนมาใช้ ดิสก์เบรกหลัง แทนระบบดรัมเบรกที่ใช้ในรุ่นก่อนหน้า การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการเบรกดีขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องของระยะเบรกที่สั้นลง การตอบสนองที่รวดเร็วขึ้น และความทนทานในการใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการขับขี่ที่ต้องใช้เบรกบ่อยครั้งในสภาพการจราจรที่หนาแน่นของเมืองใหญ่
โหมดการขับขี่ที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองทุกสภาพถนน
เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกรูปแบบการขับขี่ที่เหมาะสมกับสภาพถนนและสไตล์การขับขี่ได้อย่างลงตัว NEW XPANDER HEV มาพร้อมกับ ระบบโหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7 Drive Modes) ซึ่งครอบคลุมสถานการณ์การขับขี่ที่หลากหลาย ได้แก่:
CHARGE: โหมดนี้จะเน้นการชาร์จไฟให้กับแบตเตอรี่ โดยใช้เครื่องยนต์เบนซินเป็นตัวปั่นไฟ ซึ่งเหมาะสำหรับการขับขี่ในสถานการณ์ที่ต้องการชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มก่อนการเดินทางในระยะทางไกล
EV PRIORITY: โหมดนี้จะเน้นการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก โดยจะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเป็นส่วนใหญ่ และจะใช้เครื่องยนต์เบนซินเมื่อต้องการกำลังเพิ่มเติม เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรติดขัดหรือการขับขี่ในระยะทางสั้นๆ ด้วยความเร็วต่ำ
NORMAL: โหมดการขับขี่ปกติที่ผสมผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซินและมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างลงตัว เพื่อประสิทธิภาพการขับขี่ที่ดีที่สุดในสถานการณ์ทั่วไป
WET: โหมดนี้จะปรับการทำงานของระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TCL) ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่บนถนนที่เปียกหรือลื่น
GRAVEL: โหมดนี้จะปรับการทำงานของระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TCL) ให้ทำงานอย่างเหมาะสมสำหรับการขับขี่บนพื้นผิวกรวดหรือลูกรัง ซึ่งจะช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนนและความมั่นคงในการควบคุม
TARMAC: โหมดนี้จะปรับการทำงานของระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TCL) ให้เหมาะสมสำหรับการขับขี่บนพื้นผิวถนนลาดยางหรือทางเรีย