
มิตซูบิชิ เอ็กซ์เพนเดอร์ เอชอีวี: ประสบการณ์ขับขี่เหนือระดับด้วยระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดสุดล้ำยุค พร้อมเผยโฉมรุ่นพิเศษ ดีไซน์สปอร์ตพรีเมียมในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46
กรุงเทพมหานคร – 19 มีนาคม 2568 – มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย สานต่อความสำเร็จจากการเปิดตัว All-new Mitsubishi Xpander HEV อย่างเป็นทางการครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านยนตรกรรมพลังงานทางเลือก พร้อมประกาศความพร้อมในการก้าวสู่ยุคใหม่แห่งการขับขี่ ด้วยการนำเสนอที่สุดแห่งนวัตกรรมยานยนต์ฟูลไฮบริด ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ 1 – 3 เมืองทองธานี
ในครั้งนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้จัดทัพขบวนยนตรกรรมรุ่นล่าสุดมาจัดแสดงอย่างเต็มรูปแบบ โดยไฮไลต์สำคัญคือการเปิดโอกาสให้แฟนพันธุ์แท้มิตซูบิชิได้สัมผัสใกล้ชิดกับ All-new Mitsubishi Xpander HEV รถยนต์ 7 ที่นั่งที่ได้รับการยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและสมรรถนะ ด้วยระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด Generation ใหม่ ที่ผสานความประหยัดพลังงานเข้ากับพละกำลังอันเร้าใจได้อย่างลงตัว พร้อมเปิดตัว Mitsubishi Xpander HEV Play รุ่นพิเศษที่มาพร้อมชุดแต่งดีไซน์สปอร์ตพรีเมียม เพิ่มความโดดเด่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับผู้ครอบครอง
มร. เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญนี้ว่า “หลังจากที่เราได้เปิดตัว All-new Mitsubishi Xpander HEV ครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทย ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากลูกค้าและสื่อมวลชนทั่วประเทศ และในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 นี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่ลูกค้าจะได้ชมการจัดแสดงรถยนต์รุ่นที่หลายๆ ท่านรอคอย รวมถึงรถยนต์รุ่นพิเศษอย่าง Mitsubishi Xpander HEV Play ที่จะมาเติมเต็มความต้องการของผู้ที่มองหารถยนต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว”
“รถยนต์ทั้งสองรุ่นนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการพัฒนารถยนต์ฟูลไฮบริด ซึ่งมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้สั่งสมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมาอย่างยาวนาน ด้วยเทคโนโลยี e:MOTION ที่ผสานการทำงานของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าและเครื่องยนต์สันดาปได้อย่างสมบูรณ์แบบ มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ เปี่ยมด้วยสมรรถนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบสนองไลฟ์สไตล์ของครอบครัวยุคใหม่ได้อย่างครบครัน” มร. อินาบะ กล่าวเพิ่มเติม
All-new Mitsubishi Xpander HEV: ประสบการณ์ขับขี่ฟูลไฮบริดที่เหนือกว่า
All-new Mitsubishi Xpander HEV ได้รับการพัฒนาร่วมกับทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ชาวไทย เพื่อให้เข้าใจถึงความต้องการและสภาพถนนของประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง ด้วยฐานการผลิตที่โรงงานมิตซูบิชิ มอเตอร์ส แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี มั่นใจได้ในคุณภาพรถยนต์และบริการหลังการขายที่ครบครัน แบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อย ได้แก่ Ignite, Ultimate และรุ่นท็อป Ultimate X โดยทั้งสามรุ่นมาพร้อมดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่นภายใต้แนวคิด Silky & Solid สะท้อนความเรียบหรูแต่ทรงพลังในทุกมิติ พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกกว่าในทุกการเดินทาง
หัวใจสำคัญที่ทำให้ All-new Mitsubishi Xpander HEV แตกต่างจากรถยนต์ในเซกเมนต์เดียวกัน คือระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด Generation ใหม่ ที่ผสานการทำงานของ 3 สุดยอดเทคโนโลยีในแบบ MITSUBISHI e:MOTION ให้เหนือระดับไปอีกขั้น ด้วยระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดที่ผสานการทำงานของเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วแปรผัน MIVEC กำลังสูงสุด 95 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 134 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด 85 กิโลวัตต์ ให้พละกำลังรวมสูงสุดทั้งระบบ 116 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 255 นิวตันเมตร ระบบนี้มอบอัตราเร่งที่ยอดเยี่ยมในขณะออกตัวและเร่งแซง แต่ประหยัดน้ำมันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมีอัตราการบริโภคน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 24.4 กิโลเมตร/ลิตร
เทคโนโลยี MITSUBISHI e:MOTION ได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ ด้วยการผสานเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเข้ากับระบบควบคุมการขับเคลื่อนอันเป็นเอกลักษณ์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างมิติใหม่แห่งประสบการณ์การขับขี่ที่เปี่ยมพลัง โดยระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดใน All-new Mitsubishi Xpander HEV และ Mitsubishi Xpander HEV Play ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ด้วยการต่อยอดจากระบบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs) เพื่อมอบสุนทรียภาพแห่งการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งอัดแน่นด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า
นอกจากนี้ ยังมี ระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) ที่ทำงานสอดผสานอย่างลงตัวกับเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ เพื่อมอบความปลอดภัยและความมั่นใจในการขับขี่ ด้วยสมรรถนะการควบคุมรถที่เหนือชั้น พร้อมด้วย โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ ซึ่งช่วยเสริมสมรรถนะการเกาะถนน และช่วยให้ควบคุมรถได้อย่างง่ายดายและคล่องตัวบนทุกสภาพถนนและทุกสภาพอากาศ โหมดการขับขี่ประกอบด้วย:
Normal Mode: โหมดที่สมดุลและเหมาะสมที่สุดสำหรับการขับขี่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน
Wet Mode: เหมาะสำหรับการขับขี่บนถนนที่เปียกลื่น โดยช่วยป้องกันการลื่นไถล
Gravel Mode: เหมาะสำหรับการขับขี่บนทางลูกรัง เพิ่มเสถียรภาพการขับขี่บนพื้นผิวถนนที่ลื่นและขรุขระ
Tarmac Mode: เหมาะกับการขับขี่บนถนนลาดยาง ให้พละกำลังและการควบคุมการขับขี่ที่คล่องตัว
Mud Mode: ทางโคลน เพิ่มการตอบสนองและการควบคุมที่ทรงพลังบนถนนดินโคลนสมบุกสมบัน
EV Mode: โหมดการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% สำหรับการเดินทางที่เงียบสงบ
EV Charge Mode: โหมดชาร์จไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่รถยนต์
ทั้งนี้ ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับโหมดการขับขี่เป็น EV Priority ได้ตามต้องการ เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ อาทิ ต้องการเดินทางอย่างเงียบสงบ หรือเคลื่อนตัวได้โดยไม่สร้างเสียงรบกวนในหมู่บ้าน ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด เอชอีวี ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ ประกอบด้วยรูปแบบการขับขี่แบบ EV (พลังงานไฟฟ้า 100%) รูปแบบการขับขี่แบบไฮบริด และระบบชาร์จไฟกลับขณะเบรกหรือ Regenerative Braking จึงโดดเด่นในด้านอัตราประหยัดน้ำมัน พร้อมมอบความสนุกแห่งการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งสามารถปรับเข้าสู่รูปแบบการขับขี่ที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดได้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์การขับขี่ และพลังงานคงเหลือในแบตเตอรี่ ณ ขณะนั้น เมื่อเริ่มออกตัว และขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ตัวรถจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าโดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว เป็นรูปแบบการขับขี่แบบ EV (พลังงานไฟฟ้า 100%)
ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด มอบอัตราเร่งที่ทรงพลัง ไหลลื่นไม่มีสะดุด ตอบสนองได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 85 กิโลวัตต์ พร้อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าผสานการทำงานกับเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร MIVEC โดยมีแบตเตอรี่ขับเคลื่อนที่ได้รับการพัฒนาสำหรับรถยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะ มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงและแบตเตอรี่ตอบสนองต่อแรงบิด 255 นิวตันเมตรได้อย่างรวดเร็วเมื่อออกตัว