
สัมผัสประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคตที่เหนือระดับกับ All-New Mitsubishi Xforce HEV และ Mitsubishi Xpander HEV Play ครั้งแรกในไทย!
ในโลกยานยนต์ที่หมุนไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ก้าวข้ามขีดจำกัดที่เราเคยจินตนาการไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์พลังงานทางเลือกอย่างรถยนต์ฟูลไฮบริด (Full Hybrid) ที่กำลังกลายเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ได้ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญ ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ฟูลไฮบริด 2 รุ่นล่าสุดที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการ นั่นคือ All-New Mitsubishi Xforce HEV และ Mitsubishi Xpander HEV Play ที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้บริโภคทั่วประเทศ
การปรากฏตัวของรถยนต์ทั้งสองรุ่นนี้ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ประจำปี 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ตอกย้ำวิสัยทัศน์ของมิตซูบิชิในการมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถในปัจจุบันที่มองหามากกว่าแค่การเดินทาง แต่ต้องการประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ เปี่ยมไปด้วยสมรรถนะ ความสะดวกสบาย และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
มร. เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปิดตัวรถยนต์ทั้งสองรุ่นนี้ว่า “จากที่เราได้เปิดตัวรถ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทย ในวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา งานนี้จึงถือเป็นครั้งแรกที่ลูกค้าจะได้ชมการจัดแสดงรถ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ที่หลายๆ คนรอคอย รวมถึงรถ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี เพลย์ ซึ่งเป็นรถรุ่นพิเศษ จำนวนจำกัด โดยรถยนต์ทั้งสองรุ่นนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการพัฒนารถยนต์ฟูลไฮบริด พร้อมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ดีไซน์ที่โดดเด่น และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”
ข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้ที่มองหาความคุ้มค่าสูงสุด
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) ยังได้มอบข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้ที่จองซื้อรถ All-New Mitsubishi Xforce HEV ภายในวันที่ 31 พฤษภาคม และรับมอบรถภายในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ กับแคมเปญ “Early Bird Offers เฉพาะช่วงเปิดตัวเท่านั้น” โดยผู้ที่สนใจจะได้รับบัตรของขวัญที่พักโรงแรมและรีสอร์ตในเครือเซ็นทารา มูลค่า 10,000 บาท พร้อมด้วยโปรโมชั่นอื่นๆ อีกมากมายสำหรับรถยนต์ทุกรุ่น การส่งเสริมการขายในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่ช่วยกระตุ้นยอดขาย แต่ยังเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ของมิตซูบิชิ
All-New Mitsubishi Xforce HEV: ปฏิวัติประสบการณ์การขับขี่ในกลุ่ม Compact SUV
Mitsubishi Xforce HEV เป็นรถยนต์ประเภท Compact SUV ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ชาวไทย และผลิตที่โรงงานมิตซูบิชิ มอเตอร์ส แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี การมีฐานการผลิตในประเทศทำให้มั่นใจได้ในคุณภาพของรถยนต์และบริการหลังการขายที่ครบครัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและบริการหลังการขาย
Xforce HEV มีการแบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อย ได้แก่ Ignite, Ultimate, และรุ่นท็อป Ultimate X แต่ละรุ่นได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “Silky & Solid” ที่สะท้อนถึงความเรียบหรูแต่ทรงพลังในทุกมิติ ดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่นด้วยเส้นสายที่เฉียบคม พร้อมด้วยกระจังหน้า Dynamic Shield อันเป็นเอกลักษณ์ของมิตซูบิชิ สะกดทุกสายตาตั้งแต่แรกเห็น ในขณะที่ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้มีความกว้างขวาง สะดวกสบาย และตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่
เทคโนโลยี MITSUBISHI e:MOTION: หัวใจสำคัญของสมรรถนะอันเหนือระดับ
หัวใจสำคัญที่ทำให้ Xforce HEV โดดเด่นกว่าคู่แข่งในกลุ่มเดียวกันคือระบบขับเคลื่อน Full Hybrid Generation ใหม่ ภายใต้เทคโนโลยี MITSUBISHI e:MOTION ที่ผสานการทำงานของ 3 สุดยอดเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ระบบนี้ไม่เพียงแต่อัตราเร่งที่ยอดเยี่ยม แต่ยังให้อัตราการประหยัดน้ำมันเฉลี่ยที่น่าประทับใจถึง 24.4 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าทึ่งสำหรับรถยนต์ประเภท Compact SUV ที่มีสมรรถนะสูง
ระบบ MITSUBISHI e:MOTION ใน Xforce HEV ประกอบด้วย:
ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด Generation ใหม่ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยต่อยอดจากเทคโนโลยีรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs) เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เปี่ยมพลังและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง พร้อมแบตเตอรี่ที่ได้รับการพัฒนาสำหรับรถยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะ ตอบสนองต่อแรงบิด 255 นิวตันเมตรได้อย่างรวดเร็วเมื่อออกตัว ให้อัตราเร่งที่ทันใจเมื่อกดคันเร่ง เปลี่ยนเลนบนทางด่วนได้อย่างราบรื่นไร้กังวล
แบตเตอรี่ขับเคลื่อนที่ได้รับการพัฒนาสำหรับรถยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร MIVEC เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
7 Drive Modes: ความหลากหลายเพื่อทุกสภาพถนน
หนึ่งในจุดเด่นที่ทำให้ Xforce HEV เหนือกว่าคู่แข่ง คือการมี 7 โหมดการขับขี่ ที่ให้ความปลอดภัยและรองรับการขับขี่ในทุกสภาพถนน ได้แก่:
Normal Mode: โหมดมาตรฐานที่สมดุล เหมาะสำหรับการขับขี่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน
Wet Mode: เหมาะสำหรับการขับขี่บนถนนที่เปียกลื่น ช่วยป้องกันการลื่นไถล
Gravel Mode: เหมาะสำหรับการขับขี่บนทางลูกรัง เพิ่มเสถียรภาพการขับขี่บนพื้นผิวถนนที่ลื่นและขรุขระ
Tarmac Mode: เหมาะสำหรับการขับขี่บนถนนลาดยาง ให้พละกำลังและการควบคุมการขับขี่ที่คล่องตัว
Mud Mode: ทางโคลน เพิ่มการตอบสนองและการควบคุมที่ทรงพลังบนถนนดินโคลนสมบุกสมบัน
EV Mode: โหมดการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% เหมาะสำหรับการเดินทางในเมืองหรือพื้นที่ที่ต้องการความเงียบสงบ
EV Charge Mode: โหมดชาร์จไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่รถยนต์
ระบบ Active Yaw Control: ความมั่นใจในทุกการเข้าโค้ง
นอกจากนี้ Xforce HEV ยังมาพร้อมกับ ระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) ที่ทำงานสอดผสานอย่างลงตัวกับเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ เพื่อมอบความปลอดภัยและความมั่นใจในการขับขี่ ด้วยสมรรถนะการควบคุมรถที่เหนือชั้น พร้อมด้วยโหมดการขับขี่ที่หลากหลาย ซึ่งช่วยเสริมสมรรถนะการเกาะถนน และช่วยให้ควบคุมรถได้อย่างง่ายดายและคล่องตัวบนทุกสภาพถนนและทุกสภาพอากาศ
ช่วงล่างที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่: ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า
ช่วงล่างและระบบกันสะเทือนของ Xforce HEV ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ ให้เหมาะกับทุกสภาพถนนในประเทศไทย โดยผ่านการทดสอบจริงบนถนนของเมืองไทยกว่า 100,000 กิโลเมตร เพื่อให้มั่นใจว่ารถจะสามารถรองรับการใช้งานในสภาพถนนที่หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ รถยังมีการปรับปรุงให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีก 165 กิโลกรัมจากรุ่นเดิม ส่งผลให้การซับแรงกระแทกจากพื้นถนนถึงตัวรถได้ดี ทำให้ผู้โดยสารหรือผู้ขับขี่ในทางไกลไม่รู้สึกเมื่อยล้า นั่งสบาย และหากขับขี่ไม่เกิน 120 กม./ชม. เสียงภายนอกที่เข้ามาถือว่าเงียบดีทีเดียว
เทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคัน Diamond Sense: ความอุ่นใจสูงสุด
ความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์รุ่นใหม่ และ Xforce HEV ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคัน Diamond Sense แบบครบ