![Part 2: N2609422_เม ยหล งคร ว ท ผ วหลงล ม! [ตอนจบ] | Đọc Báo Online16](https://newsthailan.tfvp.org/wp-content/uploads/2026/09/fb_natural_20260921_142818.jpg)
Mitsubishi Xpander HEV: เจาะลึกประสบการณ์จริงบนเส้นทางกรุงเทพฯ – บางแสน สู่คำตอบของ MPV ไฮบริดแห่งปี 2026
ในยุคที่ตลาดรถยนต์ไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ รถยนต์ไฮบริดได้กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการความประหยัดน้ำมันและสมรรถนะที่ดีไปพร้อมๆ กัน ในบรรดารถยนต์กลุ่มนี้ Mitsubishi Xpander HEV ได้สร้างปรากฏการณ์ที่น่าจับตา ด้วยยอดขายกว่า 4,000 คัน ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือนหลังการเปิดตัว ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นสะดุดตาและการอัปเกรดระบบส่งกำลังให้เป็นเทคโนโลยีไฮบริดที่เหนือกว่าคู่แข่ง ทำให้ Xpander HEV กลายเป็นดาวเด่นที่ยากจะมองข้าม แต่คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ สมรรถนะจริงบนท้องถนนจะเป็นเช่นไร เมื่อเทียบกับคำโฆษณา และด้วยประสบการณ์ 10 ปีในอุตสาหกรรมยานยนต์ ผมได้มีโอกาสสัมผัสและทดสอบรถคันนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่คุณต้องรู้ก่อนตัดสินใจ
การทดสอบที่รอคอย: จากสนามจำลองสู่ถนนจริง
เพื่อตอบข้อสงสัยและความต้องการของตลาด มิตซูบิชิ ประเทศไทย ได้จัดกิจกรรมทดสอบสมรรถนะ Mitsubishi Xpander HEV บนเส้นทางจริง จากกรุงเทพฯ สู่บางแสน ซึ่งเป็นเส้นทางที่ครอบคลุมการขับขี่ทั้งในเมือง บนทางด่วน และบนถนนที่มีสภาพผิวจราจรที่หลากหลาย ในการทดสอบครั้งนี้ ทีมงานได้รับรถรุ่น Xpander Cross HEV ซึ่งเป็นรุ่นที่มีชุดแต่งและรูปลักษณ์ที่แตกต่างจาก Xpander HEV รุ่นมาตรฐาน โดยมีประเด็นที่น่าสนใจคือ แม้จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 165 กิโลกรัม อันเนื่องมาจากแบตเตอรี่และระบบไฮบริด แต่ความสูงใต้ท้องรถยังคงเท่าเดิม ซึ่งหมายความว่าผู้ขับขี่จะยังคงได้รับทัศนวิสัยที่ยอดเยี่ยมเหมือนเช่นเคย การทดสอบก่อนหน้านี้ที่จัดขึ้นในสนามจำลอง แม้จะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของรถ แต่ก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์การใช้งานจริงได้เท่ากับการขับขี่บนถนนจริง
ก้าวแรกที่สัมผัส: ความสะดวกสบายและทัศนวิสัยที่เหนือกว่า
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องโดยสารของ Xpander Cross HEV สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือตำแหน่งการนั่งที่ค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญของรถยนต์ MPV จากมิตซูบิชิ การวางตำแหน่งผู้ขับขี่ในระดับที่สูง ทำให้มีทัศนวิสัยที่กว้างขวาง มองเห็นสภาพการจราจรได้รอบด้าน ลดความเครียดในการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น การออกเดินทางบนทางด่วนเป็นไปอย่างราบรื่น การควบคุมรถทำได้ง่ายและมั่นคง แม้จะใช้ความเร็วสูง ระบบช่วงล่างที่ได้รับการปรับปรุงใหม่สำหรับรุ่นไฮบริด ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม ในการซับแรงกระแทกจากพื้นถนน น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น 165 กิโลกรัม ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการขับขี่มากนัก แต่กลับช่วยเพิ่มความรู้สึกมั่นคงและเกาะถนนได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางไกล การขับขี่บนทางไกลเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดความเมื่อยล้าได้ แต่ด้วยระบบช่วงล่างที่นุ่มนวลและตำแหน่งการนั่งที่สบาย ทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างผ่อนคลาย
หัวใจสำคัญ: ระบบส่งกำลังไฮบริดและสมรรถนะที่แท้จริง
Mitsubishi Xpander HEV ใช้เครื่องยนต์รหัส 4A92 เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ขนาด 1.6 ลิตร 1,590 ซีซี พร้อมระบบวาล์วแปรผัน MIVEC ให้กำลังสูงสุด 95 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 134 นิวตันเมตร ซึ่งทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้พละกำลังรวมทั้งระบบสูงสุด 116 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 255 นิวตันเมตร ระบบขับเคลื่อนเป็นแบบล้อหน้า พร้อมระบบ Active Yaw Control ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มเสถียรภาพการขับขี่โดยการควบคุมการกระจายแรงบิดไปยังล้อต่างๆ
การทำงานของระบบไฮบริดเป็นไปอย่างราบรื่นและชาญฉลาด ในการขับขี่ในเมือง มอเตอร์ไฟฟ้าจะทำงานเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการออกตัวและขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ซึ่งช่วยประหยัดน้ำมันได้อย่างมาก เมื่อต้องการอัตราเร่งที่มากขึ้น เครื่องยนต์จะทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อให้ได้พละกำลังที่เพียงพอต่อการเร่งแซง การเปลี่ยนถ่ายกำลังระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์เป็นไปอย่างนุ่มนวลจนแทบไม่รู้สึก การขับขี่บนทางด่วน ด้วยความเร็วคงที่ เครื่องยนต์จะทำงานเป็นหลัก เพื่อรักษาความเร็วและชาร์จแบตเตอรี่ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
การตอบสนองของคันเร่งทำได้ดี การออกตัวจากจุดหยุดนิ่งมีความรวดเร็วทันใจ ซึ่งเป็นผลมาจากแรงบิดของมอเตอร์ไฟฟ้าที่พร้อมใช้งานทันที การขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรแบบ stop-and-go จะได้เปรียบอย่างมากจากระบบไฮบริดนี้ การเบรกทำได้นุ่มนวลและมีประสิทธิภาพ ระบบ Regenerative Braking จะทำงานเพื่อดึงพลังงานกลับมาเก็บในแบตเตอรี่ ซึ่งช่วยเพิ่มระยะทางการขับขี่ได้อีกทางหนึ่ง
โหมดการขับขี่: ความหลากหลายที่เหนือกว่าคู่แข่ง
Mitsubishi Xpander HEV มาพร้อมกับโหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ ซึ่งให้ความหลากหลายในการใช้งานตามสภาพถนนและสไตล์การขับขี่:
Normal Mode: โหมดมาตรฐานที่สมดุลและเหมาะสมที่สุดสำหรับการขับขี่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เป็นโหมดที่ใช้เป็นประจำในการทดสอบ
Wet Mode: โหมดที่เหมาะสมสำหรับการขับขี่บนถนนที่เปียกลื่น ช่วยป้องกันการลื่นไถลโดยการปรับการทำงานของระบบส่งกำลังและระบบควบคุมเสถียรภาพ
Gravel Mode: โหมดที่ออกแบบมาสำหรับการขับขี่บนทางลูกรัง เพิ่มเสถียรภาพการขับขี่บนพื้นผิวที่ลื่นและขรุขระ
Tarmac Mode: โหมดที่เหมาะสมสำหรับการขับขี่บนถนนลาดยาง ให้สมรรถนะและการควบคุมที่คล่องตัว
Mud Mode: โหมดที่ช่วยเพิ่มการตอบสนองและการควบคุมที่ทรงพลังบนถนนดินโคลนสมบุกสมบัน เป็นโหมดที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย
EV Mode: โหมดการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% ซึ่งสามารถใช้งานได้เมื่อแบตเตอรี่มีประจุเพียงพอ ให้ระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้าประมาณ 10 กิโลเมตร
EV Charge Mode: โหมดที่ใช้เพื่อชาร์จไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ โดยการใช้เครื่องยนต์ช่วยชาร์จ
ความหลากหลายของโหมดการขับขี่นี้ ทำให้ Xpander Cross HEV เป็นรถยนต์ที่สามารถใช้งานได้ในทุกสภาพถนนและทุกสถานการณ์ ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้แตกต่างจากคู่แข่งในตลาด
อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน: ประสิทธิภาพที่พิสูจน์ได้
ในการทดสอบการเดินทางไปกลับบนเส้นทางกรุงเทพฯ – บางแสน ซึ่งเป็นการขับขี่ในชีวิตจริง โดยมีการบรรทุกผู้โดยสาร 3 คน อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่ทำได้อยู่ที่ประมาณ 15-16 กิโลเมตรต่อลิตร ตัวเลขนี้ถือว่าน่าประทับใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าการทดสอบไม่ได้เน้นการประหยัดน้ำมันเป็นพิเศษ แต่เป็นการขับขี่แบบปกติทั่วไป หากขับขี่โดยเน้นการประหยัดน้ำมัน คาดว่าจะสามารถทำตัวเลขได้ดีกว่านี้อย่างแน่นอน
สำหรับการขับขี่ในเมือง ซึ่งเป็นสภาพการจราจรที่รถยนต์ไฮบริดทำได้ดีที่สุด คาดว่าอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันจะอยู่ที่ประมาณ 18-19 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยอดเยี่ยมสำหรับรถยนต์ MPV ขนาดนี้ การที่รถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเป็นหลักในเมือง ช่วยลดการใช้น้ำมันได้อย่างมาก นอกจากนี้ โหมด EV ที่ให้ระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้าประมาณ 10 กิโลเมตร ยังช่วยให้สามารถวิ่งในระยะทางสั้นๆ ในเมืองได้โดยไม่ต้องใช้น้ำมันเลย
ความสะดวกสบายในห้องโดยสาร: การปรับปรุงที่ได้รับการตอบรับอย่างดี
หนึ่งในประเด็นที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างมากหลังการเปิดตัวคือ ระบบปรับอากาศที่เย็นเพียงพอสำหรับทุกที่นั่ง ในการทดสอบ ผู้โดยสารที่นั่งในแถวที่สามก็ยังรู้สึกสบาย ไม่รู้สึกร้อน แม้ว่ารถจะไม่ได้ติดฟิล์มกรองแสง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระบบปรับอากาศได้รับการออกแบบมาอย่างดี และสามารถรับมือกับสภาพอากาศร้อนของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี การเก็บเสียงภายในห้องโดยสารทำได้ดี