
Mitsubishi Xpander HEV: การปฏิวัติวงการ MPV ด้วยขุมพลังไฮบริดที่เหนือกว่าคู่แข่ง
นับตั้งแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ Mitsubishi Xpander HEV ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ในตลาดรถยนต์ประเทศไทย ด้วยยอดจองที่ทะลุหลัก 4,000 คัน ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ Mitsubishi และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่นำเสนอในรถยนต์รุ่นนี้ นอกจากดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจนแล้ว หัวใจสำคัญที่ทำให้ Xpander HEV แตกต่างและเหนือกว่าคู่แข่งอย่างแท้จริง คือการเลือกใช้ระบบขับเคลื่อนแบบไฮบริด ซึ่งเป็นก้าวที่สำคัญในการยกระดับประสบการณ์การขับขี่ MPV ไปอีกขั้น
เพื่อตอบสนองความสงสัยและความสนใจของสาธารณชน รวมถึงพิสูจน์ประสิทธิภาพที่แท้จริงของ Mitsubishi Xpander HEV บนท้องถนนจริง ทาง Mitsubishi Motors ประเทศไทย จึงได้จัดกิจกรรมทดสอบสมรรถนะการขับขี่ขึ้น โดยเลือกใช้เส้นทางทดสอบที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งทางหลวงพิเศษ (มอเตอร์เวย์) และถนนในเมือง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสกับประสิทธิภาพของรถในทุกสภาวะการขับขี่ ในการทดสอบครั้งนี้ ทีมงานได้รับเกียรติให้ทดสอบรุ่นท็อปอย่าง Mitsubishi Xpander Cross HEV ซึ่งมาพร้อมกับอุปกรณ์ตกแต่งที่เพิ่มความสปอร์ตและสมบุกสมบัน แต่ยังคงหัวใจสำคัญด้านขุมพลังไฮบริดไว้เช่นเดียวกับรุ่น Xpander HEV มาตรฐาน การทดสอบครั้งนี้แตกต่างจากการทดสอบในสนามที่จัดขึ้นในวันเปิดตัว เนื่องจากเป็นการทดสอบบนถนนจริง ทำให้สามารถสัมผัสถึงสมรรถนะการขับขี่ในสภาวะที่ใกล้เคียงกับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้มากที่สุด
ออกเดินทางจากกรุงเทพมหานคร จุดแรกที่สร้างความประทับใจคือตำแหน่งการนั่งและการขับขี่ ตัวรถที่ยกสูงขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรถยนต์ประเภทอื่น ทำให้ผู้ขับขี่มีทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยม สามารถมองเห็นทัศนียภาพรอบข้างได้กว้างไกล ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพการจราจรที่หนาแน่นหรือเมื่อต้องเปลี่ยนเลน การควบคุมรถทำได้ง่าย แม้ในขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงบนทางหลวงพิเศษ ด้วยช่วงล่างที่ได้รับการปรับปรุงใหม่เป็นพิเศษสำหรับรุ่นไฮบริด น้ำหนักตัวรถที่เพิ่มขึ้น 165 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับรุ่นปกติ ถูกกระจายน้ำหนักอย่างสมดุล ช่วยเพิ่มเสถียรภาพการทรงตัวและลดอาการโยนตัวของรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ การซับแรงกระแทกจากพื้นถนนถือว่าทำได้ดีมาก ลดความกระด้างและแรงสะเทือนที่ส่งผ่านมายังห้องโดยสาร ทำให้การขับขี่ทางไกลไม่ก่อให้เกิดความเมื่อยล้าแก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
อีกหนึ่งจุดเด่นที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานในประเทศไทย คือระบบปรับอากาศ ที่ได้รับการออกแบบมาให้มีประสิทธิภาพสูง สามารถส่งความเย็นไปยังทุกพื้นที่ในห้องโดยสารได้อย่างทั่วถึง แม้ในวันที่อากาศร้อนจัด ดังเช่นที่พบเห็นในการทดสอบ ซึ่งมีการนั่งทดสอบในแถวที่สามด้วย โดยที่รถไม่ได้ติดฟิล์มกรองแสงเลยแม้แต่น้อย แต่กลับพบว่าผู้โดยสารในแถวหลังสุดก็ยังคงรู้สึกเย็นสบาย ไม่รู้สึกถึงความร้อนจากแสงแดดที่ส่องเข้ามา แสดงให้เห็นว่า Xpander Cross HEV สามารถรับมือกับสภาพอากาศร้อนของประเทศไทยได้อย่างสบายๆ
ในด้านการเก็บเสียง ห้องโดยสารค่อนข้างเงียบในสภาวะการขับขี่ปกติ อย่างไรก็ตาม เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วเกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อาจมีเสียงรบกวนจากภายนอกเข้ามาบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับรถยนต์ประเภท MPV ขนาดใหญ่ คาดว่าส่วนหนึ่งอาจเกิดจากราวหลังคาที่มีอยู่ในรุ่น Xpander Cross HEV ซึ่งอาจสร้างเสียงรบกวนจากลมปะทะเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม เสียงรบกวนที่เกิดขึ้นถือว่าไม่มากนัก และหากเปรียบเทียบกับรุ่น Xpander HEV มาตรฐาน (ที่ไม่มีราวหลังคา) รุ่น Xpander Cross HEV จะมีเสียงที่ดังกว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่โดยรวมแล้วถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจมากสำหรับรถยนต์ระดับนี้
ขุมพลังของ Mitsubishi Xpander Cross HEV ใช้เครื่องยนต์เบนซิน รหัส 4A92 แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ขนาด 1.6 ลิตร (1,590 ซีซี) พร้อมระบบวาล์วแปรผัน MIVEC ให้กำลังสูงสุด 95 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 134 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลังสูงสุด 116 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 255 นิวตันเมตร ระบบขับเคลื่อนเป็นแบบขับเคลื่อนล้อหน้า พร้อมระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Active Yaw Control (AYC) ซึ่งทำงานร่วมกับระบบเบรก เพื่อช่วยเพิ่มสมรรถนะการเข้าโค้งและเสถียรภาพการทรงตัวของรถ
Mitsubishi Xpander Cross HEV มาพร้อมกับโหมดการขับขี่ที่หลากหลายถึง 7 รูปแบบ ซึ่งออกแบบมาให้ครอบคลุมทุกสภาวะการขับขี่:
Normal Mode: โหมดมาตรฐานที่ให้ความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและความสะดวกสบาย เหมาะสำหรับการขับขี่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน
Wet Mode: โหมดพิเศษสำหรับการขับขี่บนพื้นผิวถนนที่เปียกลื่น ช่วยลดโอกาสการลื่นไถลและเพิ่มเสถียรภาพการควบคุมรถ
Gravel Mode: โหมดสำหรับขับขี่บนทางลูกรังหรือพื้นผิวขรุขระ ช่วยเพิ่มการยึดเกาะและความมั่นคงในการขับขี่
Tarmac Mode: โหมดที่เน้นสมรรถนะการขับขี่บนถนนลาดยาง ให้การตอบสนองที่ฉับไวและพละกำลังในการขับขี่ที่คล่องตัว
Mud Mode: โหมดสำหรับขับขี่บนทางโคลน ให้การตอบสนองที่ทรงพลังและเพิ่มการควบคุมรถในสภาพพื้นผิวที่ลื่นและยากลำบาก
EV Mode: โหมดขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่นหรือในระยะทางสั้นๆ ช่วยประหยัดพลังงานและลดมลพิษ
EV Charge Mode: โหมดชาร์จไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ โดยใช้เครื่องยนต์เบนซินเป็นตัวกำเนิดไฟฟ้า เหมาะสำหรับการชาร์จแบตเตอรี่ในขณะขับขี่
อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันในการทดสอบจริง บนเส้นทางไปกลับ กรุงเทพฯ-บางแสน ด้วยการขับขี่แบบใช้งานจริง (ไม่ได้เน้นการประหยัดเป็นพิเศษ) ทำตัวเลขได้ประมาณ 15-16 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ดีมากสำหรับรถยนต์ประเภท MPV ขนาดใหญ่ หากขับขี่โดยเน้นการประหยัด คาดว่าจะทำตัวเลขได้ดีกว่านี้อย่างแน่นอน สำหรับการขับขี่ในเมือง ซึ่งมีการจราจรติดขัดและต้องหยุดบ่อยครั้ง คาดว่าอัตราการสิ้นเปลืองจะอยู่ที่ประมาณ 18-19 กิโลเมตรต่อลิตร เนื่องจากรถสามารถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเป็นหลักในความเร็วต่ำถึงปานกลาง นอกจากนี้ ตัวรถยังมีโหมด EV ที่สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนๆ ได้เป็นระยะทางเกือบ 10 กิโลเมตร หากแบตเตอรี่มีประจุไฟฟ้าเต็ม ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันได้อย่างมาก
สรุป Mitsubishi Xpander Cross HEV: คู่แข่งที่เหนือกว่าด้วยเทคโนโลยีไฮบริด
จากการทดสอบบนถนนจริง สามารถสรุปได้ว่า Mitsubishi Xpander Cross HEV เป็นรถยนต์ประเภท MPV ที่ทำออกมาได้ดีเยี่ยม ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกสบาย ด้วยระบบไฮบริดที่ทำงานได้อย่างราบรื่นและมีโหมดการขับขี่ให้เลือกใช้งานอย่างหลากหลาย หากใครที่ยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (BEV) แต่ต้องการรถยนต์ที่ประหยัดน้ำมันและมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย Mitsubishi Xpander Cross HEV ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจและดีมากๆ ในตลาดปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ Mitsubishi Xpander Cross HEV แตกต่างและโดดเด่นจากคู่แข่งอย่างแท้จริง คือความหลากหลายของโหมดการขับขี่ที่ให้มา ซึ่งถือว่ามากที่สุดในกลุ่มรถยนต์ประเภทเดียวกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ โหมด Mud Mode ที่หลายคนอาจสงสัยว่ารถยนต์ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า (2WD) จะสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่ ก่อนหน้านี้ในการทดสอบในสนามจำลองที่มีโคลน ทาง Mitsubishi ได้จัดให้มีการทดสอบสมรรถนะในโหมดนี้ ซึ่งต้องบอกเลยว่ารถสามารถผ่านอุปสรรคต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังขับรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ (4WD)