
Mitsubishi Xpander HEV: เจาะลึกประสบการณ์ขับขี่จริงบนเส้นทางกรุงเทพฯ-บางแสน
ตั้งแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ Mitsubishi Xpander HEV ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในตลาดรถยนต์ไทย ด้วยยอดจองทะลุ 4,000 คันภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือน สถิตินี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อแบรนด์ Mitsubishi และความน่าสนใจของนวัตกรรมยานยนต์ที่นำเสนอ นอกเหนือจากดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่นสะดุดตา ซึ่งได้รับการยอมรับว่าดูพรีเมียมและแตกต่างจากคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกัน หัวใจสำคัญที่ทำให้ Xpander HEV ก้าวล้ำนำหน้าคู่แข่งไปอีกขั้น คือการเลือกใช้ระบบขับเคลื่อนแบบไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle) ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาความสมดุลระหว่างสมรรถนะ การประหยัดน้ำมัน และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพที่แท้จริงของ Mitsubishi Xpander HEV ในสภาวะการขับขี่จริง ทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมมากว่า 10 ปี ได้รับเกียรติจาก Mitsubishi Motors ประเทศไทย ให้เข้าร่วมทริปทดสอบสุดพิเศษ เส้นทางกรุงเทพฯ-บางแสน ระยะทางไปกลับกว่า 200 กิโลเมตร การทดสอบครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การสัมผัสประสบการณ์การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ผู้อ่านที่กำลังพิจารณาเลือกซื้อรถยนต์ประเภท MPV ไฮบริด
การทดสอบครั้งนี้เราได้รับเกียรติให้ทดสอบรุ่น Xpander Cross HEV ซึ่งเป็นรุ่นท็อปที่มีชุดแต่งพิเศษแตกต่างจากรุ่น Xpander HEV มาตรฐานเล็กน้อยในส่วนของดีไซน์ภายนอก เช่น ล้ออัลลอยขนาดใหญ่ขึ้น กันชนหน้าที่ดุดัน และราวหลังคา อย่างไรก็ตาม ในด้านระบบส่งกำลัง ขนาดตัวถัง และสมรรถนะหลักนั้น มีความใกล้เคียงกันมาก การทดสอบบนถนนจริงครั้งนี้ จะเผยให้เห็นถึงศักยภาพที่แท้จริงของรถ ที่ไม่สามารถสัมผัสได้จากการทดสอบในรูปแบบสนามแข่งที่จัดขึ้นก่อนหน้านี้
บทสรุปจากการทดสอบในวันเปิดตัว แสดงให้เห็นถึงความสามารถของรถในการควบคุมที่ยอดเยี่ยมในสนามจำลอง แต่คำถามสำคัญคือ รถคันนี้จะสามารถรับมือกับสภาพถนนจริงในประเทศไทยได้ดีเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะการจราจรที่หลากหลาย และสภาพอากาศที่แปรปรวน การเดินทางเริ่มต้นจากกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นศูนย์กลางของความหนาแน่นของการจราจรในประเทศไทย เราได้สัมผัสถึงความสะดวกสบายในการควบคุมรถตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกเดินทาง ด้วยทัศนวิสัยการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม ตำแหน่งนั่งที่สูงกว่ารถเก๋งทั่วไป ทำให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นสภาพแวดล้อมได้กว้างไกล ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีประสบการณ์ขับขี่ในเมืองมาไม่นาน
เมื่อเราก้าวเข้าสู่ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 หรือมอเตอร์เวย์ รถได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการทำความเร็วและความเสถียรในย่านความเร็วสูง ด้วยระยะทางที่ค่อนข้างยาวและการจราจรที่ไม่หนาแน่นนักในช่วงเวลานั้น ทำให้เราสามารถทดสอบสมรรถนะของรถได้อย่างเต็มที่ ระบบช่วงล่างที่ได้รับการปรับจูนมาเป็นพิเศษสำหรับรุ่น HEV โดยเฉพาะ ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถซับแรงกระแทกจากพื้นผิวถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่ารถจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 165 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม แต่ตัวรถกลับรู้สึกมั่นคงและเกาะถนนได้ดี การขับขี่ในระยะทางไกลไม่ทำให้รู้สึกเมื่อยล้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับรถยนต์ประเภท MPV ที่มักใช้ในการเดินทางครอบครัว
อีกหนึ่งจุดเด่นที่ต้องชื่นชมคือ ระบบปรับอากาศที่สามารถทำความเย็นได้อย่างทั่วถึงทุกที่นั่ง แม้ในวันที่สภาพอากาศร้อนจัดในประเทศไทย การทดสอบครั้งนี้มีการทดสอบในสภาพที่ผู้โดยสารนั่งในแถวที่สาม ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มักจะร้อนที่สุดในรถประเภท MPV แต่กลับพบว่าอากาศเย็นสบายตลอดการเดินทาง แม้ว่ารถจะไม่ได้ติดฟิล์มกรองแสง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระบบปรับอากาศของ Xpander Cross HEV มีประสิทธิภาพสูง สามารถรับมือกับแสงแดดอันร้อนแรงของประเทศไทยได้อย่างสบาย
ในส่วนของการเก็บเสียง ในย่านความเร็วต่ำถึงปานกลาง การทำงานของระบบค่อนข้างเงียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อขับขี่ในโหมด EV แต่เมื่อความเร็วเกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เริ่มมีเสียงรบกวนจากภายนอกเข้ามาในห้องโดยสารบ้าง ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นผลมาจากราวหลังคาของรุ่น Xpander Cross HEV ที่อาจทำให้เกิดเสียงลมปะทะได้ อย่างไรก็ตาม เสียงที่เกิดขึ้นอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ และไม่ส่งผลกระทบต่อประสบการณ์การขับขี่มากนัก หากเปรียบเทียบกับรุ่น Xpander HEV ที่ไม่มีราวหลังคา คาดว่ารุ่นมาตรฐานจะมีความเงียบกว่าเล็กน้อย
หัวใจสำคัญของ Mitsubishi Xpander HEV คือระบบส่งกำลังที่ประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซิน รหัส 4A92 แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ขนาด 1.6 ลิตร (1,590 ซีซี) พร้อมระบบวาล์วแปรผัน MIVEC ให้กำลังสูงสุด 95 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 134 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวมทั้งระบบสูงสุด 116 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดถึง 255 นิวตันเมตร ระบบขับเคลื่อนเป็นแบบขับเคลื่อนล้อหน้า พร้อมระบบ Active Yaw Control ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มเสถียรภาพการเข้าโค้ง
Mitsubishi Xpander HEV มาพร้อมกับโหมดการขับขี่ที่หลากหลายถึง 7 รูปแบบ เพื่อตอบสนองต่อสภาวะการขับขี่ที่แตกต่างกัน ดังนี้
Normal Mode: โหมดมาตรฐานที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการขับขี่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน ให้ความสมดุลระหว่างสมรรถนะและการประหยัดน้ำมัน
Wet Mode: โหมดพิเศษสำหรับการขับขี่บนถนนที่เปียกลื่น ช่วยป้องกันการลื่นไถลและเพิ่มเสถียรภาพการควบคุมรถ
Gravel Mode: โหมดสำหรับทางลูกรัง เพิ่มการยึดเกาะถนนและการควบคุมบนพื้นผิวที่ลื่นและขรุขระ
Tarmac Mode: โหมดสำหรับถนนลาดยาง ให้พละกำลังและการตอบสนองที่คล่องตัวสำหรับการขับขี่ในเมืองและบนทางหลวง
Mud Mode: โหมดทางโคลน เพิ่มการตอบสนองและการควบคุมที่ทรงพลังบนถนนดินโคลนสมบุกสมบัน
EV Mode: โหมดขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เท่านั้น เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองในระยะทางสั้นๆ เพื่อลดการใช้น้ำมันและมลพิษ
EV Charge Mode: โหมดชาร์จไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ขณะขับขี่ โดยใช้เครื่องยนต์เบนซินเป็นตัวปั่นไฟ
สำหรับการทดสอบอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน ในการเดินทางไปกลับเส้นทางกรุงเทพฯ-บางแสน ด้วยการขับขี่แบบใช้งานจริง พบว่ารถมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 15-16 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจอย่างยิ่งสำหรับรถประเภท MPV ที่มีขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าเราไม่ได้เน้นการขับขี่แบบประหยัดเป็นพิเศษ แต่เป็นการขับขี่ในสภาวะการจราจรที่หลากหลาย ทั้งในเมืองและบนทางหลวง หากขับขี่แบบเน้นประหยัด คาดว่าจะสามารถทำตัวเลขได้ดีกว่านี้อย่างแน่นอน
แม้จะยังไม่ได้ทดสอบในเมืองอย่างจริงจัง แต่จากการสัมผัสเบื้องต้น คาดว่าในสภาวะการจราจรในเมือง ตัวเลขการสิ้นเปลืองน้ำมันจะอยู่ที่ประมาณ 18-19 กิโลเมตรต่อลิตร เนื่องจากในเมือง การขับขี่ส่วนใหญ่จะเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่องยนต์เบนซิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรถมีโหมด EV ให้ใช้งาน ถ้าแบตเตอรี่เต็ม สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าได้ไกลเกือบ 10 กิโลเมตร ซึ่งเพียงพอสำหรับการเดินทางในระยะทางสั้นๆ ในเมือง ช่วยประหยัดน้ำมันได้อย่างมาก
สำหรับผู้อยู่อาศัยในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ พัทยา เชียงใหม่ หรือภูเก็ต ที่ต้องเผชิญกับการจราจรติดขัดเป็นประจำ Mitsubishi Xpander HEV คือคำตอบที่ลงตัว ด้วยการทำงานของระบบไฮบริดที่ชาญฉลาด รถจะสลับการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซินและมอเตอร์ไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด