
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย: ยกระดับประสบการณ์การขับขี่สู่ยุคใหม่ พร้อมเปิดตัว The New GLC ปลั๊กอินไฮบริด
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการที่ไม่เคยหยุดนิ่งของแบรนด์รถยนต์หรูระดับโลกอย่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ และในช่วงต้นปี 2023 ที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตและนำเสนอนวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างยอดเยี่ยม ตัวเลขยอดขายที่น่าประทับใจในช่วงสองไตรมาสแรกของปี เป็นเครื่องยืนยันถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ท่ามกลางตลาดที่แข่งขันกันสูง และการเดินหน้าสู่ครึ่งปีหลังของปี 2023 นี้ ก็ได้เริ่มต้นขึ้นด้วยการเปิดตัวยนตรกรรมที่หลายคนรอคอยอย่าง The New GLC ซึ่งเป็น SUV ยอดนิยมที่มาพร้อมการพัฒนาสู่เจเนอเรชั่นที่ 3 และไฮไลท์สำคัญคือการเปิดตัว GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic ในรูปแบบปลั๊กอินไฮบริดที่ผลิตในประเทศ (Local Production) ภายใต้คอนเซ็ปต์ “READY FOR IT”
The New GLC: นิยามใหม่ของ SUV ระดับลักชัวรี สำหรับยุคดิจิทัล
ผมมองว่า The New GLC ไม่ใช่แค่การปรับโฉมรุ่นรถยนต์ SUV แต่เป็นการตีความใหม่ถึงประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับสำหรับคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัล ที่ต้องการยานยนต์ที่ตอบโจทย์ทั้งสมรรถนะ ความหรูหรา และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คอนเซ็ปต์ “READY FOR IT” สะท้อนถึงความพร้อมของรถยนต์รุ่นนี้ในการรองรับทุกการใช้งาน ทุกไลฟ์สไตล์ และทุกความท้าทายบนท้องถนน
หัวใจสำคัญของ The New GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic คือระบบขับเคลื่อนปลั๊กอินไฮบริดที่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของสมรรถนะและความสามารถในการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน ตัวเลขระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าสูงสุดถึง 120 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP ถือเป็นสถิติที่น่าประทับใจ และเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ในเมืองใหญ่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการหาจุดชาร์จ หรือการปล่อยมลพิษ
นอกเหนือจากขุมพลังที่เหนือชั้น The New GLC ยังอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์มาโดยตลอด ตั้งแต่ระบบอำนวยความสะดวก ระบบการเชื่อมต่อ และระบบความปลอดภัยขั้นสูงที่ได้รับการยกระดับ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในฐานะ SUV ที่มีความอเนกประสงค์ สามารถขับขี่ได้อย่างมั่นใจทั้งในสภาพถนนปกติ (On-Road) และเส้นทางออฟโรด (Off-Road) ความสำเร็จของ GLC ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ด้วยยอดขายทั่วโลกกว่า 2.6 ล้านคัน ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความนิยมและความเชื่อมั่นในตัวผลิตภัณฑ์นี้
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย: ก้าวสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว
มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานบริหาร เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ได้เปิดเผยตัวเลขผลประกอบการที่น่าภาคภูมิใจ โดยครึ่งแรกของปี 2023 เมอร์เซเดส-เบนซ์ทั่วโลกทำยอดขายรวม 1,019,200 คัน เติบโต 5% โดยกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EVs) เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ทำยอดขายได้ถึง 102,600 คัน เติบโตกว่า 121% สำหรับตลาดประเทศไทยเองก็ไม่น้อยหน้า ด้วยยอดขายเติบโตกว่า 6% ปิดยอดจดทะเบียนครึ่งปีแรกไปกว่า 7,700 คัน
นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่าเมอร์เซเดส-เบนซ์กำลังเดินหน้าสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง การเติมเต็มกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) ในประเทศไทย ต่อจาก EQS และ EQB กำลังจะเกิดขึ้น โดยมีแผนเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 100% อีก 2 รุ่นภายใน 6 สัปดาห์นับจากนี้ และการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายที่สามารถให้บริการรถยนต์ไฟฟ้า 100% ได้กว่า 30 สาขาทั่วประเทศ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความสะดวกสบายให้กับลูกค้าในการเป็นเจ้าของและเข้ารับบริการ
ปลั๊กอินไฮบริด: สะพานเชื่อมสู่อนาคตแห่งการขับเคลื่อน
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับมุมมองของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ให้ความสำคัญกับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ในฐานะ “จุดเปลี่ยนผ่าน” ที่เหมาะสมสำหรับผู้บริโภคที่ยังไม่พร้อมจะเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า 100% ทันที ด้วยระยะทางขับขี่ด้วยไฟฟ้าที่มากกว่า 100 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง รถ PHEV เจเนอเรชั่นใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทำให้การเดินทางในชีวิตประจำวันสะดวกสบาย โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการชาร์จ และเมื่อต้องเดินทางไกล เครื่องยนต์สันดาปภายในก็พร้อมทำงานต่อเนื่องโดยไม่ทิ้งภาระเรื่องการหาจุดชาร์จระหว่างทาง ซึ่งนี่คือข้อดีที่สำคัญของ The New GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic และเป็นสิ่งที่ทำให้รถรุ่นนี้โดดเด่นในตลาด “ซื้อรถ PHEV” จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคในปัจจุบัน
GLC: ตำนานที่ถูกสืบทอดและยกระดับ
The New GLC ในเจเนอเรชั่นที่ 3 นี้ มีรากฐานอันแข็งแกร่งมาจาก Mercedes-Benz GLK ที่เปิดตัวในปี 2008 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของ SUV ขนาดกลางของแบรนด์ ก่อนที่จะพัฒนามาเป็น GLC ในเจเนอเรชั่นที่ 2 ในปี 2015 ด้วยการออกแบบที่ทันสมัยขึ้น ผสมผสานความหรูหราและความสปอร์ตได้อย่างลงตัว โดยยังคงจุดแข็งด้านความอเนกประสงค์ในการขับขี่ทั้ง On-Road และ Off-Road จนกลายเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดของแบรนด์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
การเปิดตัว The New GLC เจเนอเรชั่นที่ 3 ในประเทศไทย ด้วยรุ่น GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic ที่ผลิตในประเทศ ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการตอบสนองความต้องการของตลาดไทยอย่างแท้จริง
“READY FOR IT” – เจเนอเรชั่นใหม่ ที่สมบูรณ์แบบในทุกมิติ
มร. บีเยิร์น กุซเทรา รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด ได้เน้นย้ำถึงคอนเซ็ปต์ “READY FOR IT” สำหรับ The New GLC โมเดลปี 2023 ซึ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัล ที่มองหา SUV ระดับลักชัวรีที่พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ โดยรุ่น GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic นั้น โดดเด่นด้วยการออกแบบตามปรัชญา Sensual Purity ที่ผสานความสปอร์ตและความหรูหราอย่างลงตัว
เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 4 ที่ใช้ในรุ่นนี้ เป็นการยกระดับการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า ให้สมรรถนะที่ทรงพลังยิ่งขึ้น แบตเตอรี่แรงดันสูงขนาด 31.2 kWh มอบระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม ตามมาตรฐาน WLTP ซึ่งเป็นระยะทางที่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างสบายๆ
ที่น่าสนใจคือเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดนี้ รองรับการชาร์จทั้งแบบ DC Charge สูงสุด 60 kWh และ AC Charge สูงสุด 11 kWh ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกในการชาร์จไฟ และยังคงไว้ซึ่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำสมัยมากมาย ทั้งฟังก์ชันอำนวยความสะดวก ระบบการเชื่อมต่อที่เหนือระดับ และระบบความปลอดภัยขั้นสูง ทำให้ The New GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic เป็นหนึ่งในยนตรกรรม SUV ที่ดีที่สุดในตลาด ณ ขณะนี้
ความมั่นใจที่เหนือกว่า: การรับประกันแบตเตอรี่ไฮโวลเทจ
เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าที่เลือกใช้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยเฉพาะรุ่น GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic จะมาพร้อมกับโปรแกรมการขยายระยะเวลาการรับประกันคุณภาพของแบตเตอรี่แรงดันสูง (High Voltage Battery) เป็นระยะเวลา 10 ปี แบบไม่จำกัดระยะทาง (Unlimited mileage 10-year warranty for HV Battery) ซึ่งเป็นข้อเสนอที่แสดงถึงความใส่ใจและความเชื่อมั่นในคุณภาพของผลิตภัณฑ์
สีสันแห่งความสง่างาม: ตัวเลือกที่หลากหลาย
The New GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic มีให้เลือกถึง 6 สีตัวถัง ได้แก่ สีขาว (Polar White), สีน้ำเงิน (Nautic Blue), สีเทา (Graphite Grey), สีเงิน (Mojave Silver), สีเงิน (High-tech Silver) และสีดำ (Obsidian Black) เพื่อตอบสนองรสนิยมและความชอบที่หลากหลายของลูกค้า
มาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก: The New E-Class คว้า “Best Performer” จาก Euro NCAP
นอกเหนือจากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและสมรรถนะแล้ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงเป็นผู้นำด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด The New E-Class ได้รับรางวัล “Best Performer” ประจำปี 2024 จาก Euro NCAP และครองตำแหน่งรถยนต์ที่ได้รับคะแนนด้านความปลอดภัยสูงที่สุดจากการทดสอบในปีที่ผ่านมา
รางวัล “Best Performer” นี้ มาจากการประเมินอย่างเข้มงวดใน 4 หมวดหมู่หลัก ได้แก่ การปกป้องผู้โดยสารผู้ใหญ่ (Adult Occupant Protection), การปกป้องผู้โดยสารเด็ก (Child Occupant Protection), การปกป้องผู้ใช้ถนน (Vulnerable Road User Protection) และเทคโนโลยีช่วยเหลือด้านความปลอดภัยขั้นสูง (Safety Assist Technologies) ซึ่ง The New E-Class สามารถทำคะแนนได้อย่างยอดเยี่ยมในทุกด้าน
มร. มาร์คัส เชเฟอร์ คณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ กรุ๊ป เอจี กล่าวว่า “เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งมาตรฐานความปลอดภัย เพราะเราเป็นผู้บุกเบิกในด้านความปลอดภัยของยานยนต์อย่างแท้จริง” รางวัลนี้ไม่เพียงแต่ตอกย้ำถึงความเชี่ยวชาญระดับโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อความปลอดภัย แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับความปลอดภัยให้กับผู้คนบนท้องถนน
Motor Expo 2023: “FUTURE FOR ALL” – นวัตกรรมที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน
ในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 40 (Motor Expo 2023) เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้นำเสนออีกหนึ่งแนวคิดที่น่าประทับใจภายใต้คอนเซ็ปต์ “FUTURE FOR ALL” ที่สะท้อนถึงความเท่าเทียมและความหลากหลายของลูกค้า โดยการออกแบบบูธในรูปแบบ Universal Design ที่ไร้ทางต่างระดับ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกสบาย
ภายใต้คอนเซ็ปต์นี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้นำเสนอทัพยนตรกรรมหลากหลายรุ่นที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น:
The New GLC: เสริมทัพด้วยรุ่น GLC 220 d 4MATIC Avantgarde ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล ผสานระบบ Mild Hybrid (48V) ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล OM654M ขนาด 1,993 ซีซี พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า ISG ให้กำลังสูงสุด 197 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 8 วินาที ควบคู่กับระบบเกียร์ 9G-TRONIC มอบประสิทธิภาพที่น่าประทับใจและประหยัดน้ำมัน
EQE 350 4MATIC SUV Electric Art: ยนตรกรรม SUV พลังงานไฟฟ้า 100% ที่ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 558 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม (WLTP) มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้กำลังสูงสุด 292 แรงม้า แรงบิด 765 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.6 วินาที และรองรับ DC Charge สูงสุด 170 kWh
The New GLE 300 d 4MATIC AMG Dynamic: SUV สุดหรูที่ผสานสมรรถนะอันทรงพลังและความสะดวกสบายได้อย่างไร้ที่ติ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล OM654M พร้อมระบบ Mild Hybrid (48V) ให้กำลังรวมสูงสุด 269 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.9 วินาที
C 220 d AMG Line: ซีดานยอดนิยมที่มาพร้อมดีไซน์สปอร์ต ผสานเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยขั้นสูงสุด ใช้เครื่องยนต์ดีเซล OM654M พร้อมระบบ Mild Hybrid (48V) ให้กำลังรวมสูงสุด 197 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.3 วินาที
นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังได้จัดแสดง Mercedes-Benz Drive Recorder 360 องศา ซึ่งเป็นกล้องบันทึกเหตุการณ์รอบตัวรถ 3 ตัว (หน้า QHD, Surround SQHD, หลัง FHD) ที่ให้ภาพครอบคลุมรอบทิศทาง พร้อมรับประกัน 2 ปี จำหน่ายในราคาแนะนำ 19,000 บาท (ไม่รวมค่าติดตั้ง)
อนาคตแห่งการขับเคลื่อนที่รอคุณอยู่
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการนำเสนอยนตรกรรมที่ล้ำสมัย ปลอดภัย และตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด หรือรถยนต์สันดาปที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
หากคุณกำลังมองหายานยนต์ที่ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ของคุณ ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของคำว่า “รถยนต์” สู่การเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตที่ไม่หยุดนิ่ง เชิญสัมผัสสุดยอดยนตรกรรมทุกรุ่นจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ และรับข้อเสนอพิเศษมากมายได้ที่งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 40 (Motor Expo 2023) ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 เมืองทองธานี ในระหว่างวันที่ 1 – 11 ธันวาคม 2566 หรือเยี่ยมชมผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566 เพื่อค้นหารถยนต์ที่ใช่สำหรับคุณ และเริ่มต้นการเดินทางในโลกแห่งยนตรกรรมที่สมบูรณ์แบบกับเมอร์เซเดส-เบนซ์