
เปิดตัว All-New Mitsubishi XFORCE HEV 2026: บิ๊กเซอร์ไพรส์จาก Mitsubishi Motors ประเทศไทย
ประเทศไทย – 10 เมษายน 2569 – ท่ามกลางกระแสความตื่นเต้นที่ยังคงคุกรุ่นจากการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ยืนยันอย่างเป็นทางการถึงการเริ่มจัดส่งรถยนต์ All-New Mitsubishi XFORCE HEV 2026 หรือที่รู้จักในชื่อ มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี สู่มือลูกค้าชาวไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การมาถึงของรถยนต์คอมแพ็กต์เอสยูวีรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของมิตซูบิชิในการบุกตลาดรถยนต์พลังงานทางเลือก และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มองหารถยนต์ที่ผสานความลงตัวระหว่างเทคโนโลยีขั้นสูง ประสิทธิภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และดีไซน์ที่โดดเด่น
มร. ทาคาโอะ คาโตะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ได้กล่าวถึงความสำเร็จและก้าวต่อไปของผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เริ่มจัดส่ง All-New Mitsubishi XFORCE HEV 2026 สู่ตลาดประเทศไทยในวันนี้ รถยนต์รุ่นนี้เป็นผลผลิตจากความทุ่มเทและนวัตกรรมที่เราได้สั่งสมมา โดยผลิตขึ้นที่โรงงานแหลมฉบังของเรา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญของมิตซูบิชิในภูมิภาค”
ความสำเร็จจากการเปิดตัว: ยอดจองถล่มทลายกว่า 1,800 คัน
ก่อนที่การจัดส่งอย่างเป็นทางการจะเริ่มต้นขึ้น มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ได้สร้างปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองในตลาด ด้วยยอดจองที่พุ่งสูงทะลุเป้ากว่า 1,800 คัน ภายในระยะเวลาอันสั้นหลังจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงแรงปรารถนาและความสนใจอย่างล้นหลามจากผู้บริโภคชาวไทย ที่รอคอยรถยนต์เอสยูวีพลังงานทางเลือกที่แท้จริงมาอย่างยาวนาน
ลูกค้าที่ได้สั่งจองรถรุ่นนี้ต่างแสดงความพึงพอใจอย่างยิ่งต่อการออกแบบที่ทันสมัยและทรงพลัง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมิตซูบิชิ ดีไซน์ภายนอกที่ดูโฉบเฉี่ยวและปราดเปรียว พร้อมด้วยมิติตัวถังที่ลงตัวสำหรับความเป็นรถคอมแพ็กต์เอสยูวี ทำให้ Mitsubishi XFORCE HEV 2026 สามารถตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในเมืองที่ต้องการความคล่องตัว และการเดินทางในวันหยุดที่ต้องการความมั่นใจและสมรรถนะที่เหนือกว่า
ภายในห้องโดยสารยังคงได้รับการยกย่องในเรื่องของความกว้างขวางและความสะดวกสบาย มิตซูบิชิได้ออกแบบพื้นที่ภายในให้รองรับผู้โดยสารได้ถึง 5 คนได้อย่างสบาย แม้จะเป็นรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็กต์เอสยูวี วัสดุคุณภาพสูง การจัดวางอุปกรณ์ที่เน้นผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง (Driver-centric cockpit) และฟังก์ชันการใช้งานที่ทันสมัย ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ประสบการณ์การขับขี่และโดยสารเป็นไปอย่างมีความสุขและผ่อนคลาย
จุดเด่นเทคโนโลยี: เทคโนโลยี Full Hybrid และ e:MOTION ที่เหนือกว่า
หัวใจสำคัญที่ทำให้ Mitsubishi XFORCE HEV 2026 แตกต่างและโดดเด่นจากคู่แข่งในตลาด คือระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด (Full Hybrid Electric Vehicle: FHEV) ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากเทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในรุ่นรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ระบบนี้ผสานการทำงานอย่างสมบูรณ์แบบระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงและเครื่องยนต์เบนซิน Atkinson cycle ขนาด 1.6 ลิตร DOHC MIVEC
สิ่งที่ทำให้ระบบนี้แตกต่างคือความสามารถในการทำงานได้อย่างอิสระและสอดประสานกัน เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดในทุกสภาวะการขับขี่ เมื่อเริ่มออกตัวหรือขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี จะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ 100% (EV Mode) ซึ่งให้การออกตัวที่เงียบและทรงพลัง ด้วยแรงบิดมอเตอร์ไฟฟ้าที่สูงถึง 255 นิวตัน-เมตร ช่วยให้ผู้ขับขี่สัมผัสได้ถึงความคล่องตัวทันทีที่เหยียบคันเร่ง
ในขณะที่ต้องการกำลังเพิ่มเติม เช่น การเร่งแซง หรือการขับขึ้นทางลาดชัน ระบบจะทำการผสานการทำงานของเครื่องยนต์เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า (Hybrid Mode) เครื่องยนต์จะทำหน้าที่ปั่นไฟฟ้าเพื่อป้อนพลังงานให้กับมอเตอร์ หรือส่งกำลังขับเคลื่อนโดยตรงไปยังล้อ เพื่อให้ได้พละกำลังที่เพียงพอและต่อเนื่อง
เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง เครื่องยนต์จะทำหน้าที่หลักในการขับเคลื่อน โดยมีมอเตอร์ไฟฟ้าคอยเสริมกำลังในจังหวะที่ต้องการอัตราเร่งเพิ่มเติม ความพิเศษคือ การทำงานของเครื่องยนต์ที่ราบรื่นและเงียบ ด้วยการออกแบบที่ลดการสั่นสะเทือนและเสียงรบกวน
อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าทึ่งคือ Regenerative Braking หรือระบบชาร์จไฟกลับขณะเบรก เมื่อผู้ขับขี่ชะลอความเร็วหรือเหยียบเบรก ระบบจะแปลงพลังงานจลน์ที่สูญเสียไปให้กลับมาเป็นพลังงานไฟฟ้า และเก็บสำรองไว้ในแบตเตอรี่ เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ในการขับขี่ครั้งต่อไป ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ All-New Mitsubishi XFORCE HEV 2026 มีอัตราการประหยัดน้ำมันที่โดดเด่นอย่างยิ่ง
สมรรถนะการขับขี่ที่ตอบโจทย์ทุกเส้นทาง: 7 Drive Modes และ Active Yaw Control
นอกเหนือจากระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดแล้ว มิตซูบิชิยังได้ติดตั้งระบบควบคุมการขับขี่ที่พัฒนาขึ้นใหม่ถึง 7 รูปแบบ หรือ 7 Drive Modes เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถปรับสมรรถนะของรถให้เหมาะสมกับสภาพถนนและสภาวะอากาศที่แตกต่างกันได้อย่างง่ายดาย ระบบนี้ผสานการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Active Yaw Control (AYC) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ ที่ช่วยควบคุมแรงเบรกของล้อหน้าแต่ละข้าง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและความมั่นใจในการเข้าโค้ง
7 Drive Modes ประกอบด้วย:
Normal Mode: โหมดมาตรฐานที่สมดุลที่สุดสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
Wet Mode: โหมดสำหรับพื้นผิวถนนที่เปียกลื่น ช่วยป้องกันการลื่นไถลและเพิ่มการยึดเกาะถนน
Gravel Mode: โหมดสำหรับทางลูกรัง ช่วยเพิ่มเสถียรภาพการขับขี่บนพื้นผิวที่ลื่นและขรุขระ
Tarmac Mode: โหมดสำหรับทางลาดยาง ให้พละกำลังและการควบคุมที่คล่องตัว มั่นใจได้ในทุกสถานการณ์
Mud Mode: โหมดสำหรับทางดินโคลน เพิ่มการตอบสนองและการควบคุมที่ทรงพลัง
EV Priority Mode: โหมดขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ปราศจากการทำงานของเครื่องยนต์
Charge Mode: โหมดชาร์จแบตเตอรี่ สามารถใช้งานได้ทั้งขณะรถเคลื่อนที่หรือหยุดนิ่ง เพื่อเตรียมพลังงานสำหรับ EV Mode
นอกจากนี้ หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ LCD ขนาด 8 นิ้ว ยังแสดงผลข้อมูลที่หลากหลายและชัดเจน ทั้งในรูปแบบ Enhanced Mode ที่ทันสมัย หรือ Classic Mode ที่ถอดแบบมาจากมาตรวัดอนาล็อก ผู้ขับขี่สามารถเลือกรูปแบบการแสดงผลได้ตามความต้องการ และสามารถสลับโหมดการขับขี่ได้อย่างง่ายดาย โดยมีกราฟิกแสดงภาพที่ชัดเจนเพื่อแจ้งเตือนโหมดที่กำลังทำงาน
การยกระดับประสบการณ์ภายในห้องโดยสาร
เพื่อให้สมกับเป็นรถยนต์ที่เน้นความสะดวกสบายและเทคโนโลยี Mitsubishi XFORCE HEV 2026 ได้รับการออกแบบภายในห้องโดยสารที่ให้ความสำคัญกับความเงียบสงบและผ่อนคลาย วัสดุกันเสียงและดูดซับเสียงรบกวนถูกติดตั้งในจุดสำคัญต่างๆ ทั่วตัวรถ เพื่อลดเสียงรบกวนจากภายนอกและเสียงเครื่องยนต์ ไม่ว่าจะเป็นขณะขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าหรือขณะที่เครื่องยนต์ทำงาน
ดีไซน์หัวเกียร์แบบใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Electric Shift (Shift-by-Wire) เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน ด้วยการควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนระบบเกียร์แบบเดิมๆ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่แสดงถึงความทันสมัยของรถยนต์รุ่นนี้
การจัดวางตำแหน่งของชุดแบตเตอรี่