
Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV: บุกตลาด MPV ไฮบริดไทย 2026 ด้วยขุมพลัง xEV สุดล้ำ
เปิดศักราชใหม่แห่งวงการยานยนต์ไทย 2026 ด้วยความเซอร์ไพรส์จากค่ายตราเพชร Mitsubishi ที่ทำการเปิดตัวรถใหม่ในรูปแบบพลังงานไฮบริดเป็นครั้งแรกในประเทศไทยอย่าง Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV ในราคาเริ่มต้นที่ 912,000 บาท สู่สมรภูมิ MPV ไฮบริด ที่กำลังกลายเป็นที่จับตามองในปี 2026 นี้
Mitsubishi พร้อมก้าวสู่ยุคของ xEV (Electric Vehicles) เต็มตัว ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ใหม่ 2 รุ่นรวดเดียวในรูปแบบรถยนต์พลังงาน Hybrid ทั้ง Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV รถสไตล์ MPV หรือ Crossover ในรูปแบบรถ 3 แถว 7 ที่นั่ง โดยมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องเครื่องยนต์จากเดิมที่เป็นแบบเบนซิน 1.5 ลิตร ให้กำลัง 105 แรงม้า และแรงบิด 141 นิวตันเมตร มาเป็นเครื่องยนต์ 1.6L MIVEC ที่ให้กำลังได้สูงสุด 95 แรงม้า 134 นิวตันเมตร จับคู่ส่งกำลังกับมอเตอร์ไฟฟ้า ขนาด 116 แรงม้า 255 นิวตันเมตร เปลี่ยนโฉมการขับขี่ในตลาด รถยนต์ไฟฟ้า ไทยไปอย่างสิ้นเชิง
Mitsubishi e:MOTION: นิยามใหม่ของประสบการณ์ขับขี่ฟูลไฮบริด
Mitsubishi Xpander HEV มาพร้อมกับเทคโนโลยี Mitsubishi e:MOTION ประสบการณ์ขับขี่ใหม่เหนือระดับ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง และมั่นใจในทุกเส้นทาง โดยผสานการทำงานอย่างสมบูรณ์ของ 3 สุดยอดเทคโนโลยีจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้แก่:
ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด (HEV System): มอบการขับขี่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และน่าตื่นเต้นเร้าใจ ให้ความคล่องตัว ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจากระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด ซึ่งได้รับการถ่ายทอดและพัฒนามาจากความสำเร็จของระบบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs)
โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7 Drive Mode): ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับโหมดการขับขี่ ได้ตามต้องการ ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ปลอดภัย มั่นใจได้ในทุกเส้นทาง ลุยได้ในทุกสภาพถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน รถ MPV 7 ที่นั่ง ที่ต้องการความอเนกประสงค์สูง
ระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC): เทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส มอบการขับขี่ที่ปลอดภัยและมั่นใจ ควบคุมรถได้อย่างคล่องตัวโดยเฉพาะขณะเข้าโค้ง เทคโนโลยีนี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ รถครอบครัว ให้มากขึ้น
โดยระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 85 กิโลวัตต์ พร้อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าผสานการทำงานกับเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร MIVEC โดยมีแบตเตอรี่ขับเคลื่อนที่ได้รับการพัฒนาสำหรับรถยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะ มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงและแบตเตอรี่ตอบสนองต่อแรงบิด 255 นิวตันเมตร ซึ่งถือเป็นจุดเด่นสำคัญของ Xpander HEV เมื่อเทียบกับ รถ MPV ราคาประหยัด รุ่นอื่นๆ ในตลาด
—\n\n## เครื่องยนต์เบนซินใหม่ 1.6L MIVEC: ขุมพลังที่เหนือกว่าเดิม
เครื่องยนต์เบนซินใหม่ ขนาด 1.6 ลิตร DOHC MIVEC 16 วาล์ว มีอัตราส่วนการขยายตัวสูง (วงจร Atkinson) พร้อมกับมีประสิทธิภาพการเผาไหม้ที่สูงกว่าด้วยการติดตั้งปั๊มน้ำไฟฟ้าเป็นครั้งแรกในเครื่องยนต์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส พร้อมคอมเพรสเซอร์แอร์ไฟฟ้าเพื่อลดการสูญเสียทางกล ช่วยเสริมให้อัตราประหยัดน้ำมันของเครื่องยนต์ดีขึ้น กว่าเดิมราวร้อยละ 34 สำหรับการขับขี่ในเมือง และให้อัตราประหยัดน้ำมันที่ดีขึ้นกว่าเดิมราวร้อยละ 15 สำหรับการขับขี่ในเมืองและนอกเมือง เมื่อดำเนินการทดสอบตามมาตรฐานการวัดระยะทางรถยนต์ไฟฟ้าแบบ NEDC ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังมองหา รถ MPV ประหยัดน้ำมัน ในตลาดไทยปี 2026
—\n\n## โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ: ตอบสนองทุกสภาวะการขับขี่
Mitsubishi Xpander HEV มาพร้อมกับโหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ประกอบด้วย โหมดการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) 2 โหมดและอีก 5 โหมดสำหรับพื้นผิวถนนที่มีสภาวะแตกต่างกันตามภูมิประเทศและภูมิอากาศ ซึ่งตอบโจทย์การใช้งาน รถครอบครัว อเนกประสงค์ ได้เป็นอย่างดี
สามารถเลือกใช้โหมดการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) 2 โหมด ได้ทุกเมื่อตามที่ต้องการ ซึ่งประกอบด้วย:
EV Priority Mode: ขับเคลื่อนรถด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ด้วยพลังงานจากแบตเตอรี่ โดยปราศจากการทำงานของเครื่องยนต์ หากพลังงานแบตเตอรี่เหลือน้อย ผู้ขับขี่สามารถปรับเข้าสู่ Charge Mode เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ได้ทุกเวลา ทั้งในขณะที่ตัวรถกำลังเคลื่อนที่หรือขณะหยุดนิ่ง เพื่อให้สามารถกลับมาสนุกกับการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าได้อีกครั้ง
Charge Mode: โหมดนี้จะช่วยชาร์จพลังงานกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเดินทางไกล หรือในสถานการณ์ที่ต้องการพลังงานไฟฟ้าสำรอง
โหมดการขับขี่อีก 5 รูปแบบ ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อมอบสมรรถนะสูงสุดในการขับขี่และการควบคุมตัวรถที่ตอบสนองได้อย่างแม่นยำบนพื้นผิวถนนที่มีสภาวะแตกต่างหลากหลายตามภูมิประเทศและภูมิอากาศ โดยพัฒนาระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหน้าให้ดียิ่งกว่ารุ่นเดิม ผสานกับระบบควบคุมการขับขี่ต่างๆ ทั้งระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) เทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ ซึ่งเป็นการควบคุมแรงเบรกระหว่างล้อหน้าด้านซ้ายและด้านขวาให้เหมาะสมกับสภาวะการขับขี่ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (Traction Control System: TCL) ที่ช่วยตรวจจับอาการลื่นไถลของล้อหน้าและควบคุมพละกำลังการขับเคลื่อน ระบบควบคุมอัตราเร่ง (Acceleration Control) ที่ช่วยปรับกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ให้ทำงานสอดประสานอย่างมีประสิทธิภาพเมื่อมีการกดคันเร่ง และระบบควบคุมน้ำหนักพวงมาลัย (Steering Control) ที่ช่วยปรับน้ำหนักของพวงมาลัยให้ตอบสนองได้ดั่งใจตามความเร็วและสภาพพื้นผิวถนน
โดยมีรายละเอียดดังนี้:
Normal Mode: โหมดที่สมดุลและเหมาะสมที่สุดสำหรับการขับขี่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เหมาะสำหรับ รถ MPV อเนกประสงค์ ที่ใช้งานในเมืองเป็นหลัก
Wet Mode: เหมาะสำหรับการขับขี่บนถนนที่เปียกลื่น โดยช่วยป้องกันการลื่นไถล ให้การควบคุมที่มั่นใจและเกาะถนนเป็นเลิศแม้ขณะฝนตกหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน รถครอบครัว ที่ต้องดูแลผู้โดยสารเป็นพิเศษ
Gravel Mode: เหมาะสำหรับการขับขี่บนทางทางลูกรัง เพิ่มเสถียรภาพการขับขี่บนพื้นผิวถนนที่ลื่นและขรุขระ ซึ่งเป็นจุดเด่นของ Mitsubishi Xpander ที่มักถูกนำไปใช้ในเส้นทางที่หลากหลาย
Tarmac Mode: เหมาะกับการขับขี่บนถนนลาดยาง ที่ให้พละกำลังและการควบคุมการขับขี่ที่คล่องตัว มั่นใจได้ในทุกสถานการณ์ แม้บนถนนที่คดเคี้ยว
Mud Mode: ทางโคลน เพิ่มการตอบสนองและการควบคุมที่ทรงพลังบนถนนดินโคลนสมบุกสมบัน ซึ่งเป็นโหมดที่หาได้ยากใน รถ MPV ราคาประหยัด ทั่วไป
—\n\n## ภายในห้องโดยสาร: ความสะดวกสบายและเทคโนโลยีที่เหนือระดับ
ภายในห้องโดยสารของ Mitsubishi Xpander HEV โดดเด่นสะดุดตาด้วยหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ LCD ขนาด 8 นิ้ว เพื่อการแสดงข้อมูลที่หลากหลายและใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยจะแสดงข้อมูลสำคัญเพื่อรองรับการใช้งานรถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด อาทิ แสดงรูปแบบการขับขี่ที่จะเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์การขับขี่และอัตราเร่ง รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พลังงาน อัตราการประหยัดพลังงานเมื่อขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) ระดับพลังงาน