
All-New Mitsubishi XFORCE HEV เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทย: นิยามใหม่แห่ง Compact SUV พลังงานทางเลือก สู่ตลาดรถยนต์ปี 2026
กรุงเทพมหานคร – 15 พฤศจิกายน 2026 – วงการยานยนต์ไทยกลับมาคึกคักอีกครั้งกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ Mitsubishi XFORCE HEV คอมแพ็กต์เอสยูวี (Compact SUV) รุ่นใหม่ล่าสุดจากค่ายสามเพชร ที่ได้รับการพัฒนาและผลิตจากโรงงานมิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ณ แหลมฉบัง โดยมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ล่าสุด ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่ต่อยอดและถ่ายทอดเทคโนโลยีจากระบบขับเคลื่อนปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) อันทรงประสิทธิภาพของมิตซูบิชิ
นายเรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวในพิธีเปิดตัวว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้นำเสนอ All-New Mitsubishi XFORCE HEV ซึ่งมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดรุ่นใหม่ล่าสุด และเรามีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่รถยนต์รุ่นสำคัญนี้ ผลิตขึ้นที่ประเทศไทย ซึ่งตอกย้ำถึงศักยภาพและความเป็นศูนย์กลางการผลิตของมิตซูบิชิในภูมิภาคนี้”
การทดสอบสมรรถนะบนถนนเมืองไทยกว่า 100,000 กิโลเมตร
ก่อนที่จะส่งมอบรถยนต์คุณภาพสูงถึงมือผู้บริโภค ทีมวิศวกรของมิตซูบิชิได้ใช้เวลาหลายเดือนในการทดสอบรถยนต์รุ่นนี้อย่างเข้มข้น ด้วยการวิ่งทดสอบรวมระยะทางกว่า 100,000 กิโลเมตรทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2025 ที่ผ่านมา เพื่อประเมินความทนทานและสมรรถนะการขับขี่ในสภาพถนนที่หลากหลาย ตั้งแต่ทางหลวงความเร็วสูง พื้นที่ชุมชน ไปจนถึงเส้นทางทุรกันดารและทางลูกรัง
“เราได้รวบรวมข้อมูลและข้อเสนอแนะอันมีค่าจากทุกสภาพถนน เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนารถยนต์รุ่นนี้ให้สมบูรณ์แบบที่สุด” นายอินาบะกล่าวเสริม “ขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญคือการทดสอบความทนทานของตัวรถและการปรับแต่งระบบช่วงล่าง ซึ่งได้รับการออกแบบเป็นพิเศษให้เหมาะสมกับการใช้งานบนสภาพถนนที่หลากหลายของประเทศไทยได้อย่างลงตัว เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าให้กับผู้ใช้ทุกคน”
เจาะลึกเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด (Full Hybrid)
หัวใจสำคัญที่ทำให้ Mitsubishi XFORCE HEV โดดเด่นเหนือคู่แข่งในกลุ่ม Compact SUV คือระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ ที่ผสมผสานการทำงานระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงและแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงเข้ากับเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร MIVEC DOHC 16 วาล์ว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากรุ่น Xpander HEV เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ระบบนี้ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร ที่มีเทคโนโลยี MIVEC (Mitsubishi Innovative Valve timing Electronic Control system) ทำหน้าที่หลักในการสร้างพลังงานไฟฟ้าให้กับแบตเตอรี่และมอเตอร์ขับเคลื่อน โดยมีการติดตั้งปั๊มน้ำไฟฟ้าเพื่อลดการสูญเสียพลังงานจากระบบขับเคลื่อนเสริม (Auxiliary Drive Loss) ส่งผลให้ประสิทธิภาพเชิงความร้อนของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นมากกว่า 40% ช่วยให้ประหยัดเชื้อเพลิงได้ดียิ่งขึ้น และลดการปล่อยมลพิษ
เมื่อทำงานร่วมกับเจเนอเรเตอร์ (Generator) และมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 85 กิโลวัตต์ (116 แรงม้า) ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดของ XFORCE HEV สามารถส่งกำลังรวมสูงสุด 107 แรงม้า (ที่ 6,000 รอบต่อนาที) และแรงบิดสูงสุด 134 นิวตันเมตร (ที่ 4,500 รอบต่อนาที) ในขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้าให้แรงบิดสูงสุดถึง 255 นิวตันเมตร ทันทีที่เหยียบคันเร่ง ให้การตอบสนองที่รวดเร็วและเร่งแซงได้อย่างมั่นใจ
ระบบส่งกำลัง 2-Speed Transaxle ที่ได้รับการพัฒนาเป็นพิเศษสำหรับรถยนต์ไฮบริด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ในทุกช่วงความเร็ว โดยสามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้ถึง 7 รูปแบบ ได้แก่ Normal (ถนนทั่วไป), Wet (ถนนเปียก), Gravel (ถนนลูกรัง), Tarmac (ถนนลาดยาง), Mud (ถนนโคลน) และ 2 ทางเลือกพลังงานพิเศษคือ Charge (โหมดการชาร์จแบตเตอรี่) และ EV Priority (โหมดพลังงานไฟฟ้า 100%) ซึ่งเหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองที่ต้องการความเงียบสงบและประหยัดพลังงาน
นอกจากนี้ ระบบ Active Yaw Control (AYC) ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากรถยนต์ในสนามแข่ง ช่วยควบคุมการกระจายแรงบิดไปยังล้อแต่ละข้างได้อย่างแม่นยำ ทำให้รถมีการทรงตัวที่ดีเยี่ยม เข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนานตามแบบฉบับรถยนต์มิตซูบิชิ
ราคาและการจำหน่าย
มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ด้วยราคาจำหน่ายที่น่าสนใจ ดังนี้:
รุ่น Ignite: ราคาเริ่มต้น 899,000 บาท
รุ่น Ultimate: ราคาเริ่มต้น 1,039,000 บาท
รุ่น Ultimate X: ราคาเริ่มต้น 1,089,000 บาท
สำหรับสีภายนอก มีให้เลือกหลากหลายเพื่อให้เหมาะสมกับทุกไลฟ์สไตล์:
รุ่น Ignite: มี 3 สี ได้แก่ สีขาวมุก (White Diamond), สีเงิน (Blade Silver), และสีเทา (Graphite Grey)
รุ่น Ultimate: มี 4 สี ได้แก่ สีขาวมุก (White Diamond) หลังคาดำ, สีเงิน (Blade Silver), สีเทา (Graphite Gray), และสีดำ (Jet Black Mica)
รุ่น Ultimate X: มี 5 สี ได้แก่ สีขาวมุก (White Diamond) หลังคาดำ, สีเทา(Graphite Gray) หลังคาดำ, สีเหลือง (Energetic Yellow) หลังคาดำ, สีแดง (Spirit Red) หลังคาดำ, และสีดำ (Jet Black Mica)
ข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าในช่วงเปิดตัว
เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเปิดตัว All-New Mitsubishi XFORCE HEV บริษัทฯ ได้จัดเตรียมข้อเสนอพิเศษสุดคุ้มสำหรับลูกค้าที่จองรถในช่วงเปิดตัว ดังนี้:
รับประกันระบบไฮบริด: 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด: นานสูงสุด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง: 1 ปี
รับประกันคุณภาพรถยนต์: 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อน)
ฟรีค่าแรงเช็กระยะ: 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อน)
แพ็กเกจบำรุงรักษา: เลือกรับได้นาน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 5 ปี
ส่วนลดพิเศษสำหรับลูกค้าครอบครัวมิตซูบิชิ: รับส่วนลดเพิ่มสูงสุดถึง 30,000 บาท ผ่านแอปพลิเคชัน M-Drive
4 จุดเด่นที่ทำให้ Mitsubishi XFORCE HEV แตกต่างและโดดเด่น
ดีไซน์ภายนอกและภายในที่ล้ำสมัย
Mitsubishi XFORCE HEV ถูกออกแบบภายใต้คอนเซปต์ “Silky and Solid” ที่ผสมผสานความสง่างาม นุ่มนวล (Silky) เข้ากับความแข็งแกร่ง มั่นใจ (Solid) ด้านหน้าโดดเด่นด้วยไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Daytime Running Lights) แบบ LED และไฟท้าย LED สี Smoked ที่จัดเรียงเป็นรูปตัว T (T-Shape) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของมิตซูบิชิยุคใหม่ ขนาดตัวรถที่ใหญ่ขึ้นพร้อมล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ช่วยเสริมให้รถดูโดดเด่นและภูมิฐาน
ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบภายใต้คอนเซปต์ “Horizontal Axis” ที่ให้ความรู้สึกกว้างขวาง โปร่งโล่ง แผงคอนโซลหน้าถูกออกแบบให้มีความเรียบง่ายแต่ดูหรูหรา ด้วยการใช้วัสดุคุณภาพสูงและการตกแต่งด้วยลายไม้หรือวัสดุสีเมทัลลิก ห้องโดยสารโทนสีทูโทน ตัดกับวัสดุหุ้มเบาะแบบพิเศษที่ทนทานต่อน้ำและคราบสิ่งสกปรก ทำความสะอาดง่าย เหมาะกับการใช้งานในครอบ