
Ferrari Roma: นิยามใหม่แห่งสปอร์ตคาร์ Gran Turismo สไตล์อิตาลีที่ผสานทุกความลงตัว
ในโลกของยนตรกรรมที่เต็มไปด้วยการแข่งขันอันดุเดือด แบรนด์หรูระดับตำนานอย่าง Ferrari ได้พิสูจน์ตัวเองเสมอมาผ่านการนำเสนอนวัตกรรมที่ไม่หยุดนิ่ง และเมื่อไม่นานมานี้ ตลาดรถยนต์ SUV สมรรถนะสูงได้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยมีแบรนด์ซูเปอร์คาร์หลายค่ายที่หันมาตอบรับเทรนด์นี้อย่าง Lamborghini, Aston Martin, Bentley และแบรนด์อื่นๆ ที่ต่างเปิดตัว SUV รุ่นพิเศษของตนเอง เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาดที่หอมหวาน
Ferrari ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ผลิตรถสปอร์ตที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันและดีเอ็นเอแห่งความเร็ว ก็ไม่พลาดโอกาสนี้ โดยได้ซุ่มพัฒนารถยนต์ในกลุ่ม SUV อย่างเงียบๆ เพื่อเข้าสู่สมรภูมิที่กำลังร้อนแรงนี้ การมาถึงของรถยนต์ในเซกเมนต์ใหม่นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของ Ferrari ที่จะขยายฐานลูกค้าและตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคระดับสูง
ท่ามกลางกระแสข่าวและการคาดการณ์มากมายเกี่ยวกับทิศทางของ Ferrari ในยุคใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวลือเกี่ยวกับการพัฒนารถยนต์ 4 ประตู 4 ที่นั่ง ซึ่งเป็นรูปแบบที่ Ferrari ไม่เคยผลิตมาก่อน แต่ล่าสุดก็ได้มีรถยนต์ที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของม้าลำพองขึ้นมา นั่นคือ Ferrari Purosangue (เฟอร์รารี่ พูโรซังกเว้) ซึ่งในภาษาอิตาลีมีความหมายว่า “พันธุ์แท้” รถรุ่นนี้ได้รับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ณ Teatro del Silenzio ในเมืองลาญาติโค ใกล้กับเมืองปิซา ประเทศอิตาลี
ก่อนหน้านี้ Ferrari อาจเคยพัฒนารถยนต์แบบ 2+2 ที่นั่ง ซึ่งมีเบาะนั่งด้านหลังขนาดเล็ก 2 ตัวเข้ามาเสริมในกลยุทธ์การตลาด แต่ Purosangue ถือเป็นรถยนต์ที่ฉีกแนวทางเดิมๆ ของ Ferrari ไปโดยสิ้นเชิง โดย Ferrari ยืนยันว่า การพัฒนารถรุ่นนี้ได้สร้างเลย์เอาต์ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากรถยนต์ประเภท GT ที่มักถูกเรียกว่าครอสโอเวอร์ หรือ SUV ทั่วไป
โดยทั่วไปแล้ว รถยนต์ GT สมัยใหม่ มักจะวางเครื่องยนต์เยื้องไปทางด้านหน้าจนเกือบจะคร่อมเพลาหน้า และมีชุดเกียร์ที่ต่อตรงกับเครื่องยนต์ ซึ่งส่งผลให้การกระจายน้ำหนักไม่เหมาะสม ทำให้ขาดไดนามิกและความเพลิดเพลินในการขับขี่ที่ลูกค้าของ Ferrari และผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่คุ้นเคยกันดี
แต่สำหรับ Purosangue นั้น Ferrari ได้วางเครื่องยนต์ไว้กลางลำด้านหน้า แต่แยกชุดเกียร์ไปไว้ด้านหลัง เพื่อให้ได้เลย์เอาต์ระบบขับเคลื่อนแบบรถสปอร์ตอย่างแท้จริง หน่วยควบคุมการถ่ายทอดกำลัง (Power Transfer Unit – PTU) ถูกติดตั้งไว้ด้านหน้าของเครื่องยนต์ ทำให้รถมีอัตราส่วนการกระจายน้ำหนัก หน้า:หลัง ที่ 49:51 ซึ่งทีมวิศวกรแห่ง Maranello เห็นพ้องกันว่าเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับรถสปอร์ตเครื่องยนต์วางกลางลำด้านหน้า
Ferrari Purosangue: ภารกิจเหนือระดับในการสร้างรถ 4 ประตู 4 ที่นั่งที่ยังคงไว้ซึ่งจิตวิญญาณสปอร์ต
หัวใจสำคัญของ Ferrari Purosangue คือขุมพลัง V12 ที่ไม่มีระบบอัดอากาศ ขนาด 6,496 ซีซี ซึ่งได้รับการออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด ให้กำลังสูงสุดถึง 725 แรงม้า ที่ 7,750 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 716 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบต่อนาที โดยสามารถเร่งรอบเครื่องยนต์ได้สูงสุดถึง 8,250 รอบต่อนาที
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ท่อไอดี การจุดระเบิด และระบบไอเสีย ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด ฝาสูบนั้นได้นำแนวคิดมาจากรุ่น 812 Competizione และถูกพัฒนาต่อยอดให้มีประสิทธิภาพเชิงกลและการเผาไหม้ที่ดีขึ้น โดยได้แรงบันดาลใจจากรถแข่ง Formula 1
เสียงเครื่องยนต์ V12 อันทรงพลังนี้ ได้รับการรังสรรค์อย่างพิถีพิถัน ผ่านกระบวนการทำงานที่คำนึงถึงลำดับการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ ท่อร่วมไอเสียที่มีความยาวเท่ากันทั้งหมด ถูกปรับแต่งให้การประสานเสียงของกระบอกสูบทั้ง 12 ส่งมอบเสียงคำรามอันเป็นเอกลักษณ์ของ Ferrari อย่างดีที่สุด ท่อร่วมอากาศแบบใหม่ พร้อมช่องรับอากาศที่ปรับปรุงใหม่ ให้โทนเสียงแหลมสูงที่ผสมผสานกับเสียงย่านความถี่กลางได้อย่างลงตัว หม้อพักไอเสียแบบโปรเกรสซีฟทั้ง 2 ชุด สามารถสั่งการทำงานได้ผ่าน Manettino เพื่อรองรับการขับขี่ที่หลากหลาย ตั้งแต่การขับในเมืองไปจนถึงการขับขี่ในโหมดสมรรถนะสูงสุด
การส่งกำลังนั้นเป็นหน้าที่ของเกียร์ 8 สปีด F1 DCT แบบคลัตช์น้ำมันคู่ ซึ่งมีขนาดกะทัดรัดกว่าเดิม และช่วยลดความสูงลง 15 มิลลิเมตร ส่งผลให้จุดศูนย์ถ่วงของรถต่ำลงไปอีก Ferrari ระบุว่าประสิทธิภาพของคลัตช์ชุดใหม่นี้เพิ่มขึ้นถึง 35% และสามารถรองรับแรงบิดระหว่างการเปลี่ยนเกียร์ได้สูงสุดถึง 1,200 นิวตันเมตร ชุดควบคุมแรงดันไฮดรอลิกเจเนอเรชั่นใหม่ช่วยลดเวลาในการปลดและจับคลัตช์ให้เร็วกว่าเดิม ทำให้เวลารวมในการเปลี่ยนเกียร์ลดลงเมื่อเทียบกับเกียร์ DCT 7 สปีดรุ่นก่อน
อัตราทดเกียร์ใหม่ถูกปรับให้แต่ละเกียร์มีความสั้นและต่อเนื่องมากขึ้น ในขณะที่อัตราทดเกียร์สูงถูกทำให้ยาวขึ้น เพื่อช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเมื่อขับขี่ทางไกล การเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำ (Downshift) ได้รับการปรับแต่งให้ทำงานได้อย่างนุ่มนวลยิ่งขึ้น
Ferrari Purosangue มอบสมรรถนะที่น่าทึ่ง:
ความเร็วสูงสุด: มากกว่า 310 กม./ชม.
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 3.3 วินาที
อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม.: 10.6 วินาที
ระยะเบรก 100-0 กม./ชม.: 32.8 เมตร
ระยะเบรก 200-0 กม./ชม.: 129 เมตร
ในด้านการออกแบบ Ferrari ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงสร้างตัวถังและหลักอากาศพลศาสตร์ของ Purosangue โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณใต้ท้องรถและดิฟฟิวเซอร์หลัง เพื่อให้ได้หลักอากาศพลศาสตร์ที่ดีที่สุด การออกแบบตัวรถให้มีใต้ท้องรถสูงกว่า Ferrari รุ่นอื่นๆ ที่ผ่านมาตลอด 75 ปี ถือเป็นความท้าทายใหม่ แต่ทีมวิศวกรก็สามารถจัดการได้อย่างยอดเยี่ยม
กันชนหน้าและซุ้มล้อทำงานร่วมกันเพื่อสร้างม่านอากาศ (Air Curtain) ขึ้นมาปิดล้อคู่หน้า ป้องกันไม่ให้เกิดลมหมุนวนย้อนกลับ สร้างสภาวะอากาศพลศาสตร์ที่ราบรื่น
Ferrari ยังได้ติดตั้งระบบควบคุมไดนามิกรุ่นล่าสุด รวมถึงระบบเลี้ยวอิสระ 4 ล้อ (Four-wheel Steering) และระบบ ABS ‘evo’ พร้อม Chassis Dynamic Sensor แบบ 6 ทิศทาง
และที่ถือเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของโลกสำหรับ Ferrari คือ ระบบช่วงล่างแบบแอคทีฟ (Active Suspension) ซึ่งช่วยควบคุมการเอียงตัวของรถขณะเข้าโค้ง และรักษาให้หน้ายางสัมผัสกับพื้นผิวถนนอย่างเต็มที่ แม้ขณะวิ่งบนสภาพพื้นผิวที่ขรุขระ
แชสซีส์ของ Purosangue ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ทั้งหมด โดยหลังคาคาร์บอนไฟเบอร์ช่วยลดน้ำหนัก และทีมออกแบบยังได้ออกแบบประตูหลังแบบบานพับอยู่ด้านหลัง (Welcome Doors) ทำให้การเข้า-ออกรถมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
ภายในห้องโดยสาร Purosangue มาพร้อมเบาะนั่งไฟฟ้าพร้อมระบบทำความร้อนสำหรับทั้ง 4 ที่นั่ง และแน่นอนว่า พื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถมีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ Ferrari เคยผลิตออกมา นอกจากนี้เบาะหลังยังสามารถพับได้เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บสัมภาระ
การจัดวางตำแหน่งอุปกรณ์ควบคุมต่างๆ ยังคงเป็นไปตามเอกลักษณ์ของ Ferrari ที่ลูกค้าคุ้นเคย แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ ตำแหน่งการนั่งที่มอบความสบายและการควบคุมที่ง่ายยิ่งขึ้น
สำหรับอุปกรณ์มาตรฐานที่ติดตั้งมาให้ เช่น ชุดเครื่องเสียง Burmester และยังมีออปชั่นพิเศษให้เลือกอีกมากมาย รวมถึงวัสดุหนัง Alcantara แบบใหม่ที่ผลิตจากโพลีเอสเตอร์รีไซเคิลที่ผ่านการรับรอง
แชสซีส์ของ Purosangue ออกแบบขึ้นมาใหม่ โดยใช้โครงสร้างส่วนล่างเป็นอะลูมิเนียมอัลลอย พร้อมเพิ่มความต้านทานการบิดตัวถึง 30% และค่าความแข็งของคานเพิ่มขึ้น 25% ชิ้นส่วนหลายชิ้นผลิตแบบหล่อขึ้นรูปทรงกลวง ทำให้มีความบางเป็นพิเศษ และใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อเพิ่มคุณภาพการประกอบให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น ลดจำนวนองค์ประกอบ และลดแนวเชื่อมลง
ตัวถังประกอบด้วยวัสดุหลายชนิด ทั้งอะลูมิเนียม คาร์บอนไฟเบอร์ และเหล็กความแข็งแกร่งสูงในบริเวณที่สำคัญๆ พร้อมการยึดด้วยกาวโครงสร้างในส่วนรอยต่อต่างๆ ทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งและลดน้ำหนักของรถลงได้
หลังคาเลือกใช้คาร์บอนไฟเบอร์แบบชิ้นเดียวพร้อมฉนวนป้องกันเสียงรบกวนในตัว ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่น้ำหนักเบากว่าหลังคาอะลูมิเนียมที่มีฉนวนป้องกันเสียงถึง 20% ฝาท้ายผลิตจากอะลูมิเนียม และเป็นแบบเปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า
ในส่วนของอากาศพลศาสตร์ Ferrari ระบุว่า รูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ของ Purosangue ที่มีทั้งส่วนเว้าส่วนโค้งและข้อจำกัดที่แตกต่างไปจากรถรุ่นอื่นๆ ถือเป็นความท้าทายใหม่ที่ต้องอาศัยการคิดใหม่ทั้งหมดทั้งในด้านทฤษฎีและการแก้ปัญหา เป้าหมายสูงสุดคือการลดแรงต้าน การใช้งานที่เฉพาะเจาะจง และความต้องการของตลาด รวมถึงการลดความร้อนของเครื่องยนต์ V12
ในขั้นตอนการพัฒนา Ferrari ได้ทุ่มเทเวลาหลายร้อยชั่วโมงในอุโมงค์ลม และการจำลองด้วยคอมพิวเตอร์สำหรับพลศาสตร์การไหลอีกนับพันครั้ง
จุดที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันคือ ส่วนกึ่งกลางของรถ ซึ่งมีความสำคัญต่อการออกแบบการไหลของอากาศ และการลดพื้นที่ผิวด้านหน้า รูปร่างด้านหน้าจึงถูกออกแบบให้สร้างความต่อเนื่องไร้รอยต่อระหว่างส่วนโค้งสูงสุดของฝากระโปรงหน้าและขอบบนของกระจกบังลมหน้าให้ได้มากที่สุด พื้นที่ด้านหลังของหลังคา กระจกหลัง และสปอยเลอร์ ถือเป็นจุดที่ต้องทำงานหนักที่สุด เนื่องจากเป็นพื้นฐานในการจัดการกับการแยกส่วนการไหลของอากาศและสนามแรงดัน
สปอยเลอร์หลังคาแบบลอยตัวช่วยปรับความโค้งของกระแสอากาศเหนือศีรษะของผู้โดยสาร สันบนขอบฝาท้ายที่ยกตัวขึ้นเพียง 7 มิลลิเมตร จะส่งกระแสอากาศวนเพื่อสร้างแรงบีบอัดเล็กน้อยที่ส่วนท้ายของรถ
อีกส่วนที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือ กระแสอากาศจากล้อทั้งสี่ มีการใช้ช่องทางออกอากาศหลากหลายวิธีเพื่อจัดการปัญหานี้ รวมถึงการผสานครีบระบายอากาศเข้าไปในแผงปิดซุ้มล้อแบบลอยตัวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
แต่ระบบที่ซับซ้อนที่สุดอยู่ที่ด้านหน้า ซึ่งทั้งกันชนและครีบทำงานประสานกันเพื่อสร้างม่านอากาศบริเวณล้อหน้า ป้องกันไม่ให้เกิดการปั่นป่วนของอากาศตามแนวขวาง ด้านหลังของแผงปิดซุ้มล้อหน้า มีท่อเพิ่มเติมที่ทำโปรไฟล์ไว้เพื่อเพิ่มการดูดอากาศออกจากด้านในของล้อ และใช้วิธีการเดียวกันนี้ที่ซุ้มล้อหลังร่วมกับช่องระบายอากาศที่ซุ้มล้อ นอกจากนี้ ผิวด้านนอกของซุ้มล้อได้รับการปรับแต่งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับจุดแยกการไหลของอากาศ ซึ่งจะไหลต่อไปตามด้านข้างของตัวรถและล้อต่างๆ
มิติตัวถังและน้ำหนัก Ferrari Purosangue:
ความยาว: 4,973 มม.
ความกว้าง: 2,028 มม.
ความสูง: 1,589 มม.
ความยาวฐานล้อ: 3,018 มม.
ความกว้างฐานล้อหน้า: 1,737 มม.
ความกว้างฐานล้อหลัง: 1,720 มม.
น้ำหนักรถเปล่า: 2,033 กก.
ความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง: 100 ลิตร
ความจุห้องเก็บสัมภาระ: 473 ลิตร
ล้อและยาง:
หน้า: 255/35 R22 J9.0
หลัง: 315/30 R23 J11.0
ระบบเบรก:
หน้า: 398 x 38 มม.
หลัง: 380 x 34 มม.
ระบบอิเล็กทรอนิกส์:
ระบบควบคุมการลื่นไถลด้านข้าง (Side Slip Control – SSC) เวอร์ชั่น 8.0
ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4RM-S evo
ระบบกันสะเทือนแบบแอคทีฟ (Ferrari Active Suspension Technology)
ระบบ F1-Trac
ระบบป้องกันล้อล็อคขณะเบรก ABS ‘EVO’ พร้อมระบบประเมินแรงยึดเกาะ เวอร์ชั่น 2.0
Ferrari Purosangue: สำหรับผู้ที่ต้องการนิยามใหม่ของความเป็น “พันธุ์แท้”
Ferrari Purosangue ไม่ใช่เพียงรถยนต์อีกคัน แต่คือการประกาศถึงวิสัยทัศน์ใหม่ของ Ferrari ในการผสมผสานสมรรถนะอันเร้าใจกับความอเนกประสงค์ในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน สำหรับผู้ที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น แต่ต้องการความสะดวกสบายและพื้นที่สำหรับครอบครัว Purosangue คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ
หากคุณคือผู้ที่ให้คุณค่ากับมรดกแห่งสมรรถนะและความหรูหราสไตล์อิตาลี การได้สัมผัส Ferrari Purosangue อาจเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ที่คุณไม่เคยคาดคิดมาก่อน
หากคุณพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของ Ferrari และสัมผัสกับที่สุดแห่งยนตรกรรม Gran Turismo ที่ผสานทุกความสมบูรณ์แบบ เชิญเข้ามาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเรา หรือนัดหมายเพื่อทดลองขับ Ferrari Purosangue ได้แล้ววันนี้