• Sample Page
newsthailan.tfvp.org
No Result
View All Result
No Result
View All Result
newsthailan.tfvp.org
No Result
View All Result

N0106021_ซ กสาวมหาล ย ไม ให เม ยร #ละครAI #หน งส นสะท อนส งคม #หน งส น #ความ_part2

admin79 by admin79
June 3, 2026
in Uncategorized
0
N0106021_ซ กสาวมหาล ย ไม ให เม ยร #ละครAI #หน งส นสะท อนส งคม #หน งส น #ความ_part2 เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส ใหม่ (W214): ประสบการณ์เหนือระดับ สู่ยุคใหม่แห่งยนตรกรรม ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มาเกือบหนึ่งทศวรรษ ผมได้มีโอกาสสัมผัสและวิเคราะห์ยนตรกรรมจากหลากหลายแบรนด์ แต่มีอยู่หนึ่งตระกูลที่ยังคงรักษามาตรฐานอันสูงส่งและพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง นั่นคือ เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส ที่ล่าสุดได้เผยโฉม เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส ใหม่ รหัสตัวถัง W214 ออกมาสร้างปรากฏการณ์อีกครั้ง หลังจากการได้สัมผัสตัวจริง ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรียเมื่อไม่นานมานี้ ผมต้องยอมรับว่านี่คือการยกระดับประสบการณ์การขับขี่และความหรูหราที่เหนือกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่าง W213 อย่างสิ้นเชิง ปรัชญาการออกแบบใหม่: ความเรียบหรูที่สื่อถึงอนาคต สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดใน เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส ใหม่ คือภาษาการออกแบบที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ เส้นสายที่เคยคมชัดและเฉียบคม ถูกแทนที่ด้วยความโค้งมน นุ่มนวล และลดทอนรายละเอียดลงอย่างชาญฉลาด สัดส่วนของตัวรถดูสมดุล กลมกลืน และมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับ ซี-คลาส ใหม่ และยังคงกลิ่นอายของความล้ำสมัยในแบบฉบับ อีคิว-เอส (EQS) อันเป็นธงนำของรถยนต์ไฟฟ้าในยุคใหม่ การลดรอยต่อต่างๆ และการเน้นพื้นผิวที่เรียบเนียน สร้างภาพลักษณ์ของความหรูหราที่ดูสงบนิ่งแต่แฝงไว้ด้วยพลัง นี่คือการสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่พร้อมก้าวสู่ยุคแห่งยานยนต์แห่งอนาคต กำหนดการเปิดตัวในประเทศไทย และตัวเลือกที่น่าจับตา สำหรับตลาดเมืองไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส ใหม่ มีกำหนดการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2567 นี้ สำหรับผู้ที่กำลังรอคอย การอัปเกรดครั้งนี้ถือว่าคุ้มค่ากับการรอคอยอย่างแน่นอน แม้ว่า อี-คลาส W213 โฉมปัจจุบันจะยังคงเป็นรถที่ยอดเยี่ยม ตอบสนองทุกความต้องการทั้งด้านการขับขี่และความสะดวกสบาย แต่ E-Class W214 ได้ยกระดับประสบการณ์ไปอีกขั้น แม้เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย จะยังไม่เปิดเผยรายละเอียดของรุ่นย่อยที่จะทำตลาดอย่างเป็นทางการ แต่จากแนวโน้มและความเป็นไปได้ที่สูง เราคาดการณ์ว่าจะมีทั้งรุ่น ปลั๊ก-อิน ไฮบริด และ รุ่นดีเซล ซึ่งจะเริ่มต้นการทำตลาดด้วยรุ่น ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ในรูปแบบของการประกอบในประเทศ (CKD) ทันที ในการทดสอบที่ออสเตรีย ผมมีโอกาสได้สัมผัสรถยนต์หลากหลายรุ่นย่อย ไม่ว่าจะเป็น E 200, E 300 e, E450 4Matic, E400 e 4 Matic, E220 d และ E300 de โดยมีเวลาประมาณ 1 วันครึ่งในการทดลองขับ 3 รุ่นหลัก คือ E 300 e, E220 d และ E300 de อย่างไรก็ตาม วันนี้ผมจะเน้นไปที่ Mercedes-Benz E300 e และ Mercedes-Benz E220 d เป็นหลัก เนื่องจากคาดว่าจะเป็นรุ่นที่จะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเป็นกลุ่มแรกๆ สำหรับ E220 d คาดว่าจะเป็นรุ่นที่ตรงกับสเปคที่จะจำหน่ายในไทย ส่วน E300 e แม้จะเป็น ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ที่น่าตื่นเต้น แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับจูนเครื่องยนต์หรือชื่อรุ่นเล็กน้อยเพื่อให้สอดคล้องกับเงื่อนไขด้านไอเสียและประเภทของเชื้อเพลิงในแต่ละประเทศ แต่โดยรวมแล้วหลักการและสมรรถนะจะไม่แตกต่างจากที่ได้สัมผัสมากนัก การขับขี่ที่ไร้ที่ติ: E220 d กับเสน่ห์แห่งดีเซลยุคสุดท้าย และ E300 e พลังที่นุ่มนวลแต่เร้าใจ Mercedes-Benz E220 d เป็นรุ่นที่ผมเชื่อว่าจะได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้ที่ชื่นชอบในสมรรถนะและอารมณ์ของเครื่องยนต์ดีเซล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่านี่อาจเป็น เครื่องยนต์ดีเซลรุ่นสุดท้าย ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ จะนำเสนอ นี่คือความหมายของการพัฒนาจนถึงขีดสุด ซึ่งเปรียบเสมือนความสมบูรณ์แบบในตัวเอง สิ่งที่ผมประทับใจใน E220 d คือเสียงเครื่องยนต์ที่ลอดเข้ามาในห้องโดยสาร ซึ่งเป็นการออกแบบที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม แต่กลับสร้างเสน่ห์เฉพาะตัวให้กับรถได้อย่างน่าทึ่ง แม้ในขณะขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ เสียงครางที่ได้ยินจะดูขรึมลุ่มลึก แต่ก็ไม่ใช่เสียงที่ก่อให้เกิดความรำคาญแต่อย่างใด กลับให้ความรู้สึกถึงพละกำลังที่ซ่อนเร้น อารมณ์ของรถคันนี้มีความดุดันแฝงอยู่ การเรียกกำลังมาใช้งานทำได้อย่างต่อเนื่อง การเร่งแซงทำได้อย่างรวดเร็ว และการไต่ระดับความเร็วขึ้นไปทำได้อย่างนุ่มนวลไร้รอยต่อ E220 d ไม่ได้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่มาพร้อมกับระบบ ไมล์ด ไฮบริด (Mild Hybrid) ที่ผสานการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า 48 โวลต์ ซึ่งสามารถเสริมแรงบิดได้ถึง 205 นิวตันเมตร ในจังหวะที่ต้องการพละกำลังพิเศษ เช่น การออกตัว หรือการเร่งแซง สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ที่สามารถทำได้ถึงประมาณ 20 กิโลเมตรต่อลิตร ถือเป็นประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมสำหรับรถยนต์ขนาดนี้ ในส่วนของ Mercedes-Benz E300 e ซึ่งเป็น ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ก็เป็นรถที่ให้ความรู้สึกกระฉับกระเฉงไม่แพ้กัน การไต่ระดับความเร็วและการเร่งแซงทำได้ง่ายดายและรวดเร็วเป็นพิเศษ ด้วยการทำงานร่วมกันของเครื่องยนต์และ มอเตอร์ไฟฟ้า 127 แรงม้า แรงบิด 440 นิวตันเมตร ทำให้ทุกการขับขี่เป็นไปอย่างสะดวกสบาย ทั้งสองเครื่องยนต์นี้ตอบสนองได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ให้ อารมณ์การขับขี่ที่แตกต่างกัน สำหรับ ปลั๊ก-อิน ไฮบริด เพียงแค่แตะคันเร่งเบาๆ ก็สัมผัสได้ถึงการตอบสนอง ในขณะที่ เครื่องยนต์ดีเซล อาจจะต้องใช้การกดคันเร่งมากกว่าเล็กน้อย แต่ก็จะได้อารมณ์ที่หนักแน่นและทรงพลังไปอีกแบบ
ทั้ง E300 e และ E220 d ใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด 9G TRONIC ที่ทำงานได้อย่างราบรื่นไร้ที่ติ ช่วงล่างที่อัพเกรด: ความนิ่งและความสบายที่เหนือกว่า เมื่อเปรียบเทียบช่วงล่างของ W214 กับโฉมปัจจุบัน E-Class W213 ต้องยอมรับว่ามีการพัฒนาขึ้นอย่างชัดเจน ผมเพิ่งได้มีโอกาสขับ W213 เส้นทางไปกลับกรุงเทพฯ-พัทยา และสัมผัสได้ถึงความคล่องตัว ความสนุกสนานในการเปลี่ยนช่องทางอย่างรวดเร็ว ระบบไฮบริดทำงานได้ดี ช่วงล่างควบคุมเส้นทางได้ดี แต่ก็ยังคงมีอาการโยนตัวของตัวถังอยู่บ้างเมื่อใช้ความเร็วสูงในการเปลี่ยนเลน แต่สำหรับ W214 อาการเหล่านี้แทบจะหายไปอย่างสิ้นเชิง ตัวรถมีความนิ่งมากเมื่อเข้า-ออกโค้ง และอาการโยนตัวในการเปลี่ยนเลนก็มีน้อยมาก แม้ว่าการขับขี่ในออสเตรียจะแตกต่างจากบ้านเรา แต่เส้นทางที่เต็มไปด้วยโค้งหักศอกบนภูเขาและเส้นทางนอกเมืองที่สวยงาม ช่วยให้ผมได้สัมผัสถึงศักยภาพของช่วงล่าง E-Class W214 ได้อย่างเต็มที่ สำหรับ Mercedes-Benz E300 e ระบบไฮบริด เจเนอเรชั่นที่ 4 ได้รับการเพิ่มความจุแบตเตอรี่เป็น 25.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง ทำให้สามารถ ขับขี่ด้วยไฟฟ้าอย่างเดียวได้ไกลสุดถึง 115 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน WLTP) ซึ่งถือเป็นระยะทางที่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันของหลายๆ ท่านที่อาจต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่แบบรถยนต์ไฟฟ้าแต่ยังไม่พร้อมที่จะลงทุนกับสถานีชาร์จส่วนตัว นอกจากนี้ E300 e ยังรองรับการชาร์จทั้งแบบปกติ 11 กิโลวัตต์ และการชาร์จเร็ว 55 กิโลวัตต์ เส้นทางการทดสอบที่หลากหลาย ทั้งทางหลวงชนบท ทางขึ้นเขา และการขับขี่ในเมืองที่ต้องปะปนกับผู้คนและยานพาหนะอื่นๆ รวมถึงการต้องคลานตามรถม้าท่องเที่ยวในบางช่วงเวลา ทำให้ผมได้คำตอบที่น่าสนใจว่า E-Class ใหม่ สามารถตอบสนองได้ทุกอารมณ์การขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นความสปอร์ต ความสนุกสนาน หรือแม้กระทั่งความสะดวกสบายและความผ่อนคลาย แม้ว่าขนาดตัวถังจะใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นเดิมในทุกมิติก็ตาม อย่างไรก็ตาม ต้องมีหมายเหตุเล็กๆ ว่าสภาพถนนหนทางมีผลอย่างมากต่อประสบการณ์การขับขี่ ที่ออสเตรีย ถนนหนทางส่วนใหญ่ ทั้งในเมืองและนอกเมือง มีความเรียบเนียนไร้ที่ติ ซึ่งมีส่วนอย่างมากที่ทำให้ E-Class W214 แสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ ภายในห้องโดยสาร: ความหรูหรา ความสบาย และพื้นที่ที่เหนือกว่า นอกเหนือจากสมรรถนะการขับขี่ที่ยกระดับขึ้นอย่างชัดเจน ภายในห้องโดยสารของ E-Class W214 ก็ได้รับการยกระดับเช่นกัน ออปชั่นต่างๆ ที่ได้กล่าวถึงก่อนหน้านี้ ล้วนเสริมสร้างประสบการณ์ให้เหนือกว่า การเพิ่มขึ้นของขนาดตัวถังและฐานล้อ ส่งผลให้ พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวางมากขึ้น อย่างเห็นได้ชัด การได้นั่งเบาะหลังคือจุดที่ผมประทับใจเป็นพิเศษ นี่คือจุดแข็งสำคัญของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง BMW 5 Series ในรุ่นก่อนๆ ที่หลายคนอาจชื่นชอบในบุคลิกและสมรรถนะการขับขี่มากกว่า แต่หากคุณเป็นผู้บริหารที่ต้องการนั่งเบาะหลัง E-Class ใหม่ จะเป็นตัวเลือกที่เหนือกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย เบาะนั่งมีความกระชับ องศาพนักพิงเหมาะสม ช่วยให้นั่งได้อย่างผ่อนคลาย พื้นที่วางขาเหลือเฟือ รวมถึงพื้นที่เหนือศีรษะและช่วงเข่าก็มีความกว้างขวาง มีช่องแอร์รองรับทั้งส่วนกลางและที่เสา B ทั้งสองด้าน เพิ่มความสบายให้กับผู้โดยสารตอนหลัง ความสบายนี้ยังมาพร้อมกับ ความนิ่งของตัวรถ ทั้งในการขับขี่ทั่วไป หรือการขับขี่ในทางโค้ง แม้จะต้องเข้าโค้งอย่างต่อเนื่อง แต่การโยนตัวของตัวถังที่ลดลงอย่างมาก ทำให้รู้สึกสบายยิ่งขึ้น จังหวะการเบรก แม้จะเป็นการเบรกปกติ หรือการเบรกอย่างหนัก (ซึ่งไม่บ่อยนัก) ก็สัมผัสได้ถึงอาการหน้ายุบ ท้ายยก ที่ไม่มีให้เห็น เรียกได้ว่า E-Class W214 ยังคงรักษาจุดเด่นในการเป็นรถยนต์สำหรับผู้โดยสารตอนหลังได้อย่างเหนียวแน่น ต้องรอดูว่าคู่แข่งอย่าง BMW 5 Series ที่มีการเปิดตัวในเวลาไล่เลี่ยกัน จะมีทีเด็ดอะไรมาสู้ แน่นอนว่า สิ่งที่ต้องจับตาคือ การขับขี่ในสภาพถนนของประเทศไทย ที่มีความหลากหลาย ทั้งพื้นผิวที่ขรุขระ เป็นคลื่น หรือร่องถนน ซึ่งผมเชื่อว่า E-Class W214 ก็น่าจะจัดการกับสภาพถนนเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี เช่นเดียวกับ C-Class ที่ผมเคยได้ทดลองขับมาก่อนหน้านี้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสมรรถนะที่น่าพอใจ สำหรับเบาะนั่งผู้ขับขี่ ให้ความรู้สึก นุ่มแต่กระชับตัว ช่วยเสริมความมั่นใจเมื่อต้องการขับขี่ในโหมดสปอร์ต ตำแหน่งอุปกรณ์ต่างๆ ควบคุมง่าย ทัศนวิสัยดีเยี่ยม และในรุ่นที่มี Head-up Display (HUD) การแสดงผลข้อมูลการขับขี่และระบบนำทางก็มีความคมชัด รายละเอียดมีขนาดใหญ่ เห็นได้ชัดเจน อีกหนึ่งจุดเด่นที่สร้างความประทับใจคือ ระบบเสียง Burmester® พร้อมเทคโนโลยี Dolby Atmos® ที่มอบความละเอียดและความลึกของมิติเสียงที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น สามารถตัดเสียงรบกวนออกไปก่อนที่จะปล่อยเสียงออกมา สร้างประสบการณ์โสตประสาทที่เหนือระดับ บทสรุป: การพัฒนาก้าวสำคัญ รอคอยราคาและออปชั่นสำหรับตลาดไทย จากการทดลองขับและสัมผัส เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส ใหม่ W214 ผมค่อนข้างพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง การพัฒนาจากรุ่นเดิมนั้นชัดเจนในทุกมิติ สิ่งที่ต้องรอลุ้นอย่างใจจดใจจ่อคือ ราคาขาย และ ออปชั่น ที่จะนำเสนอสำหรับตลาดเมืองไทย ซึ่งผมเชื่อว่าอีกไม่นานเกินรอ เราจะได้ยลโฉม The New Mercedes-Benz E-Class ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ The New Mercedes-Benz GLE Facelift: ความหรูหราที่ได้รับการปรับปรุง สู่สมรรถนะที่เหนือกว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา Mercedes-Benz GLE ได้พิสูจน์ตัวเองในฐานะ SUV หรู ที่มุ่งมั่นท้าชนกับคู่แข่งร่วมชาติอย่าง BMW X5 และ Audi Q7 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ในฐานะ SUV หรูที่ครองใจสาวกมาอย่างยาวนาน ในเจนเนอเรชั่นที่ 4 รหัสตัวถัง W167 เมื่อกลุ่มรถ SUV ระดับพรีเมียมจากเยอรมนีและอังกฤษ ยังไม่มีการเปิดตัวรุ่นปรับโฉมหรือโมเดลใหม่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ตัดสินใจตัดหน้าคู่แข่ง ด้วยการเปิดตัว Mercedes-Benz GLE Facelift เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี กับรูปลักษณ์ภายนอกที่ได้รับการปรับปรุงให้ดุดันและทันสมัยยิ่งขึ้น แม้จะยังคงเค้าโครงเดิมไว้ตั้งแต่กระจังหน้าแนวนอนดีไซน์ใหม่ ที่สามารถเลือกระดับได้ทั้งแบบชั้นเดียวหรือสองชั้น พร้อมตราสัญลักษณ์สามแฉกอันโดดเด่น รับกับชุดกันชนหน้าใหม่ที่มีช่องระบายอากาศขนาดใหญ่และดูสง่างามยิ่งขึ้น สอดรับกับโคมไฟหน้า LED high-performance หรือ MULTIBEAM LED ดีไซน์ใหม่ที่ช่วยเสริมความดุดันให้กับรถยนต์ได้อย่างลงตัว ด้านท้ายยังคงรูปลักษณ์เดิม แต่ได้รับการปรับปรุงในส่วนของ ไฟท้าย LED โคมใหม่ พร้อมล้ออัลลอยลายใหม่ ขนาดตั้งแต่ 20 นิ้ว พร้อมยาง 275/50 R20 และขนาด 21 นิ้ว พร้อมยาง 275/45 R21 สำหรับล้อหน้า และ 315/40 R21 สำหรับล้อหลัง ภายในห้องโดยสารที่สะดวกสบายและเต็มไปด้วยเทคโนโลยี การปรับปรุงภายในของ Mercedes-Benz GLE Facelift ยังคงรักษาความหรูหราและสะดวกสบายตามสไตล์เมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยมีการปรับเปลี่ยน ลายพวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้านใหม่ ที่ใช้ทรงเดียวกับ Mercedes-Benz E-Class และ Mercedes-Benz CLS รุ่นปรับโฉม ส่วนอื่นๆ ยังคงเดิม เช่น ระบบมัลติมีเดีย MBUX (Mercedes-Benz User Experience) พร้อมหน้าจอแสดงผลความละเอียดสูงแบบ Digital widescreen cockpit ขนาดใหญ่พิเศษ 12.3 นิ้ว จำนวน 2 จอต่อเนื่องกัน และระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up display) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่เข้าถึงข้อมูลสำคัญโดยไม่ต้องละสายตาจากถนน
นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับ ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester®, ฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS และ Android (Apple CarPlay™ & Android Auto™), ช่อง USB Type-C บริเวณที่นั่งทุกแถว, ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย Touchpad และ ไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 64 สี (ambient lighting) รวมถึงบริการ ‘Mercedes me connect’ อีกด้วย จุดเด่นคือ ห้องโดยสาร 7 ที่นั่ง ที่พร้อมรองรับทุกการเดินทาง พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังมีปริมาณสูงถึง 855 ลิตร และสามารถเพิ่มได้สูงสุดถึง 2,055 ลิตร เมื่อพับเบาะแถวที่สองและแถวที่สามลง ขุมพลังที่หลากหลาย ตอบสนองทุกความต้องการ Mercedes-Benz GLE Facelift มาพร้อมกับขุมพลังที่หลากหลายเพื่อตอบสนองทุกความต้องการของผู้บริโภค GLE 300 d 4MATIC: ใช้เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 4 สูบแถวเรียง รหัส OM654 ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 245 แรงม้า ที่ 4,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,600-2,400 รอบ/นาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 7.2 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 225 กม./ชม. GLE 350 de 4MATIC: มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 2.0 ลิตร รหัส OM654 พร้อมเทอร์โบชาร์จเจอร์และอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 194 แรงม้า ที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,600-2,800 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยี ปลั๊ก-อิน ไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 3 ให้กำลัง 136 แรงม้า แรงบิด 440 นิวตันเมตร เมื่อทำงานร่วมกันจะได้กำลังสูงสุด 320 แรงม้า แรงบิด 700 นิวตันเมตร พร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาด 31.2 kWh ซึ่งสามารถวิ่งในโหมดไฟฟ้าล้วนได้ไกลสูงสุด 100 กม. GLE 450 4MATIC: ใช้เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 3.0 ลิตร 6 สูบแถวเรียง รหัส M256 ให้กำลังสูงสุด 367 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร พร้อมระบบ EQ Boost ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลัง 22 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร ทั้งสองรุ่นส่งกำลังขับเคลื่อนผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ สำหรับตลาดประเทศไทย เบื้องต้น Mercedes-Benz GLE Facelift คาดว่าจะเผยโฉมจริงในปี 2022 นี้ ส่วนประเทศไทยยังคงจำหน่ายรุ่นเดิมที่มีขุมพลังดีเซล 2 แบบ ทั้งดีเซลล้วน และดีเซล ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ในราคาเริ่มต้น 4.699 ล้านบาท The New A-Class: สปอร์ตหรู สำหรับทุกวัน Mercedes-Benz ประเทศไทย ได้เผยโฉม The new A-Class โมเดลปี 2023 ซึ่งเป็นเจเนอเรชั่นที่ 4 ของ A-Class ในรุ่น A 200 AMG Dynamic ตอกย้ำภาพลักษณ์ของยนตรกรรมระดับ Entry Luxury ภายใต้คอนเซ็ปต์ “CLASS FOR EVERY DAY” ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความคล่องตัวในการขับขี่ในชีวิตประจำวัน โดดเด่นด้วยความหรูหราตามแบบฉบับของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวในสไตล์สปอร์ตซีดานยุคใหม่ สำหรับโมเดลล่าสุดนี้ ได้มีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ทั้งภายนอกและภายใน เสริมอุปกรณ์มาตรฐาน และติดตั้งเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยให้มีความครบครันมากยิ่งขึ้น พร้อมเปิดจำหน่ายด้วยราคาเริ่มต้นที่ 2,320,000 บาท ขุมพลังที่พัฒนาขึ้นเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด The new A-Class รุ่น A 200 AMG Dynamic มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 1.3 ลิตร เทอร์โบ แบบ 4 สูบแถวเรียง พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สะท้อนถึงความพิถีพิถันในการออกแบบตามแนวคิด The art of engineering มาพร้อมระบบ Cylinder shut-off ที่ทำให้เครื่องยนต์สามารถขับเคลื่อนด้วยลูกสูบเพียง 2 ลูกสูบ เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ทำงานร่วมกับระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 7 จังหวะ (7G-DCT) แบบคลัตช์คู่ จับคู่กับระบบอัดอากาศ Turbocharger ให้กำลังแรงม้าสูงสุดถึง 163 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่ 1,620 – 4,000 รอบ/นาที สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลา 8.3 วินาที ดีไซน์สปอร์ต โฉบเฉี่ยว และฟังก์ชันครบครัน A-Class ติดตั้งระบบเปลี่ยนเกียร์ด้วย Paddle shift ที่พวงมาลัย พร้อมปรับเลือกโหมดการขับขี่ได้ 4 แบบ คือ Eco, Comfort, Sport และ Individual เพื่อปรับใช้ตามความเหมาะสมในแต่ละรูปแบบการใช้งาน เสริมความนุ่มนวลในการขับขี่ด้วยระบบช่วงล่างแบบ Lowered comport suspension รองรับการใช้น้ำมันได้ถึง E85 ตามมาตรฐาน EURO6 และสามารถทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยสูงสุด 16.7 กิโลเมตรต่อลิตร ในด้านของขนาดตัวถังและดีไซน์ภายนอก The new A-Class มีมิติตัวถัง กว้าง x ยาว x สูง อยู่ที่ 1,796 x 4,558 x 1,429 มิลลิเมตร ตกแต่งในสไตล์สปอร์ตด้วยชุดแต่ง AMG bodystyling มาพร้อมกระจังหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Star pattern radiator grille กระโปรงหน้าแบบ Power dome ออกแบบให้มีมิติมากยิ่งขึ้น ระบบไฟหน้าใหม่แบบ LED High-Performance ดีไซน์รูปแบบการแสดงแสงไฟหน้าใหม่แบบ reflection technology พร้อมระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ Adaptive Highbeam Assist รุ่นล่าสุดเสริมระบบกุญแจแบบ KEYLESS-GO ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถสตาร์ทและปิดล็อกรถยนต์ได้อย่างง่ายดายเพียงแค่พกกุญแจไว้กับตัว และระบบเปิด-ปิดฝากระโปรงหลังด้วยแบบ HANDS-FREE ACCESS พร้อมติดตั้งล้ออัลลอยด์ใหม่ดีไซน์สปอร์ต AMG 5-twin-spoke สีดำ ขนาด 18 นิ้ว (225/45 R18) ภายในห้องโดยสารล้ำสมัย พร้อมเทคโนโลยี MBUX เจเนอเรชั่นใหม่ ภายในห้องโดยสารของ The new A-Class ติดตั้งพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันดีไซน์ใหม่สไตล์สปอร์ต ตกแต่งด้วยหนัง Nappa เสริมความดุดันด้วยเบาะหุ้มหนัง ARTICO สไตล์สปอร์ต ตัดสลับ MICROCUT microfibre สีดำ ตกแต่งเดินด้ายสีแดง สำหรับเบาะนั่งคู่หน้าติดตั้งระบบปรับไฟฟ้าพร้อมหน่วยบันทึกความจำแบบ memory seat และระบบดันหลัง 4 ทิศทาง บริเวณฝั่งคนขับให้ข้อมูลการขับขี่และแสดงผลผ่านจอมาตรวัดแบบ All-digital instrument display ขนาด 10.25 นิ้ว พร้อมควบคุมการสั่งการภายในรถ ผ่านหน้าจอกลางระบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว รองรับระบบเชื่อมต่อผ่านสมาร์ทโฟนทั้ง Apple CarPlay™ และ Android Auto™ รวมถึงฟังก์ชันและเทคโนโลยีอำนวยความสะดวก อาทิ ระบบปรับโหมดการขับขี่แบบ DYNAMIC SELECT, ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC แยกปรับอุณหภูมิ 2 โซน พร้อมช่องปรับอากาศผู้โดยสารตอนหลัง, ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย พร้อมช่อง USB Type-C 4 ช่อง สร้างบรรยากาศที่เหนือชั้นด้วย ไฟ Ambient Light รอบห้องโดยสารแบบปรับได้ 64 เฉดสี และครั้งแรกของ The new A-Class กับ หลังคาพาโนรามิคซันรูฟแบบไฟฟ้า ที่ช่วยเพิ่มความโปร่งสบายของห้องโดยสาร พร้อมส่งมอบประสบการณ์การเชื่อมต่อที่เหนือชั้นระหว่างระบบกับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ด้วยระบบปฏิบัติการมัลติมีเดียเจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด “MBUX7” ที่เพิ่มระบบ AI (Artificial intelligence) ซึ่งสามารถเรียนรู้และประเมินพฤติกรรมและการใช้งานของแต่ละผู้ใช้งานได้อย่างอัจฉริยะ พร้อมรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง 27 ภาษา นอกจากนี้ระบบ MBUX ยังสามารถอัปเดตและปรับปรุงระบบได้ด้วยตัวเองผ่านสัญญาณไร้สาย LTE อัตโนมัติแบบ over the air พร้อมผสานการทำงานอย่างลงตัวกับบริการ Mercedes me connect ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อโลกดิจิทัลและเข้าถึงฟังก์ชันชั้นนำของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้แบบไร้ขีดจำกัด ระบบความปลอดภัยมาตรฐานสูงสุด The new A-Class มาพร้อมระบบความปลอดภัยมาตรฐาน และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS ไม่ว่าจะเป็น ระบบเบรก ADAPTIVE Brake, ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินแบบแอคทีฟ (Active Break Assist system), ไฟกระพริบเบรกฉุกเฉิน (Adaptive brake light), ระบบรักษาความเร็ว (Cruise Control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC), ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Assist), ระบบแจ้งเตือนยานพาหนะขณะเปิดประตู (Exit Warning Function), ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Active Parking Assist), ระบบแจ้งเตือนระดับแรงดันลมยาง (Tyre pressure loss warning system) และระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST) The new A-Class รุ่น A 200 AMG Dynamic วางจำหน่ายในราคา 2,320,000 บาท มีสีตัวถังให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีขาว (Polar white), สีดำ (Cosmos black), สีเงิน (Iridium silver) และสีเทา (Mountain grey)
หากคุณกำลังมองหายานยนต์ที่ผสมผสานความหรูหรา สมรรถนะ และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในทุกตระกูลที่กล่าวมานี้ พร้อมมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับให้กับคุณ อย่ารอช้าที่จะเข้ามาสัมผัสและเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตแห่งยานยนต์ที่สมบูรณ์แบบนี้ ณ ผู้จำหน่าย เมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ
Previous Post

N0106022_เศรษฐ ผ าก นเป อนก บค ณหญ งสายอวด #ละครAI #หน งส นสะท อนส งคม #ดราม า_part2

Next Post

N0106023_ใครจะค ดว าล งคนน ป ดบ งต วเองเพ อให ล กได ด บได ด #หน งส นสะท อนส_part2

Next Post

N0106023_ใครจะค ดว าล งคนน ป ดบ งต วเองเพ อให ล กได ด บได ด #หน งส นสะท อนส_part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N2106017_ร กหมดอาย ep.1_part2
  • N2106018_ร กหมดอาย ep.2 มาแล วนะคร บ_part2
  • N2206002_ส ญญาอาฆาต ep.2_part2
  • N2206003_ส ญญาอาฆาต ep.3_part2
  • N2206005_ส ญญาอาฆาต_part2

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • June 2026
  • January 2026
  • December 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.