
Ferrari 12Cilindri: สุนทรียภาพแห่งเครื่องยนต์ V12 สู่ยุคใหม่ของการขับขี่
ในโลกที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง และยานยนต์ไฟฟ้ากำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ การได้สัมผัสกับสุดยอดยนตรกรรมที่ยังคงไว้ซึ่งจิตวิญญาณดั้งเดิมของเครื่องยนต์สันดาป ถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นรถยนต์จากแบรนด์ในตำนานอย่าง Ferrari สิบปีที่ผ่านมาในวงการยานยนต์สมรรถนะสูง ทำให้ผมได้เห็นวิวัฒนาการของรถสปอร์ตแกรนด์ทัวริ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แต่ Ferrari 12Cilindri (เฟอรารี่ โดดิชิ ชิลินดรี) รุ่นใหม่นี้ ได้นำพาเราย้อนกลับไปสู่รากเหง้าอันแข็งแกร่ง พร้อมก้าวไปสู่อนาคตอย่างสง่างาม
การกลับมาของตำนาน V12: แรงบันดาลใจจากอดีต สู่ความสำเร็จในปัจจุบัน
Ferrari 12Cilindri คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า เสน่ห์ของเครื่องยนต์ V12 ยังคงไม่เสื่อมคลาย การออกแบบของ 12Cilindri ได้รับแรงบันดาลใจอย่างลึกซึ้งจาก Ferrari 365 GTB4 ในตำนาน หรือที่รู้จักกันในนาม Ferrari Daytona ซึ่งเป็นรถสปอร์ตแกรนด์ทัวริ่งที่สร้างชื่อเสียงให้ Ferrari ในยุคทอง การนำเส้นสายอันสง่างามและสมส่วนของ Daytona มาตีความใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของ Ferrari ในการผสมผสานมรดกอันล้ำค่าเข้ากับนวัตกรรมยุคใหม่
ชื่อ “12Cilindri” ซึ่งแปลว่า “12 กระบอกสูบ” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลข แต่เป็นการประกาศก้องถึงหัวใจหลักของรถคันนี้ เครื่องยนต์ V12 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพละกำลังและความเร้าใจที่ไม่เคยจางหาย การตัดสินใจของ Ferrari ที่จะยังคงใช้เครื่องยนต์ V12 ในยุคที่รถยนต์ไฟฟ้ากำลังครองตลาด เป็นการส่งสารที่ทรงพลังถึงกลุ่มผู้หลงใหลในสมรรถนะที่แท้จริง ว่าความพิเศษของเครื่องยนต์ V12 ยังคงมีคุณค่าและเป็นที่ต้องการ
ในมุมมองของผมในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการนี้ การมาของ Ferrari 12Cilindri เป็นมากกว่าแค่การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ แต่เป็นการเฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่งเครื่องยนต์ V12 ที่ยังคงเต้นแรง และเป็นคำมั่นสัญญาว่าจะรักษาประเพณีอันดีงามของ Ferrari ไว้ ขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะรับมือกับความท้าทายของอนาคต
การออกแบบที่ผสานอดีตและปัจจุบัน: สุนทรียภาพเหนือกาลเวลา
สิ่งที่ทำให้ Ferrari 12Cilindri โดดเด่นตั้งแต่แรกเห็น คือภาษาการออกแบบที่ต่อยอดมาจากรุ่นก่อนหน้าอย่าง 812 Superfast แต่ได้รับการยกระดับให้มีความประณีตและสง่างามยิ่งขึ้น เส้นสายที่ลื่นไหล ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ และสัดส่วนที่ลงตัว ทำให้ 12Cilindri ดูเป็นรถสปอร์ตแกรนด์ทัวริ่งที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเดินทางไกล แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความปราดเปรียวพร้อมที่จะพุ่งทะยานไปบนทุกเส้นทาง
การออกแบบภายในก็เช่นกัน มีกลิ่นอายของ Ferrari Purosangue ด้วยคอนโซลหน้าที่แบ่งเป็นสไตล์ Dual-Cockpit ที่เน้นผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง พวงมาลัยที่อัดแน่นไปด้วยปุ่มควบคุมอัจฉริยะ จอแสดงผลดิจิทัลขนาดใหญ่สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ทำให้การควบคุมทุกอย่างเป็นไปอย่างสะดวกสบายและเข้าถึงง่าย การเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง และตัวเลือกในการตกแต่งที่หลากหลาย ทำให้ผู้ขับขี่สามารถปรับแต่งห้องโดยสารให้สะท้อนรสนิยมส่วนตัวได้อย่างแท้จริง
ขุมพลัง V12: พลังที่บริสุทธิ์ เร่งเร้าทุกประสาทสัมผัส
หัวใจของ Ferrari 12Cilindri คือเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตร ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ ให้กำลังสูงสุดถึง 830 แรงม้า ที่ 9,250 รอบต่อนาที และแรงบิด 678 นิวตันเมตร ที่ 7,250 รอบต่อนาที ตัวเลขเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความตื่นตาตื่นใจ แต่ยังสะท้อนถึงเทคโนโลยีขั้นสูงที่ Ferrari นำมาใช้ในการรีดสมรรถนะจากเครื่องยนต์ V12 ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ Redline ที่ 9,500 รอบต่อนาที คือสิ่งที่ผู้ที่รักเสียงคำรามของเครื่องยนต์ V12 โหยหา
การทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 8 จังหวะ (DCT) ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ช่วยส่งกำลังลงสู่ล้อหลังได้อย่างราบรื่นและฉับไว อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 2.9 วินาที และ 0-200 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน 7.9 วินาที คือสถิติที่น่าทึ่ง ยืนยันว่า Ferrari 12Cilindri ไม่ใช่แค่รถยนต์ที่ดูดี แต่คือเครื่องจักรแห่งสมรรถนะที่พร้อมจะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น
สิ่งที่ผมประทับใจเป็นพิเศษ คือความสามารถในการควบคุมรถภายใต้ขีดจำกัด ความเร็วสูงสุด 340 กิโลเมตร/ชั่วโมง แสดงให้เห็นถึงความมั่นคงและความแม่นยำในการบังคับควบคุม ระยะเบรกที่สั้นทั้งจากการหยุดรถที่ 100 กม./ชม. ใน 31.4 เมตร และ 200 กม./ชม. ใน 122 เมตร คือผลลัพธ์ของการทำงานร่วมกันของระบบเบรกสมรรถนะสูง และเทคโนโลยีต่างๆ ที่ Ferrari พัฒนาขึ้น
เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ: ความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่
นอกเหนือจากสมรรถนะอันน่าทึ่งแล้ว Ferrari 12Cilindri ยังมาพร้อมกับระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ทันสมัย การออกแบบที่เน้นการตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมอย่างรวดเร็ว เช่น ระบบเตือนขณะเข้าโค้งหรือเปลี่ยนเลน ABS Evo และระบบ Side Slip Control 8.0 ที่ช่วยประเมินสถานการณ์เมื่อยางเริ่มสูญเสียการยึดเกาะได้อย่างแม่นยำ คือสิ่งที่เพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ได้อย่างมาก
สำหรับผู้ที่ต้องการระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง Ferrari ยังมีตัวเลือกในการติดตั้ง ADAS (Advanced Driver-Assistance Systems) เพิ่มเติม ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่า Ferrari 12Cilindri ไม่เพียงแต่เป็นรถสปอร์ตที่เน้นสมรรถนะ แต่ยังคำนึงถึงความสะดวกสบายและความปลอดภัยของผู้ใช้งานในทุกมิติ
Ferrari SF90 Stradale และ SF90 Spider: การปฏิวัติขุมพลังไฮบริด
แม้ Ferrari 12Cilindri จะเป็นการเฉลิมฉลองเครื่องยนต์ V12 ในยุคปัจจุบัน แต่เราไม่สามารถมองข้ามความก้าวหน้าที่ Ferrari ได้ทำไว้กับรถยนต์ Plug-in Hybrid Electric Vehicle (PHEV) อย่าง SF90 Stradale และ SF90 Spider ที่เปิดตัวก่อนหน้านี้
SF90 Stradale คือรถยนต์ PHEV ซีรี่ส์แรกของ Ferrari ที่เผยโฉมในปี 2023 สร้างมาตรฐานใหม่ด้วยพละกำลังรวม 1,000 แรงม้า จากการผสมผสานเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบชาร์จ 780 แรงม้า เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว การพัฒนานี้ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นในด้านสมรรถนะ แต่ยังรวมถึงอัตราส่วนน้ำหนักต่อกำลังที่ยอดเยี่ยม และ Downforce ที่น่าประทับใจ
SF90 Spider ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นเปิดประทุน ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจให้กับเทคโนโลยี PHEV ของ Ferrari ด้วยการมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจภายใต้สายลม ความสามารถในการเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใน 2.5 วินาที คือหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของระบบไฮบริดที่ Ferrari นำมาใช้
นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยสมรรถนะ: จากสนามแข่งสู่ท้องถนน
สิ่งที่ทำให้ Ferrari SF90 Stradale และ SF90 Spider พิเศษยิ่งขึ้น คือนวัตกรรมที่ได้รับการจดสิทธิบัตรหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือระบบ Gurney Active ที่ด้านท้ายรถ ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้อัตโนมัติตามลักษณะการขับขี่ รวมถึงล้อฟอร์จที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่ง Formula 1 เพื่อเพิ่มการทรงตัว
การนำเทคโนโลยีจากสนามแข่งมาสู่รถยนต์ที่ใช้งานบนถนนทั่วไป ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับ Ferrari แต่ SF90 Stradale ได้ยกระดับมาตรฐานไปอีกขั้น ด้วยการรวมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเข้ากับระบบไฮบริดอย่างลงตัว ระบบ RAC-e (Regenerative, Active, Control, Electric) ที่ควบคุมมอเตอร์ไฟฟ้าสองตัวที่เพลาหน้าแบบอิสระ ทำให้การควบคุมแรงบิดเป็นไปอย่างแม่นยำ มอบความมั่นใจสูงสุดขณะเข้าโค้ง
การออกแบบที่ล้ำยุค: HMI และปรัชญา “Eyes on the Road”
การออกแบบภายในของ SF90 Stradale สะท้อนถึงปรัชญา “Eyes on the Road, Hands on the Wheel” ที่สืบทอดมาจากสนามแข่ง การจัดวางองค์ประกอบต่างๆ เน้นให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องละสายตาจากถนน หน้าจอแสดงผลดิจิทัลขนาด 16 นิ้ว แบบโค้งความคมชัดสูง ควบคู่ไปกับ Touchpad และปุ่มสัมผัสบนพวงมาลัย ช่วยให้การควบคุมระบบต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่น
คอนโซลกลางที่ได้รับการออกแบบใหม่ พร้อมองค์ประกอบที่นำมาจากอดีตอย่างชุดควบคุมเกียร์แบบ Grille-style คือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความคลาสสิกและเทคโนโลยีแห่งอนาคต การมาถึงของระบบ Keyless เต็มรูปแบบใน SF90 Stradale ยังเป็นการปูทางสู่การนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้กับรถรุ่นอื่นๆ ของ Ferrari ต่อไป
การปรับแต่งที่เหนือระดับ: รุ่น Assetto Fiorano
สำหรับผู้ที่ต้องการสมรรถนะที่เหนือกว่า Ferrari นำเสนอทางเลือกรุ่น “Assetto Fiorano” ซึ่งมาพร้อมกับการปรับปรุงหลายส่วน ตั้งแต่ช่วงล่างแบบ Multimatic ที่พัฒนามาจากรถแข่ง ไปจนถึงการใช้วัสดุน้ำหนักเบาอย่างคาร์บอนไฟเบอร์และไทเทเนียม เพื่อลดน้ำหนักลงอีก 30 กิโลกรัม
สปอยเลอร์ท้ายที่ให้ Downforce สูงขึ้น และยาง Michelin Pilot Sport Cup2 ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ คือสิ่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะให้ถึงขีดสุด รุ่น Assetto Fiorano จึงเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ในสนามแข่งในชีวิตประจำวัน
ระบบส่งกำลัง: การทำงานร่วมกันของหัวใจ V8 และมอเตอร์ไฟฟ้า
หัวใจหลักของ SF90 Stradale คือการทำงานร่วมกันอย่างลงตัวของเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบ และมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว พลังรวม 1,000 แรงม้า คือสิ่งที่ทำให้ SF90 Stradale กลายเป็นผู้นำในกลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูง
เครื่องยนต์ V8 ขนาด 3,990 ซีซี. ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากเครื่องยนต์ F154 ที่เคยได้รับรางวัล International Engine of the Year ถึง 4 ปีซ้อน ด้วยอัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักที่สูงถึง 195 แรงม้า/ลิตร และแรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตร ที่ 6,000 รอบต่อนาที การปรับปรุงวาล์วไอดี, ระบบไอดีและไอเสีย, ฝาสูบแบบใหม่ และหัวฉีดแรงดันสูง 350 บาร์ คือส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีที่ทำให้เครื่องยนต์ V8 รุ่นนี้ทรงพลังยิ่งขึ้น
เกียร์ 8 จังหวะ: ประสิทธิภาพและความประหยัดที่ลงตัว
เกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 8 จังหวะ ที่ได้รับการออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด มีอัตราทดที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงในขณะขับขี่ในเมืองและบนทางหลวง โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสมรรถนะ การใช้ระบบ Dry Sump และคลัตช์ขนาดกะทัดรัด ช่วยลดขนาดของชุดเกียร์ลง 20% และความสูงอีก 15 มม. ทำให้จุดศูนย์ถ่วงของรถต่ำลง
แม้จะมีเกียร์เพิ่มขึ้นเป็น 8 จังหวะ และรองรับแรงบิดสูงสุด 900 นิวตันเมตร แต่ชุดเกียร์กลับมีน้ำหนักเบาลง 7 กก. เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า คลัตช์แบบใหม่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 35% และสามารถตัด-ต่อการทำงานได้ในเวลาเพียง 200 มิลลิวินาที ซึ่งเร็วกว่าเกียร์ใน 488 Pista ถึง 100 มิลลิวินาที
มอเตอร์ไฟฟ้า: พลังขับเคลื่อนสู่ยุคใหม่
มอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ให้กำลังรวม 220 แรงม้า ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ประสิทธิภาพสูง ในโหมด eDrive รถสามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าได้ระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร ด้วยความเร็วสูงสุด 135 กม./ชม. ซึ่งเหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองหรือในสภาวะที่ต้องการความเงียบ
การทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าคู่หน้าที่เป็นอิสระต่อกัน ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบ Launch Control ทำให้ SF90 Stradale มีอัตราเร่งที่น่าทึ่งตั้งแต่การออกตัว
โหมดการขับขี่: ควบคุมพลังได้ดั่งใจ
SF90 Stradale มีโหมดการขับขี่ให้เลือกถึง 4 โหมด ผ่านสวิตช์ eManettino ที่ใช้งานง่าย:
eDrive: ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่หน้าเท่านั้น เหมาะสำหรับขับในเมือง หรือเมื่อต้องการความเงียบ
Hybrid: โหมดเริ่มต้นที่ระบบจะบริหารจัดการการใช้พลังงานให้เหมาะสมที่สุด โดยอัตโนมัติ
Performance: เครื่องยนต์ทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อชาร์จแบตเตอรี่และเตรียมพร้อมสำหรับสมรรถนะสูงสุด
Qualify: โหมดที่ปล่อยพลังงานสูงสุดจากมอเตอร์ไฟฟ้าทั้ง 3 ตัว (ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์) เพื่อสมรรถนะที่เหนือชั้น
พลศาสตร์ยานยนต์: การควบคุมที่แม่นยำและเร้าใจ
การพัฒนาระบบพลศาสตร์ยานยนต์เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ SF90 Stradale มอบประสบการณ์การขับขี่ที่น่าประทับใจ ระบบ eSSC (electronics Side Slip Control) ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ ช่วยบริหารจัดการแรงบิดไปยังล้อทั้งสี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งระบบ Electric Traction Control (eTC), Brake-by-wire control with ABS/EBD, และ Torque Vectoring ที่เพลาหน้า
การทำงานร่วมกันของระบบเหล่านี้ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นใจแม้ในสภาวะการขับขี่ที่ท้าทายที่สุด ทั้งการเร่งความเร็ว การเบรก และการเข้าโค้ง
ตัวถังแชสซีส์: นวัตกรรมเพื่อสมรรถนะสูงสุด
แชสซีส์ของ SF90 Stradale ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด โดยใช้วัสดุและเทคโนโลยีที่หลากหลาย เพื่อรองรับขุมพลังไฮบริดและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ โครงสร้างแบบกลวง และการใช้คาร์บอนไฟเบอร์ในผนังกั้นห้องโดยสารกับห้องเครื่องยนต์ ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งและลดน้ำหนัก
ผลลัพธ์ที่ได้คือแชสซีส์ที่ทนต่อการบิดงอเพิ่มขึ้น 20% และแข็งแกร่งขึ้น 40% เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มรุ่นเก่า พร้อมการปรับปรุงการลดเสียงรบกวนและแรงสั่นสะเทือนด้วยการใช้อัลลอยชนิดพิเศษ “อลูมิเนียมไร้เสียง”
อากาศพลศาสตร์: การไหลเวียนอากาศที่เหนือชั้น
ความท้าทายในการออกแบบอากาศพลศาสตร์ของ SF90 Stradale คือการสร้าง Downforce และประสิทธิภาพในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ในขณะเดียวกันก็ต้องมั่นใจว่าระบบพลังงานทั้งหมดจะทำงานได้อย่างเต็มที่ การทำงานร่วมกันระหว่างแผนกอากาศพลศาสตร์และทีมออกแบบ ทำให้ SF90 Stradale สามารถสร้าง Downforce ได้ถึง 390 กิโลกรัม ที่ความเร็ว 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง
นวัตกรรมที่โดดเด่นคือสปอยเลอร์แบบ Shut-off Gurney ที่ด้านท้ายรถ ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนการทำงานได้อัตโนมัติตามสภาวะการขับขี่ เพื่อควบคุมการไหลของอากาศ ลดแรงต้าน และเพิ่ม Downforce
การออกแบบภายนอก: สุนทรียภาพแห่งอนาคต
การออกแบบภายนอกของ SF90 Stradale ได้รับการตีความใหม่ให้มีความล้ำสมัยและสง่างาม เส้นสายที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง พร้อมการจัดวางห้องโดยสารที่เยื้องมาด้านหน้า และโอเวอร์แฮงก์ที่สั้นลง สะท้อนถึงการเป็นรถยนต์เครื่องวางกลางลำที่สมบูรณ์แบบ
ไฟหน้าแบบช่องเรียวยาวบางเฉียบ พร้อมช่องดักอากาศทรงตัว C สำหรับระบายความร้อนเบรก ช่วยเพิ่มความดุดันและดึงดูดสายตา เทคโนโลยี Matrix LED พร้อมการทำงานแบบแอคทีฟ ยังช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในทุกสภาพการขับขี่
สรุป: Ferrari 12Cilindri และ SF90 Stradale/Spider – บทพิสูจน์ความยิ่งใหญ่ของ Ferrari
Ferrari 12Cilindri คือการกลับมาของจิตวิญญาณเครื่องยนต์ V12 อันทรงพลัง ผสมผสานกับความสง่างามเหนือกาลเวลา มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจและไม่เหมือนใคร ในขณะที่ SF90 Stradale และ SF90 Spider ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของ Ferrari ในยุคไฮบริด
ทั้งสองรุ่นนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า Ferrari ไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ยังคงพัฒนาและสร้างสรรค์ยนตรกรรมที่เหนือจินตนาการอยู่เสมอ สำหรับผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะขั้นสูงสุด สุนทรียภาพแห่งการออกแบบ และนวัตกรรมที่ล้ำสมัย การสัมผัสกับรถยนต์เหล่านี้ คือที่สุดแห่งความฝันที่เป็นจริง
หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะอันเร้าใจ และสุนทรียภาพแห่งยนตรกรรมชั้นสูง ถึงเวลาแล้วที่คุณจะเข้ามาสัมผัสประสบการณ์อันน่าทึ่งเหล่านี้ด้วยตัวคุณเอง เพื่อค้นหา Ferrari ที่จะเติมเต็มความฝันของคุณให้เป็นจริง