![N0811302_อยากได เม ยคนอ น ก ต องจ ายให ไหว[ตอน1] #หน งส น #หน งส นต องมนต ฟ ล_part2 | Đọc Báo Online16](https://newsthailan.tfvp.org/wp-content/uploads/2026/11/fb_natural_20261106_074857.jpg)
เบนท์ลีย์: ยกระดับยนตรกรรมหรู สู่ยุคแห่งขุมพลังหมุนเวียนและความยั่งยืน
ในโลกยานยนต์ที่หมุนไปอย่างไม่หยุดยั้ง แบรนด์ผู้ดีอย่างเบนท์ลีย์ (Bentley) มิได้หยุดนิ่งอยู่กับความสำเร็จในอดีต หากแต่กำลังก้าวข้ามขีดจำกัด สู่ยุคใหม่แห่งนวัตกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านขุมพลังที่ขับเคลื่อนด้วยความยั่งยืน การปรากฏตัวของ The Continental GT3 Pikes Peak ไม่ใช่เพียงแค่รถแข่งที่ออกแบบมาเพื่อพิชิตตำนานการแข่งขัน Pikes Peak International Hill Climb แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเบนท์ลีย์ในการนำเสนอเทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่รองรับ เชื้อเพลิงพลังงานหมุนเวียน และ เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels) อย่างแท้จริง
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมยานยนต์มากว่า 10 ปี ผมมองเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่ในแง่ของสมรรถนะอันเป็นเอกลักษณ์ของเบนท์ลีย์ แต่ยังรวมถึงวิสัยทัศน์ที่ตอบรับต่อเทรนด์ รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles) และ พลังงานทางเลือก (Alternative Fuels) ที่กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญต่ออนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก การพัฒนานวัตกรรมเครื่องยนต์ใหม่ที่สามารถทำงานร่วมกับ เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels) ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญยิ่ง ของแผนงานด้านความยั่งยืนของเบนท์ลีย์ หรือที่เรียกว่า “Beyond100” ซึ่งมีเป้าหมายที่จะทำให้เบนท์ลีย์เป็นผู้ผลิตรถยนต์หรูที่ยั่งยืนที่สุดในโลก
The Continental GT3 Pikes Peak: พยานแห่งขุมพลังแห่งอนาคต
โครงการ The Continental GT3 Pikes Peak นี้ เป็นผลลัพธ์ของการทำงานร่วมกันระหว่างเบนท์ลีย์, กลุ่มลูกค้าผู้ชื่นชอบรถแข่งในนาม “Fastr” ซึ่งมีประสบการณ์และความสำเร็จในการแข่งขัน Time Attack มาแล้วทั่วประเทศอังกฤษ, ผู้เชี่ยวชาญจาก M-Sport และการสนับสนุนจากทีม K-PAX Racing เป้าหมายคือการคว้าชัยชนะในการแข่งขัน Pikes Peak International Hill Climb ซึ่งเป็นการแข่งขันรถขึ้นเขาที่ท้าทายที่สุดในโลก โดยมีเส้นทางยาวกว่า 12.42 ไมล์ (ประมาณ 20 กิโลเมตร) ผ่าน 156 โค้ง ที่ต้องไต่ระดับความสูงกว่า 5,000 ฟุต (ประมาณ 1,524 เมตร) ซึ่งต้องการทั้งสมรรถนะ ความทนทาน และการออกแบบที่ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่แปรปรวน
สิ่งที่ทำให้ The Continental GT3 Pikes Peak พิเศษยิ่งกว่ารถแข่งอื่นๆ คือการใช้เครื่องยนต์ V8 Turbo ขนาด 4.0 ลิตร ที่ได้รับการปรับแต่งให้สามารถรองรับ เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel-based Gasoline) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ผลิตจากธรรมชาติ การใช้เชื้อเพลิงประเภทนี้ไม่เพียงแต่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ได้สูงถึง 85% เมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil Fuel) แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเบนท์ลีย์ในการผลักดัน เชื้อเพลิงสังเคราะห์ (e-Fuels) และ พลังงานหมุนเวียน ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ อุตสาหกรรมยานยนต์หรู (Luxury Automotive Industry)
ความท้าทายแห่ง “The Race to the Clouds” และการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์
การแข่งขัน Pikes Peak ขึ้นชื่อว่าเป็น “The Race to the Clouds” เนื่องจากต้องไต่ระดับความสูงจาก 9,300 ฟุต ไปจนถึง 14,100 ฟุต เหนือระดับน้ำทะเล ณ ความสูงดังกล่าว ความหนาแน่นของอากาศจะลดลงเหลือเพียง 1 ใน 3 ของระดับน้ำทะเล ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของเครื่องยนต์และการทำงานของระบบต่างๆ หัวใจสำคัญของการพัฒนารถแข่งคันนี้จึงอยู่ที่การออกแบบชิ้นส่วนตัวถังเพื่อสร้าง อากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
The Continental GT3 Pikes Peak ได้รับการติดตั้งสปอยเลอร์หลังขนาดใหญ่ ที่ทำงานประสานกับดิฟฟิวเซอร์หลังและอุปกรณ์แอโรไดนามิกบริเวณด้านหน้าและด้านข้าง เพื่อสร้างแรงกด (Downforce) และการไหลเวียนอากาศที่เหมาะสมที่สุด การออกแบบเช่นนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มเสถียรภาพและความคล่องตัวในการควบคุมรถบนทางโค้งที่อันตราย แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดของการพัฒนา รถแข่ง Formula 1 และ รถยนต์สมรรถนะสูง (High-Performance Cars) ที่สามารถปรับใช้เทคโนโลยีจากสนามแข่งสู่ถนนจริงได้
เทคโนโลยีจากสนามแข่งสู่การยกระดับยนตรกรรมหรูบนถนน
แม้ว่า The Continental GT3 Pikes Peak จะเน้นไปที่สมรรถนะในสนามแข่ง แต่เทคโนโลยีและแนวคิดเบื้องหลังการพัฒนาก็สามารถมองเห็นได้ในการผลิตรถยนต์รุ่นอื่นๆ ของเบนท์ลีย์ เช่นเดียวกับ Continental GT Speed Convertible ที่เคยเปิดตัวในไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปรัชญาของแบรนด์ในการผสมผสาน ความหรูหรา (Luxury) และ สมรรถนะ (Performance) ได้อย่างลงตัว
Continental GT Speed Convertible มาพร้อมกับกระจังหน้าแบบเมทริกซ์, ช่องดักอากาศสีเข้ม, ล้ออัลลอยด์ขนาด 21 นิ้ว ลาย Speed alloy wheels และสปอยเลอร์หลังที่ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ภายในห้องโดยสารนั้นยกระดับด้วยระบบ Infotainment ที่ได้รับการอัปเกรดซอฟต์แวร์ล่าสุด, หน้าจอแสดงผลแบบสามมิติ, ระบบนำทางด้วยภาพจากดาวเทียม, ระบบข้อมูลการจราจร และหน่วยความจำภายในตัวรถที่รองรับการจัดเก็บเพลงต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีชุดเครื่องเสียง Naim อันเลื่องชื่อ ที่มอบประสบการณ์เสียงอันเป็นเอกลักษณ์ผ่านลำโพงแบบ Balanced Mode Radiator (BMR) ซึ่งผสานการทำงานของลำโพงเสียงแหลมและเสียงกลางไว้ในตัวเดียว
ในส่วนของสมรรถนะ Continental GT Speed Convertible ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ W12 ขนาด 6.0 ลิตร Twin-Turbocharged ให้กำลังสูงสุด 616 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายใน 4.4 วินาที และมีความเร็วสูงสุดถึง 325 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สิ่งที่น่าสนใจคือเบนท์ลีย์ได้พัฒนาเครื่องยนต์บล็อกนี้ให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นถึง 15% ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำแนวคิด Efficiency มาปรับใช้ใน รถยนต์ซูเปอร์คาร์ (Supercars) และ รถยนต์สปอร์ตหรู (Luxury Sports Cars)
ระบบช่วงล่างก็ได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับสมรรถนะ โดยใช้ระบบปีกนกคู่ด้านหน้าและ Multi-link ด้านหลัง พร้อมระบบ Self-levelling ที่ลดระดับลง 10 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับรุ่นปกติ และติดตั้ง Anti-roll bars เพื่อเพิ่มความมั่นคงในการเข้าโค้ง ควบคู่ไปกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่กระจายน้ำหนักหน้า/หลัง อย่างมีประสิทธิภาพ
Bentley Flying Spur: นิยามใหม่ของซาลูนหรูที่มาพร้อมเทคโนโลยีและสมรรถนะ
นอกเหนือจากรถสปอร์ตแล้ว เบนท์ลีย์ยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาด รถยนต์ซีดานหรู (Luxury Sedans) ด้วยการเปิดตัว Bentley Flying Spur ใหม่ ซึ่งได้รับการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงชิ้นส่วนใหม่กว่า 600 ชิ้น เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ ห้องโดยสารภายในเปรียบเสมือนห้องนั่งเล่นส่วนตัวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ตั้งแต่หน้าจอ Infotainment แบบสัมผัสที่เชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้อย่างไร้รอยต่อ, ระบบ Wi-Fi hotspot, ไปจนถึงระบบความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารเบาะหลัง Rear Seat Entertainment suite พร้อมรีโมทควบคุมแบบ Touch Screen Remote (TSR) ทุกรายละเอียดล้วนสะท้อนถึง งานฝีมือชั้นเลิศ (Craftsmanship) และ การออกแบบร่วมสมัย (Contemporary Design)
ภายใต้รูปลักษณ์อันสง่างาม Bentley Flying Spur ใหม่ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ W12 ขนาด 6.0 ลิตร Twin-turbocharged ที่ให้พละกำลังสูงสุด 616 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตร ทำให้เป็น รถยนต์ 4 ประตูที่เร็วที่สุดของเบนท์ลีย์ ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 4.3 วินาที และมีความเร็วสูงสุดถึง 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องยนต์ W12 นี้ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพในการจัดการแรงบิด, การควบคุม Turbocharger, ความสามารถในการขับเคลื่อน และที่สำคัญที่สุดคือ การลดมลพิษ (Emission Reduction) ที่ดีเยี่ยม
ระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด จาก ZF ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นไปอย่างรวดเร็วภายใน 200 มิลลิวินาที ซึ่งไม่เพียงแต่รองรับแรงบิดมหาศาลของเครื่องยนต์ W12 แต่ยังช่วยส่งมอบพละกำลังไปยังล้อได้อย่างราบรื่นและแม่นยำ อีกทั้งอัตราทดเกียร์ที่เหมาะสมยังส่งผลต่อ ประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน (Fuel Efficiency) และลดการปล่อยมลพิษลงได้ถึง 13% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดยมีอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 14.7 ลิตร/100 กิโลเมตร และอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 343 กรัม/กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจอย่างยิ่งสำหรับเครื่องยนต์ขนาด 12 สูบ
เบนท์ลีย์ แบงค็อก: ศูนย์กลางประสบการณ์เหนือระดับใจกลางเมือง
การลงทุนในการปรับปรุงแฟล็กชิปโชว์รูมใหม่ ที่ CTI Tower ของ Bentley Bangkok โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการเป็นผู้นำตลาด รถยนต์หรูระดับ High-End ที่มีมูลค่ากว่า 20 ล้านบาทขึ้นไป ในไทย ด้วยเป้าหมายส่วนแบ่งตลาดที่ 20%
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเบนท์ลีย์ในปี 2561 ที่เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2560 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความต้องการของตลาดในประเทศไทย การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรอย่างต่อเนื่องนี้ ไม่ใช่แค่การขายรถยนต์ แต่คือการมอบ ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) และ ประสบการณ์ (Experience) ที่เหนือระดับให้กับลูกค้าที่ชื่นชอบแบรนด์เบนท์ลีย์
โชว์รูมแห่งใหม่นี้ได้รับการออกแบบให้มีความร่วมสมัย สะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 100 ปี ของเบนท์ลีย์ ผสมผสานกับความหรูหราและทันสมัย มีพื้นที่พิเศษที่เป็นส่วนตัว เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกสีตัวถัง, วัสดุตกแต่ง และสีหนังแท้ ได้ตามความต้องการ สะท้อนถึงแนวคิด Personalization ที่เป็นหัวใจสำคัญของ รถยนต์สั่งทำพิเศษ (Bespoke Cars)
อนาคตแห่งความยั่งยืนและการขับเคลื่อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในโอกาสครบรอบ 100 ปีของเบนท์ลีย์ การเฉลิมฉลองไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในระดับโลก แต่ยังขยายมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประเทศไทยก็เป็นส่วนสำคัญของการเฉลิมฉลองนี้ การจัดกิจกรรมที่สถานทูตอังกฤษ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของเบนท์ลีย์ตั้งแต่ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต รวมถึงการขยายตลาดไปยังจังหวัดภูเก็ต การเปิดตัวรุ่น Continental GT Convertible เป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะเข้าถึงลูกค้าในภูมิภาคต่างๆ มากยิ่งขึ้น
เบนท์ลีย์ตระหนักดีว่าตลาด รถยนต์หรูในกรุงเทพฯ (Luxury Cars Bangkok) และเมืองใหญ่ทั่วโลก กำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ความยั่งยืนมากขึ้น การพัฒนา เทคโนโลยีแบตเตอรี่ (Battery Technology) และ ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า (Electric Powertrain) สำหรับ รถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม (Premium Electric Vehicles) จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความเป็นผู้นำในอนาคต
ก้าวต่อไปสำหรับผู้หลงใหลในเบนท์ลีย์
ด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนสู่ยุคแห่งความยั่งยืน ผสานกับมรดกแห่งความหรูหราและสมรรถนะที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เบนท์ลีย์กำลังพาเราไปสู่อนาคตที่น่าตื่นเต้นของ ยนตรกรรมระดับโลก (Global Automotive)
หากท่านคือหนึ่งในผู้ที่หลงใหลในจิตวิญญาณของเบนท์ลีย์ ต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าความคาดหมาย และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสู่อนาคตที่ยั่งยืน ติดต่อ Bentley Bangkok โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด เพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรุ่นรถยนต์ล่าสุด, การทดลองขับ, หรือสอบถามเกี่ยวกับแพ็กเกจบริการหลังการขายสุดพิเศษ ที่จะทำให้การครอบครองเบนท์ลีย์ของท่าน สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ.