
Mercedes-Benz EQB: SUV ไฟฟ้า 7 ที่นั่ง กับนิยามใหม่แห่งการเดินทางสู่ความยั่งยืน
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมรถยนต์อย่างไม่หยุดนิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อไม่นานมานี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยการเปิดตัว Mercedes-Benz EQB หรือ เมอร์เซเดส-เบนซ์ อีคิวบี อย่างเป็นทางการในระดับโลก ณ งาน Auto Shanghai 2021 ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของแบรนด์ระดับตำนานจากเยอรมนี
Mercedes-Benz EQB ไม่ใช่แค่รถยนต์ไฟฟ้า 7 ที่นั่งคันแรกของแบรนด์ แต่เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย เข้ากับความอเนกประสงค์และดีไซน์ที่สะท้อนถึงปรัชญา “Electric Luxury” ของ Mercedes-EQ ได้อย่างลงตัว สำหรับผู้ที่กำลังมองหารถครอบครัวที่เปี่ยมด้วยสมรรถนะ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยังคงความหรูหรา Mercedes-Benz EQB คือคำตอบที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
การพัฒนาที่ต่อยอดจากความสำเร็จ: จาก GLB สู่ EQB
การถือกำเนิดของ Mercedes-Benz EQB นั้น มีรากฐานมาจากการต่อยอดความสำเร็จของ Mercedes-Benz GLB-Class ซึ่งเป็น SUV ขนาดกะทัดรัดที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ด้วยการนำแพลตฟอร์มที่ได้รับการยอมรับ มาผสานกับเทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าล้วน ทำให้ EQB สามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า ทั้งในด้านสมรรถนะ ความเงียบ และการตอบสนองที่ฉับไว
สิ่งที่ทำให้ Mercedes-Benz EQB แตกต่างและโดดเด่นจากรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กในตระกูล EQ อย่าง EQA คือการออกแบบห้องโดยสารที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 7 ที่นั่ง วางจำหน่ายเป็นออปชั่นเสริมสำหรับตลาดยุโรป ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญสำหรับครอบครัวขนาดใหญ่ หรือผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการใช้งาน แม้เบาะนั่งแถวที่สามอาจไม่ได้กว้างขวางเท่ารถ SUV ขนาดฟูลไซส์ แต่ Mercedes-Benz ระบุว่าสามารถรองรับผู้โดยสารที่มีความสูงถึง 165 เซนติเมตรได้ ซึ่งถือว่าเพียงพอสำหรับการเดินทางระยะสั้นถึงปานกลาง นอกจากนี้ ยังสามารถติดตั้งเบาะนั่งเสริมสำหรับเด็กเล็กได้อีกด้วย
ขุมพลังไฟฟ้าที่ทรงพลังและหลากหลาย: ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน
สำหรับตลาดจีน Mercedes-Benz EQB เปิดตัวด้วยรุ่น AMG Line ซึ่งมาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุดถึง 288 แรงม้า (HP) ซึ่งเพียงพอต่อการตอบสนองทุกการขับขี่ ตั้งแต่การใช้งานในเมืองไปจนถึงการเดินทางไกล ขณะที่เวอร์ชันสำหรับตลาดยุโรปนั้น มีการระบุว่าจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้งในปี 2021 โดยจะมาพร้อมกับขุมพลังที่หลากหลายให้เลือกสรร เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกัน
ลูกค้าสามารถเลือกระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4MATIC อันเลื่องชื่อของ Mercedes-Benz เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนและความมั่นใจในการขับขี่ทุกสภาพอากาศ แบตเตอรี่มาตรฐานที่ติดตั้งมาให้มีขนาด 66.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งให้ระยะทางวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จหนึ่งครั้งที่ 419 กิโลเมตร ตามมาตรฐานการทดสอบ WLTP สำหรับรุ่น EQB 350 4MATIC นอกจากนี้ ในอนาคตอันใกล้ จะมีการเปิดตัวรุ่น Long Range ซึ่งจะมอบระยะทางวิ่งที่ไกลยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานที่เดินทางบ่อย หรือต้องการความอุ่นใจสูงสุดในการขับขี่
ดีไซน์ภายนอก: เอกลักษณ์แห่งตระกูล EQ ที่ผสานความสปอร์ตและความหรูหรา
การออกแบบภายนอกของ Mercedes-Benz EQB สะท้อนให้เห็นถึงดีไซน์ภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์ตระกูล EQ ได้อย่างชัดเจน แผงกระจังหน้าสีดำ Black Panel ขนาดใหญ่ที่ผสานรวมกับโลโก้ Mercedes-Benz ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ กลายเป็นจุดเด่นที่มองเห็นได้แต่ไกล ไฟหน้าแบบ LED High Performance ที่ผสานกับแถบไฟ Daytime Running Light ช่วยเสริมความโฉบเฉี่ยวและทันสมัย
การเชื่อมต่อไฟหน้าและไฟท้ายด้วยแถบแสงสว่างตลอดความกว้างของตัวรถ เป็นอีกหนึ่งดีไซน์ที่พบได้ในรถยนต์ตระกูล EQ ช่วยเสริมมิติความกว้างและความพรีเมียมให้กับตัวรถ การเลือกตกแต่งด้วยล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ในโทนสี Rose Gold ซึ่งเป็นสีอันเป็นเอกลักษณ์ของตระกูล EQ ช่วยเพิ่มความโดดเด่นและบ่งบอกถึงตัวตนที่แตกต่างให้กับ Mercedes-Benz EQB ได้เป็นอย่างดี
ภายในห้องโดยสาร: ความสะดวกสบาย เทคโนโลยี และความหรูหราแบบฉบับเมอร์เซเดส-เบนซ์
เมื่อก้าวเข้ามาภายในห้องโดยสารของ Mercedes-Benz EQB คุณจะสัมผัสได้ถึงความใส่ใจในรายละเอียด และการผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับความหรูหราได้อย่างลงตัว หน้าจอแสดงผลแบบ Widescreen Cockpit ขนาดใหญ่ที่รวมการแสดงผลข้อมูลการขับขี่และระบบอินโฟเทนเมนท์ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) เข้าไว้ด้วยกัน มอบประสบการณ์การใช้งานที่สะดวกสบายและทันสมัย
การตกแต่งภายในด้วยอุปกรณ์สี Rose Gold ในบริเวณเบาะนั่ง กรอบช่องแอร์ และลูกกุญแจ ช่วยเสริมความรู้สึกพรีเมียมและเชื่อมโยงกับดีไซน์ภายนอกได้อย่างมีเอกลักษณ์ ระบบนำทาง Navigation with Electric Intelligence เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าประทับใจ โดยระบบนี้ไม่เพียงแต่จะนำทางไปยังจุดหมายปลายทางเท่านั้น แต่ยังคำนวณเส้นทางที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงจุดแวะชาร์จไฟฟ้าให้เพียงพอต่อการเดินทางอีกด้วย นอกจากนี้ ระบบยังสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางได้แบบเรียลไทม์ ตามสภาพการจราจรและพฤติกรรมการขับขี่ของผู้ใช้งาน เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่ราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด
เทคโนโลยีการชาร์จที่เหนือกว่า: รวดเร็ว สะดวกสบาย
Mercedes-Benz EQB มาพร้อมกับระบบชาร์จไฟ AC ขนาด 11 กิโลวัตต์ เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ซึ่งให้ความสะดวกสบายในการชาร์จที่บ้าน หรือสถานีชาร์จสาธารณะทั่วไป แต่ที่น่าประทับใจยิ่งกว่าคือ ความสามารถในการรองรับระบบชาร์จด่วนแบบ DC ด้วยกำลังไฟสูงสุดถึง 100 กิโลวัตต์ ซึ่งสามารถชาร์จแบตเตอรี่จากระดับ 10% ถึง 80% ได้ภายในเวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น! ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในการลดข้อจำกัดเรื่องเวลาในการชาร์จ ซึ่งเป็นหนึ่งในความกังวลหลักของผู้ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า
การเข้าสู่ตลาด: กลยุทธ์ที่ชาญฉลาด
Mercedes-Benz EQB ได้เริ่มวางจำหน่ายในประเทศจีนและยุโรปภายในปี 2021 นี้ ซึ่งเป็นตลาดสำคัญสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า การเลือกเปิดตัวในงาน Auto Shanghai 2021 เป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในการบุกตลาดเอเชีย และเน้นย้ำถึงความสำคัญของตลาดจีนในฐานะตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก การประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC: อวดศักยภาพ SUV ขนาดคอมแพ็คที่เร้าใจ
นอกเหนือจากความล้ำสมัยของรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงไม่ทิ้งรถยนต์สมรรถนะสูงในกลุ่มเครื่องยนต์สันดาปภายใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเปิดตัว Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน SUV ขนาดคอมแพ็คที่มีความเร้าใจที่สุดในตลาด รถยนต์รุ่นนี้ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจาก GLA รุ่นปกติ โดยเน้นการยกระดับสมรรถนะและดีไซน์ให้มีความสปอร์ตดุดันยิ่งขึ้น
Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบ AMG-specific radiator grill พร้อมตราสัญลักษณ์ Mercedes-Benz ขนาดใหญ่ตรงกลาง ดีไซน์ภายนอกถูกเสริมด้วยชุดแต่ง AMG body styling รอบคัน พร้อมราวหลังคาที่เพิ่มความอเนกประสงค์ ไฟหน้า LED High Performance พร้อมไฟ Daytime Running Light รูปทรงโฉบเฉี่ยว การออกแบบเส้นสายที่เฉียบคม ผสมผสานกับชุดแต่ง Crossover ทำให้ตัวรถดูทรงพลังและเร้าอารมณ์
ล้ออัลลอยขนาดใหญ่ 19 นิ้ว ลาย AMG 5 Twin-spoke พร้อมยาง 235/50R19 ช่วยเสริมภาพลักษณ์สปอร์ต ท้ายรถตกแต่งด้วย AMG Spoiler-lip และลิ้นสปอยเลอร์ พร้อมปลายท่อไอเสียโครเมียม 2 ท่อ สะท้อนถึงสมรรถนะอันทรงพลังที่ซ่อนอยู่ภายใน
ภายในห้องโดยสาร ตกแต่งในสไตล์ AMG Interior ที่มอบความเร้าใจในการขับขี่ได้อย่างไร้ที่ติ พวงมาลัยสปอร์ตแบบ 3 ก้านท้ายตัด หุ้มหนัง Nappa พร้อมปุ่มควบคุม Touch Control ช่วยให้การควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ทำได้อย่างง่ายดาย เบาะนั่ง AMG Sport seat ออกแบบมาเพื่อมอบความกระชับและความรู้สึกเหมือนนักแข่ง พร้อมการตัดเย็บด้วยด้ายสีแดง และเข็มขัดนิรภัยสีแดงตลอดทั้งคัน เพื่อเน้นย้ำถึงบุคลิกสปอร์ตของรถ
เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ ระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) พร้อมหน้าจอสัมผัส และหน้าจอเรือนไมล์แบบ All Digital instrument display ขนาด 10.25 นิ้ว มอบข้อมูลการขับขี่ที่ครบถ้วนและทันสมัย ระบบ ‘Mercedes me connect’ เพิ่มความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อและการใช้งานต่างๆ
ขุมพลัง AMG 2.0 ลิตร: พลังดิบที่ปลุกเร้าทุกการขับขี่
หัวใจหลักของ Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC คือเครื่องยนต์ AMG ขนาด 2.0 ลิตร แบบเทอร์โบชาร์จ 4 สูบ รหัส M260 ที่ยกมาจาก Mercedes-AMG CLA 35 4MATIC ให้พละกำลังสูงสุดถึง 306 แรงม้า (HP) ที่ 5,800 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ที่ 3,000-4,000 รอบต่อนาที ส่งผลให้รถยนต์คันนี้สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 5.1 วินาที!
เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด AMG SPEEDSHIFT DCT 8G ถูกปรับแต่งมาเพื่อตอบสนองการเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วและเฉียบคม เสริมด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC ที่สามารถกระจายแรงขับเคลื่อนระหว่างเพลาหน้าและหลังแบบ 50:50 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะขณะเข้าโค้ง และรีดสมรรถนะสูงสุดเมื่อออกตัว
ระบบช่วงล่าง AMG RIDE Control Sport Suspension และระบบเบรกสมรรถนะสูง AMG high-performance brake system ช่วยให้ผู้ขับขี่มั่นใจในทุกสถานการณ์การขับขี่ ดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อน คาลิปเปอร์เบรกสีเทาพร้อมสัญลักษณ์ AMG ยิ่งตอกย้ำถึงความเหนือชั้นของรุ่นนี้ Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC ประกอบในประเทศไทย และมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 3,190,000 บาท
Mercedes-Benz S-Class W223: ความหรูหราเหนือกาลเวลา พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย
ในอีกระดับของความหรูหราและความเป็นผู้นำ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้เปิดตัว The new Mercedes-Benz S-Class W223 รุ่นประกอบในประเทศ พร้อมจำหน่ายในราคาเริ่มต้น 6.69 ล้านบาท โดยมีสองรุ่นย่อยให้เลือกคือ S 350 d Exclusive ราคา 6.69 ล้านบาท และ S 350 d AMG Premium ราคา 7.19 ล้านบาท
The new S-Class W223 คือนิยามใหม่ของยานยนต์ระดับ Luxury Sedan ที่ผสมผสานความสง่างามเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัยได้อย่างลงตัว ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบเรียง ขนาด 3.0 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 286 แรงม้า ที่ 3,400-4,600 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 600 นิวตัน-เมตร ที่ 1,200-3,200 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 6.4 วินาที
สิ่งที่ทำให้ Mercedes-Benz S-Class มีความพิเศษยิ่งขึ้น คือระบบการเชื่อมต่อบนรถยนต์ผ่านอินเทอร์เน็ตไร้สาย 4G LTE ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์เฉพาะสำหรับรถที่ซื้อจากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของเมอร์เซเดส-เบนซ์เท่านั้น การส่งมอบรถรุ่นนี้เริ่มในช่วงเดือนสิงหาคม 2564
เมอร์เซเดส-เบนซ์: เดินหน้าสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้าและนวัตกรรม
จากปรากฏการณ์การเปิดตัว Mercedes-Benz EQB ที่เป็น SUV ไฟฟ้า 7 ที่นั่ง และการนำเสนอรถยนต์สมรรถนะสูงอย่าง Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC รวมถึงการยกระดับความหรูหราด้วย Mercedes-Benz S-Class W223 แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งและครอบคลุมของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าในทุกเซกเมนต์
นายโรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในปี 2564 ว่ายังคงเป็นปีแห่งการเดินทางบนเส้นทางแห่งความพิเศษ ความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และนวัตกรรม เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้รถยนต์ในประเทศไทย
ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้นำเสนอไฮไลท์ที่น่าสนใจถึง 5 รุ่น ได้แก่:
Mercedes-Benz E 200 Coupe AMG Dynamic: ยนตรกรรมสปอร์ตคูเป้ที่ผสมผสานความสปอร์ตและความหรูหรา มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1,991 ซีซี เทอร์โบ ให้กำลัง 197 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.6 วินาที ราคา 4,550,000 บาท
Mercedes-Benz E 200 Cabriolet AMG Dynamic: สปอร์ตเปิดประทุนสุดหรูหรา มาพร้อมขุมพลังเดียวกันกับรุ่น Coupe ให้กำลัง 197 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.9 วินาที ราคา 5,140,000 บาท
Mercedes-Benz The new E-Class: นำเสนอ 2 ทางเลือกขุมพลัง คือ ปลั๊กอินไฮบริด เจเนอเรชันที่ 3 กำลังสูงสุด 211 แรงม้า (อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.7 วินาที) และเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 1,950 ซีซี EURO 6 กำลัง 194 แรงม้า (อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.3 วินาที) มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย ได้แก่ E 300 e Avantgarde (3,190,000 บาท), E 220 d AMG Sport (3,540,000 บาท), และ E 300 e AMG Dynamic (3,770,000 บาท)
Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC: SUV ขนาดคอมแพ็คสายพันธุ์แรง กำลังสูงสุด 306 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.1 วินาที ราคา 3,190,000 บาท
Mercedes-Benz GLE 350 de 4MATIC Exclusive: SUV ปลั๊กอินไฮบริดดีเซลรุ่นแรกในไทย ผสานเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 1,950 ซีซี กับมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังรวมสูงสุด 320 แรงม้า ราคา 4,699,000 บาท
การนำเสนอรถยนต์ที่หลากหลายนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภคชาวไทย ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย การออกแบบที่โดดเด่น และสมรรถนะที่เหนือชั้น
เมอร์เซเดส-เบนซ์กำลังก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ เพื่อสร้างอนาคตแห่งการเดินทางที่ยั่งยืน หรูหรา และเต็มเปี่ยมไปด้วยสมรรถนะ หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่จะยกระดับการใช้ชีวิตของคุณไปอีกขั้น ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ทันสมัย หรือรถยนต์สมรรถนะสูงที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณแห่ง AMG ถึงเวลาแล้วที่คุณจะเข้ามาสัมผัสกับนิยามใหม่แห่งความหรูหราและนวัตกรรมจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ณ ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์และผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ เพื่อค้นหารถยนต์ที่ใช่สำหรับคุณ และเริ่มต้นการเดินทางสู่ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า.