
Mercedes-AMG Driving Experience 2018: ปลุกอะดรีนาลีน สู่ขีดสุดแห่งสมรรถนะบนสนามพีระ
ในยุคที่ยานยนต์สมรรถนะสูงกลายเป็นเป้าหมายของนักขับที่ต้องการประสบการณ์เหนือระดับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้ประกาศศักดาในฐานะผู้นำตลาดรถยนต์พรีเมียมอีกครั้ง ด้วยการจัดกิจกรรมสุดยิ่งใหญ่ “Mercedes-AMG Driving Experience 2018” ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ งานนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดตัวรถสปอร์ตประสิทธิภาพสูง 3 รุ่นใหม่ล่าสุด แต่ยังเป็นการมอบประสบการณ์การขับขี่ระดับโลกอย่างแท้จริงให้กับเหล่าสื่อมวลชนและลูกค้าคนพิเศษ
จากประสบการณ์ในวงการยานยนต์มากว่า 10 ปี ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาของแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้ร่มของ Mercedes-AMG แบรนด์ที่เปรียบเสมือนหัวใจของความแรงและความเป็นเลิศทางวิศวกรรม การจัดงาน Driving Experience ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนความมุ่งมั่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการมอบประสบการณ์ที่ครอบคลุม และยกระดับมาตรฐานของวงการรถยนต์สมรรถนะสูงในประเทศไทยไปอีกขั้น
เปิดตัว 3 ขุนพลแห่งความแรง: AMG C 43, AMG E 63 S และ C 200 Coupé AMG Dynamic
ไฮไลท์สำคัญของงานนี้คือการปรากฏตัวของรถยนต์รุ่นใหม่ 3 รุ่น ที่พร้อมจะเติมเต็มความเร้าใจให้กับทุกการขับขี่:
Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé (รุ่นปรับโฉม 2019): ยนตรกรรมสัญชาติเยอรมันที่ประกอบในประเทศรุ่นนี้ นำเสนอรูปลักษณ์ที่สปอร์ตขึ้น สมรรถนะที่เหนือกว่าเดิม ด้วยการปรับปรุงด้านอากาศพลศาสตร์ และดีไซน์ภายในที่หรูหราและเร้าใจยิ่งขึ้น ในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้นสำหรับกลุ่มผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ 4,220,000 บาท
Mercedes-AMG E 63 S 4MATIC+: สำหรับผู้ที่แสวงหาที่สุดแห่งสมรรถนะในกลุ่มซูเปอร์สปอร์ตซีดาน นี่คือคำตอบ! ด้วยขุมพลัง V8 Bi-Turbo ขนาด 4.0 ลิตร ที่ให้กำลังสูงถึง 612 แรงม้า และแรงบิดมหาศาล 850 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 3.4 วินาที ด้วยราคา 12,790,000 บาท รถรุ่นนี้พร้อมท้าชนทุกคู่แข่งในตลาด
Mercedes-Benz C 200 Coupé AMG Dynamic (รุ่นปรับโฉม 2019): ยนตรกรรมสไตล์คูเป้ที่มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร ผสานเทคโนโลยี EQ Boost (ระบบ Mild Hybrid 48V) รุ่นนี้ ให้ความประหยัดน้ำมันควบคู่ไปกับสมรรถนะที่น่าพอใจ ดีไซน์ภายนอกและภายในถูกปรับปรุงให้มีความสปอร์ตและทันสมัยยิ่งขึ้น ในราคา 3,450,000 บาท ซึ่งถือเป็นการตั้งราคาที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับรถยนต์ในกลุ่ม Dream Car
การเปิดตัวรถยนต์ 3 รุ่นนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นการตอกย้ำกลยุทธ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มลูกค้าที่มองหารถยนต์สมรรถนะสูงที่มาพร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัยและดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์
Mercedes-AMG Driving Experience: ปลดปล่อยศักยภาพเหนือขีดจำกัด
กิจกรรม Mercedes-AMG Driving Experience 2018 ไม่ได้เป็นเพียงการทดลองขับรถยนต์ แต่เป็นการมอบประสบการณ์การเรียนรู้และพัฒนาทักษะการขับขี่ให้ถึงขีดสุด โดยได้รวบรวมรถยนต์ภายใต้แบรนด์ Mercedes-AMG กว่า 9 รุ่น จากทุกเซ็กเมนต์ มาให้สัมผัสอย่างใกล้ชิด
คุณโรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหารคนใหม่ของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ได้กล่าวถึงความสำเร็จของแบรนด์ Mercedes-AMG ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมในประเทศไทย โดยยอดขายทั่วโลกที่สูงถึงกว่า 130,000 คันในปี 2560 เป็นเครื่องยืนยันถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ “Driving Performance” หรือสมรรถนะที่ได้จากการขับขี่ คือหัวใจหลักของ Mercedes-AMG ซึ่งสะท้อนผ่านเทคโนโลยีเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง และระบบความปลอดภัยขั้นสูง
การจัดกิจกรรม Mercedes-AMG Driving Experience 2018 ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ถือเป็นการสานต่อปรัชญาในการสร้างสรรค์รถยนต์คุณภาพสูง และส่งเสริมให้ผู้ขับขี่ได้เข้าใจถึงขีดความสามารถของตนเองและของรถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูง ที่มีกำลังตั้งแต่ 180 แรงม้า ไปจนถึง 600 แรงม้า การที่สื่อมวลชนและลูกค้ากว่า 600 คน ได้มีโอกาสเรียนรู้เทคนิคการขับขี่กับทีมผู้ฝึกสอนมืออาชีพดีกรีแชมป์มอเตอร์สปอร์ตระดับโลก เป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากยิ่ง
คุณฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด ได้เน้นย้ำถึงการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของแบรนด์ Mercedes-AMG ในประเทศไทย โดยมีอัตราการเติบโตสูงถึงประมาณ 350% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี สะท้อนถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคต่อรถยนต์สมรรถนะสูง การจัดกิจกรรมครั้งนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการรักษาการเติบโตที่ยั่งยืน และการสร้างคอมมูนิตี้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์สายพันธุ์แกร่งในตระกูล Mercedes-AMG ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “World’s Fastest Family”
4 สถานีทดสอบสุดท้าทาย: วัดฝีมือ และสัมผัสเทคโนโลยี
กิจกรรม Mercedes-AMG Driving Experience 2018 ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน แบ่งออกเป็น 4 สถานีทดสอบ ที่จะท้าทายทักษะการขับขี่ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีอันล้ำสมัยของ Mercedes-AMG:
Brake and Swerve: สถานีนี้เน้นการทดสอบประสิทธิภาพของระบบเบรกและระบบความปลอดภัย เช่น ESP® และ ABS รวมถึงการวัดการตอบสนองของผู้ขับขี่ ผู้ขับขี่จะได้รับคำสั่งให้เบรกและหักหลบสิ่งกีดขวางอย่างฉับพลัน สะท้อนสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นบนท้องถนน
ESP® Exercise: จำลองสถานการณ์ที่ต้องหลบหลีกสิ่งกีดขวางกะทันหันโดยไม่ใช้เบรก เพื่อทดสอบการทำงานของระบบ ESP® และทักษะการมองการณ์ไกลของผู้ขับขี่ การควบคุมรถให้อยู่ในเส้นทางที่ต้องการภายใต้สถานการณ์กดดัน เป็นหัวใจสำคัญของสถานีนี้
Motorkhana: สถานีนี้จำลองรูปแบบการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต ผู้ขับขี่จะต้องบังคับรถยนต์ผ่านสนามจำลองที่มีอุปสรรคต่างๆ ให้เร็วที่สุดและปลอดภัยที่สุด โดยมีบทลงโทษหากชนสิ่งกีดขวาง เป็นการฝึกความแม่นยำและความคล่องแคล่วในการควบคุมรถ
Cornering Theory: สถานีสุดท้ายเน้นการฝึกฝนเทคนิคการเข้าโค้งบนสนามจริง ผู้ขับขี่จะได้สัมผัสกับการควบคุมความเร็วในโค้งที่มีความแตกต่างกัน พร้อมเรียนรู้จุดสำคัญ เช่น จุดเบรก จุดหักเลี้ยว และจุด Apex เพื่อการเข้าโค้งที่ปลอดภัยและรวดเร็วที่สุด
ทุกสถานีการทดสอบถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสถึงสมรรถนะอันยอดเยี่ยม เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่อยู่ใน DNA ของรถยนต์ Mercedes-AMG ทุกรุ่น การได้ทดสอบรถยนต์ Mercedes-AMG Driving Experience 2018 ครบทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์คอมแพค, ซาลูน, SUV, Coupé, Convertible หรือแม้แต่รุ่น AMG GT ทำให้เห็นถึงความหลากหลายและความเชี่ยวชาญของแบรนด์นี้
เบื้องลึกเบื้องหลังเทคโนโลยี: Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé
รุ่น Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé ที่ประกอบในประเทศ มาพร้อมการปรับปรุงครั้งใหญ่ที่สะท้อนถึงปรัชญาของ AMG อย่างแท้จริง
ดีไซน์ภายนอก: กระจังหน้า AMG แบบ Twin Blade พร้อมการตกแต่งด้วยสีเงินด้าน, ฝากระโปรงหน้าที่ปรับดีไซน์ให้ดูโฉบเฉี่ยวและช่วยควบคุมการไหลเวียนอากาศ, สเกิร์ตข้างที่สอดรับกับล้ออัลลอยน้ำหนักเบาของ AMG, โครงสร้าง Diffuser ด้านหลังที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนอากาศ, ท่อไอเสียดีไซน์ใหม่, ประตูไร้ขอบ, กระจกมองข้างสีดำแบบลอยตัว, ขอบกระจกสีดำเงา, และเส้นสายด้านข้างที่เฉียบคม AMG Bodystyling รอบคัน, ไฟหน้า MULTIBEAM LED พร้อมฟังก์ชันอัจฉริยะ, และหลังคาพาโนรามิคซันรูฟไฟฟ้า
ดีไซน์ภายใน: เบาะนั่ง AMG Sport Seat ที่หุ้มด้วยหนัง Nappa พร้อมระบบอุ่นและระบายความร้อน, พนักพิงศีรษะที่ออกแบบมาเพื่อเสริมความสปอร์ต, หน้าปัดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว ที่มี 3 โหมดการแสดงผล (Classic, Sport, Progressive) พร้อมระบบปฏิบัติการที่ยืดหยุ่น, พวงมาลัย AMG Performance Steering Wheel ท้ายตัดที่หุ้มด้วยหนัง Nappa, คันเกียร์ที่คอพวงมาลัยพร้อม Touchpad ควบคุมแผงหน้าปัด, ระบบ Cruise Control, และระบบมัลติมีเดีย, ระบบป้อนเข็มขัดนิรภัยอัตโนมัติ, หน้าจอ Multimedia ขนาด 10.25 นิ้ว, ระบบเสียง Burmester® surround sound, และการตกแต่งภายในด้วย AMG matt Silver glass-fibre
นวัตกรรมและเทคโนโลยี: ชุดคำสั่ง AMG แสดงข้อมูลสำคัญ เช่น อุณหภูมิของเหลว, การตั้งค่าโหมดขับขี่, แรง G-Force, นาฬิกาจับเวลา (Race Timer) สำหรับการจับเวลาต่อรอบ, และข้อมูลเครื่องยนต์ (Engine Data) แสดงแรงบิดและกำลังเครื่องยนต์, หน้าจอดิจิทัลแสดงความเร็วและเกียร์ในโหมด Manual, ระบบ AMG DYNAMIC SELECT ที่มี 5 โหมด (Comfort, Sport, Sport Plus, Individual) และโหมดใหม่ Slippery สำหรับการขับขี่บนพื้นผิวลื่น
สุดยอดสมรรถนะ: Mercedes-AMG E 63 S 4MATIC+
สำหรับ Mercedes-AMG E 63 S 4MATIC+ ซึ่งนำเข้าทั้งคันจากเยอรมนี ถือเป็นนิยามใหม่ของซีดานสมรรถนะสูงอย่างแท้จริง
เครื่องยนต์และสมรรถนะ: เครื่องยนต์ V8 Bi-Turbo ขนาด 4.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 612 แรงม้า ที่ 5,750-6,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตร ที่ 2,500-4,500 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.
เทคโนโลยี: การพัฒนา Cylinder Deactivation System (CDS) เป็นมาตรฐาน, ระบบเกียร์ AMG SPEEDSHIFT MCT 9 สปีด พร้อมคลัตช์เปียก (wet start-off clutch) เพื่อการตอบสนองที่รวดเร็ว
ดีไซน์ภายใน: เบาะ AMG Performance Seat, หน้าจอ COMAND® ขนาด 12.3 นิ้ว เลือกได้ 3 แบบ, ระบบไฟ Ambient Light 64 สี, ระบบเสียง Burmester® high-end 3D surround sound
ระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยี: ระบบ AMG DYNAMIC SELECT, PRE-SAFE®, Distance Pilot DISTRONIC, Apple CarPlay™, Head-up display, Bluetooth
ความลงตัวของสปอร์ตและความสบาย: Mercedes-Benz C 200 Coupé AMG Dynamic
Mercedes-Benz C 200 Coupé AMG Dynamic รุ่นประกอบในประเทศ เป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการสไตล์คูเป้ที่ผสานความหรูหราและสมรรถนะ
ดีไซน์ภายนอก: การออกแบบด้านหน้าและท้ายที่โฉบเฉี่ยว, ล้ออัลลอยน้ำหนักเบา, ไฟหน้า MULTIBEAM LED พร้อม ULTRA RANGE Highbeam, ระบบกันสะเทือน AMG Sports Suspension Based on AIR BODY CONTROL, และระบบกันสะเทือน DYNAMIC BODY CONTROL
เครื่องยนต์และเทคโนโลยี: เครื่องยนต์ 4 สูบ พร้อมเทคโนโลยี EQ Boost (ระบบ Mild Hybrid 48 โวลต์)
ดีไซน์ภายใน: เบาะนั่งสปอร์ต, หน้าปัดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว, หน้าจอมัลติมีเดีย 10.25 นิ้ว, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นดีไซน์ใหม่, Premium Ambient Light 64 สี, ระบบปรับอากาศ, ระบบเสียง Burmester® surround sound, หลังคาแก้ว Panoramic Sliding Sunroof
ระบบช่วยเหลือการขับขี่และความปลอดภัย: ATTENTION ASSIST, ถุงลมนิรภัย 7 ลูก 9 ตำแหน่ง
บทสรุปและก้าวต่อไป
กิจกรรม Mercedes-AMG Driving Experience 2018 ไม่เพียงแต่เป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของ Mercedes-AMG ในฐานะผู้นำแห่งยานยนต์สมรรถนะสูง แต่ยังเป็นการมอบประสบการณ์อันล้ำค่าที่ยกระดับความเข้าใจในเทคโนโลยีและสมรรถนะของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้แก่ผู้เข้าร่วมงานทุกคน การได้สัมผัสและเรียนรู้การขับขี่รถยนต์ Mercedes-AMG อย่างเต็มรูปแบบบนสนามแข่งระดับโลก สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าคำว่า “การขับขี่”
หากคุณคือผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะ ความสง่างาม และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย นี่คือโอกาสที่คุณไม่ควรพลาด เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ยังคงเดินหน้าในการนำเสนอยนตรกรรมที่ดีที่สุด พร้อมกิจกรรมที่จะสร้างแรงบันดาลใจและยกระดับประสบการณ์การขับขี่ของคุณให้เหนือกว่าทุกขีดจำกัด สัมผัสประสบการณ์ Mercedes-AMG ที่แท้จริงได้แล้ววันนี้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ทั่วประเทศ.