
อนาคตยานยนต์หรูในจีน: จุดเปลี่ยนสู่ยุคแบรนด์ท้องถิ่นผงาด
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตลาดรถยนต์อยู่เสมอ แต่สำหรับสถานการณ์ในประเทศจีนช่วงปี 2025-2026 นี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง การประเมินแนวโน้มตลาดปี 2026 โดยแบรนด์หรูชั้นนำอย่าง Mercedes-Benz และ BMW บ่งชี้ถึงการชะลอตัวที่ชัดเจน โดยคาดการณ์ว่ายอดขายรถที่ผลิตในจีนของทั้งสองแบรนด์จะลดลงสู่ระดับเดียวกับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว น้อยกว่า 500,000 คันต่อปี นี่คือสัญญาณอันตรายที่กำลังบอกว่าผู้เล่นหน้าใหม่จากแดนมังกรกำลังเข้ามาท้าทายอำนาจเก่าอย่างเต็มรูปแบบ
แรงกดดันจากแบรนด์จีน: NIO, Xiaomi EV, และ HIMA ทะยานแซง
ในขณะที่แบรนด์เยอรมันกำลังเผชิญกับความท้าทาย แบรนด์รถยนต์พรีเมียมสัญชาติจีนกลับเดินหน้าอย่างไม่ลดละ พร้อมตั้งเป้าหมายยอดขายที่ทะเยอทะยาน:
NIO คาดการณ์การเติบโต 40-50% ในปี 2026 สู่ระดับประมาณ 460,000 คัน
Xiaomi EV ตั้งเป้ายอดขาย 550,000 คัน เพิ่มขึ้น 34% เมื่อเทียบปีต่อปี
HIMA (Harmony Intelligent Mobility Alliance) ของ Huawei ตั้งเป้าหมายที่น่าทึ่งถึง 1-1.3 ล้านคัน หรือเติบโตกว่า 120%
ความสำเร็จของแบรนด์เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขคาดการณ์ แต่เห็นได้จากยอดขายจริงที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะหลังการปรับโฉม NIO ES8 สามารถทำยอดขายรายเดือนสูงถึง 22,000 คันในเดือนธันวาคม ขณะที่ AITO M8 และ AITO M9 มียอดขายต่อปีทะลุ 100,000 คันทั้งสองรุ่น ส่วน Maextro S800 ซีดานหรูราคาเริ่มต้น 708,000 หยวน ก็สามารถส่งมอบรถได้มากกว่า 4,000 คันภายในเดือนเดียว
ตัวเลขที่บ่งชี้ถึงความท้าทาย: ยอดขาย Mercedes-Benz และ BMW ในจีน
ตลอดช่วงที่ผ่านมา Mercedes-Benz และ BMW ต่างเผชิญกับยอดขายในจีนที่ลดลงต่อเนื่องเกิน 10% ต่อปี โดยในปี 2025 Mercedes-Benz มียอดขาย 551,900 คัน ลดลง 19% เมื่อเทียบปีต่อปี ขณะที่ BMW ทำได้ 625,527 คัน ลดลง 12.5%
เพื่อตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงนี้ ทั้งสองแบรนด์ได้วางแผนกลยุทธ์สำหรับปี 2026:
Mercedes-Benz เตรียมเปิดตัวรถใหม่และรุ่นปรับโฉมรวม 15 รุ่นในจีน รวมถึง GLC EV L (รุ่นฐานล้อยาว) และ GLE ที่ผลิตในจีนเป็นครั้งแรก
BMW เตรียมส่ง iX3 เจเนอเรชันใหม่ พร้อมรถรุ่นใหม่รวมกว่า 20 รุ่นสู่ตลาดจีน
แม้จะมีความพยายามในการปรับตัว แต่การแข่งขันในตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ซึ่งมีสัดส่วนเกิน 50% ของตลาดรวมในจีนปี 2025 กลายเป็นสนามที่แบรนด์หรูจากเยอรมันยังคงตามหลังแบรนด์จีนอยู่
ความล่าช้าในการปรับตัวสู่รถยนต์ไฟฟ้า: บทเรียนราคาแพง
Mercedes-Benz CLA EV ที่เปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 2025 ด้วยระยะทางวิ่งสูงสุด 866 กิโลเมตร และระบบช่วยขับที่พัฒนาร่วมกับบริษัทจีน Momenta แต่ยอดขายเพียง 1,369 คัน ในสองเดือนแรก แสดงให้เห็นถึงช่องว่างที่ยังคงมีอยู่
ส่วน BMW มียอดขายรถไฟฟ้าในจีนปี 2025 อยู่ที่ 53,000 คัน ซึ่งแม้จะดูดีกว่าเล็กน้อย แต่คิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 10% ของยอดขายทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น ราคา BMW i3 ที่เคยลดลงจากราคาแนะนำ 353,900 หยวน ไปต่ำกว่า 200,000 หยวน (ประมาณ 1,000,000 บาท) เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงแรงกดดันในการแข่งขันที่รุนแรง
ภาพรวมตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก: เทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนเกม
รายงานยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินทั่วโลกประจำเดือนสิงหาคม 2023 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอิน (ทั้ง BEV และ PHEV) ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 45% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สู่ 1,238,000 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 18% ของตลาดรถยนต์โลก โดย 13% เป็นส่วนแบ่งของรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) และ 71% ของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินทั้งหมด เป็นรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV)
20 อันดับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นขายดีที่สุดในโลก (สิงหาคม 2023)
Tesla Model Y ยังคงครองอันดับ 1 ด้วยยอดขาย 115,885 คัน
BYD Song (รวม BEV และ PHEV) มาเป็นอันดับ 2 ด้วยยอดขาย 57,603 คัน
Tesla Model 3 คว้าอันดับ 3 ด้วยยอดขาย 42,818 คัน
ไฮไลท์สำคัญคือ BYD Seagull ที่อันดับ 5 ด้วยยอดขาย 34,841 คัน และ BYD Dolphin อันดับ 5 ด้วยยอดขาย 32,288 คัน ซึ่งทั้งสองรุ่นทำสถิติยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีแนวโน้มที่จะก้าวขึ้นสู่ 3 อันดับแรกในอนาคต
นอกจากนี้ ยังมีรถยนต์ไฟฟ้าจากแบรนด์จีนอย่าง GAC AION ติดอันดับ 8 ด้วย GAC AION Y (26,719 คัน) และอันดับ 10 ด้วย GAC AION S (22,650 คัน) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของแบรนด์จีน
20 อันดับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นขายดีที่สุดในโลก (มกราคม-สิงหาคม 2023)
Tesla Model Y นำต่อเนื่องด้วยยอดขาย 772,364 คัน
BYD Song รั้งอันดับ 2 ด้วยยอดขาย 368,291 คัน
Tesla Model 3 อยู่ในอันดับ 3 ด้วยยอดขาย 364,403 คัน
การรอคอยการปรับโฉมของ Tesla Model 3 ซึ่งประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กันยายน และเริ่มส่งมอบในเดือนตุลาคม ส่งผลให้คาดการณ์ว่า BYD อาจจะก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับ 2 ในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า และ Model 3 อาจจะกลับมาทวงคืนตำแหน่งอันดับ 2 ในช่วงเดือนธันวาคม
ความโดดเด่นของ BYD Seagull ที่ก้าวกระโดดจากอันดับ 18 มาสู่อันดับ 13 ด้วยยอดขายที่เพิ่มขึ้น 34,841 คันในเดือนเดียว เป็นอีกสัญญาณที่แสดงถึงศักยภาพของแบรนด์จีน
20 อันดับแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าขายดีที่สุดในโลก (สิงหาคม 2023)
BYD ยังคงครองแชมป์แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าขายดีที่สุดในโลก 4 สมัยติดต่อกัน ด้วยยอดขายรวม 261,000 คัน
Tesla มาเป็นอันดับ 2 ด้วยยอดขาย 170,171 คัน
GAC AION ขึ้นมาอยู่อันดับ 3 ด้วยยอดขาย 51,570 คัน
BMW เลื่อนขึ้นมาอยู่อันดับ 5 ด้วยยอดขาย 42,304 คัน ตามหลัง Volkswagen (อันดับ 4) เพียง 400 คัน
Li Auto เป็นอีกแบรนด์ที่น่าจับตามอง ด้วยสถิติยอดขายเพิ่มขึ้น 5 เดือนติดต่อกัน ใกล้เคียง 35,000 คัน ซึ่งการวางจำหน่ายรุ่น L6 และ L5 อาจจะช่วยให้แบรนด์นี้ไต่ระดับขึ้นไปได้อีก
20 อันดับแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าขายดีที่สุดในโลก (มกราคม-สิงหาคม 2023)
BYD และ Tesla ยังคงครองความเป็นผู้นำ โดยมีส่วนแบ่งการตลาดรวมกันถึง 1 ใน 3 ของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินทั่วโลก
GAC AION อยู่ในอันดับ 3 ด้วยยอดขายรวม 308,769 คัน แซงหน้า BMW ที่อยู่ในอันดับ 4 ด้วยยอดขายรวม 300,466 คัน
Toyota ที่ไต่ขึ้นมาอยู่อันดับ 16 จากอันดับ 17 ในเดือนกรกฎาคม ด้วยยอดขายเพิ่มขึ้น 17,370 คัน เป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาสำหรับกลยุทธ์รถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต
บทสรุปและก้าวต่อไป
จากข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมา ชัดเจนว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีน กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แบรนด์หรูจากเยอรมันอย่าง Mercedes-Benz และ BMW กำลังเผชิญกับความท้าทายที่รุนแรงจากผู้เล่นหน้าใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาดได้อย่างตรงจุด
สำหรับผู้บริโภค นี่คือช่วงเวลาทองที่จะได้สัมผัสกับเทคโนโลยียานยนต์ที่ล้ำสมัยในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น และมีทางเลือกที่หลากหลายกว่าที่เคย
ในฐานะผู้ที่ติดตามตลาดนี้อย่างใกล้ชิด ผมมองว่าปี 2026 จะเป็นปีแห่งการพิสูจน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับตัวของแบรนด์ดั้งเดิมต่อการรุกคืบของแบรนด์จีนในเซกเมนต์พรีเมียม รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ระบบขับขี่อัตโนมัติ และโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดต่อไป
หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนในตลาดที่กำลังเติบโต หรือต้องการอัปเดตข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในเอเชีย โดยเฉพาะจีน การศึกษาข้อมูลเชิงลึกและการวิเคราะห์แนวโน้มตลาดอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ โปรดติดตามบทวิเคราะห์ของเราในโอกาสต่อไปเพื่อเจาะลึกประเด็นที่น่าสนใจยิ่งขึ้น.