
BMW กรุ๊ป ประเทศไทย: การเติบโตอย่างยั่งยืนบนเส้นทางแห่งนวัตกรรมพรีเมียม
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายที่เกิดขึ้นกับตลาดรถยนต์พรีเมียมในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การที่แบรนด์ชั้นนำอย่าง BMW กรุ๊ป ประเทศไทย สามารถรักษาความเป็นผู้นำในตลาดกลุ่มนี้ได้อย่างต่อเนื่องถึง 4 ปีซ้อน ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ของการวางกลยุทธ์ที่เฉียบคม การลงทุนในนวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง และการทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง
บทพิสูจน์แห่งความเป็นผู้นำ: ตัวเลขที่ไม่อาจปฏิเสธ
ในปี พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา BMW กรุ๊ป ประเทศไทย ได้ประกาศผลการดำเนินงานที่น่าประทับใจอีกครั้ง โดยสามารถสร้างยอดจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 15,477 คัน เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แบ่งเป็น BMW จำนวน 14,128 คัน และ MINI 1,349 คัน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของทั้งสองแบรนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) ที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 200% มียอดจดทะเบียนรวม 1,604 คัน จากรถยนต์ไฟฟ้า 6 รุ่นที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ได้แก่ BMW iX3, BMW iX, BMW i4, BMW i5, BMW i7 และ MINI Cooper SE
นอกจากนี้ กลุ่มรถยนต์ Luxury Class ของ BMW ซึ่งประกอบด้วย BMW ซีรีส์ 7, BMW i7, BMW ซีรีส์ 8, BMW X7 และ BMW XM ก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญ ด้วยยอดจดทะเบียนรวม 668 คัน เพิ่มขึ้นถึง 46% ตอกย้ำว่าผู้บริโภคชาวไทยยังคงให้ความสำคัญกับสมรรถนะ ความหรูหรา และเทคโนโลยีที่เหนือระดับ
ความสำเร็จที่มาจากรากฐานที่แข็งแกร่ง
อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ BMW กรุ๊ป ประเทศไทย ได้เน้นย้ำถึงปัจจัยสำคัญที่นำมาสู่ความสำเร็จนี้ว่า “BMW กรุ๊ป ประเทศไทย มุ่งมั่นในการผลักดันนวัตกรรมความเป็นเลิศทั้งในด้านผลิตภัณฑ์และการบริการอย่างต่อเนื่อง” สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงคำกล่าว แต่เป็นสิ่งที่สะท้อนออกมาผ่านผลการดำเนินงานจริง ความไว้วางใจที่ลูกค้ามีให้กับแบรนด์ BMW, MINI และ BMW Motorrad เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงคุณภาพและความน่าเชื่อถือที่สั่งสมมายาวนาน
“เป้าหมายการขับเคลื่อนไปสู่ความยั่งยืนของเราก็ถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ BMW ยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในไทย ควบคู่ไปกับการส่งมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมให้แก่ลูกค้า และการก้าวสู่อนาคตของยานยนต์ที่มีความเป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น” บารากากล่าวเสริม นี่คือวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับเทรนด์โลก และยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแบรนด์ในระยะยาว
รางวัลที่การันตีความเป็นเลิศ
ความสำเร็จของ BMW กรุ๊ป ประเทศไทย ไม่ได้วัดจากยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับการยอมรับในหลากหลายมิติ ผ่านรางวัลอันทรงเกียรติมากมายที่ได้รับในปี พ.ศ. 2566 อาทิ
2023-2024 Thailand’s Most Admired Company: รางวัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 จากนิตยสาร BrandAge สะท้อนถึงการบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยมและความน่าเชื่อถือในตลาด
Thailand Top Company Awards 2023: หมวด Best Customer Focus Award จากนิตยสาร Business+ แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับประสบการณ์ลูกค้าเป็นอันดับแรก
Car and Bike of the Year 2023: คว้าไปถึง 14 รางวัล จากบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านผลิตภัณฑ์ยานยนต์
The Best of Luxury Electric Vehicle: รางวัลสำหรับ BMW i7 จากนิตยสาร Robb Report ชี้ให้เห็นถึงการเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหรู
รางวัลเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของ BMW ในการส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าชาวไทย
BMW Motorrad: เติมเต็มประสบการณ์สองล้อระดับพรีเมียม
นอกจากตลาดรถยนต์สี่ล้อ BMW Motorrad ก็ยังคงรักษาผลงานที่แข็งแกร่ง ด้วยยอดจดทะเบียนในปี พ.ศ. 2566 รวมทั้งสิ้น 1,079 คัน แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของลูกค้ากลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์พรีเมียม ที่ไว้วางใจในสมรรถนะ เทคโนโลยี และดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ BMW Motorrad
BMW M5: นิยามใหม่ของซูเปอร์คาร์ซีดาน
เมื่อพูดถึง BMW กรุ๊ป ประเทศไทย คงไม่สามารถมองข้ามไฮไลท์สำคัญที่สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการยานยนต์ไทยได้อย่าง BMW M5 เจเนอเรชันที่ 7 ซึ่งได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับกลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูง
ดีไซน์ภายนอก: ความดุดันที่มาพร้อมความสง่างาม
BMW M5 ใหม่ ถอดแบบ DNA จาก BMW 5 Series รหัส G60 มาเสริมเข้มด้วยชุดแต่ง M Carbon สีดำเงา ให้ความรู้สึกสปอร์ตเต็มขั้น หลังคาและฝาครอบกระจกมองข้างสีดำทรงปีก (เป็นออปชันเสริม) เสริมความโฉบเฉี่ยว กระจังหน้าทรงไตคู่พร้อมไฟ LED เรืองแสง ‘Iconic Glow’ และไฟหน้า LED Adaptive โคมไฟหน้าตกแต่งสีดำ ดูดุดันยิ่งขึ้น ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน DRL แบบ LED รูปตัวซีกลับด้าน ดีไซน์ใหม่หมดตั้งแต่ชุดกันชนหน้า สปอยเลอร์หลังสีดำดีไซน์เท่ ปลายท่อไอเสีย 4 ท่อรูปสี่เหลี่ยมเอกลักษณ์ พร้อมดิฟฟิวเซอร์หลังสีดำครอบทับขนาดใหญ่ และล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 20 และ 21 นิ้ว พร้อมยางหน้า 285/40 ZR20 และยางหลัง 295/35 ZR21
ขนาดตัวถังของ BMW M5 ใหม่:
ความยาว: 5,096 มิลลิเมตร
ความกว้าง: 1,970 มิลลิเมตร
ความสูง: 1,510 มิลลิเมตร
ระยะฐานล้อ: 3,006 มิลลิเมตร
ความสูงใต้ท้องรถ: 115 มิลลิเมตร
น้ำหนักรถ: 2,435 กิโลกรัม
ความจุถังน้ำมัน: 60 ลิตร
ภายในห้องโดยสาร: เทคโนโลยีล้ำสมัยผสานความหรูหรา
ห้องโดยสารของ BMW M5 ใหม่ ได้รับการยกระดับด้วยคอนโซลหน้าดีไซน์ล้ำสมัย พร้อมจอสัมผัสแบบโค้ง BMW Curved Display ที่รวมทั้งจอมาตรวัดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว และจอสัมผัส 14.9 นิ้ว มาอยู่ในตำแหน่งเดียวกันแบบลอยตัว ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 8.5 พร้อมผู้ช่วยส่วนตัว BMW Intelligent Personal Assistant
ระบบเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่าน Apple CarPlay หรือ Android Auto แบบไร้สาย, จอแสดงผลเหนือคอนโซลหน้า (BMW Head-up Display), แถบไฟ BMW Interaction Bar ที่บริเวณชุดแผงคอนโซลหน้าและแผงประตูสี่บาน, ระบบปลดล็อกประตูอัจฉริยะ (Comfort Access System) รองรับ BMW Digital Key ที่เปลี่ยน iPhone ให้เป็นเหมือนกุญแจรถ
นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียงผ่าน BMW Intelligent Personal Assistant, BMW Gesture Control ใช้นิ้วในการเพิ่มลดเสียงเปลี่ยนเพลง, ปุ่ม iDrive, ระบบเครื่องเสียงคุณภาพจาก Bowers & Wilkins กำลังขับ 655 วัตต์ จำนวน 18 จุด, พวงมาลัยหุ้มหนังมัลติฟังก์ชันพร้อมเบาะหนังแท้, ระบบปรับอากาศแยกอุณหภูมิอิสระ 4 โซน, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้านสไตล์ M หุ้มหนังพร้อมแถบบอกตำแหน่งองศาพวงมาลัย On-Centre Marker และ Paddle Shift ตกแต่งในสีดำโครเมียม พร้อมปุ่ม M, แป้นเปลี่ยนเกียร์คาร์บอนพร้อมสัญลักษณ์บวกและลบสีแดง และคุณสมบัติพิเศษเฉพาะจากตราสัญลักษณ์ที่ระบุโหมดการขับขี่แบบ Boost Mode บนแป้นเปลี่ยนเกียร์ด้านซ้าย
เพื่อประสบการณ์ที่เหนือระดับยิ่งขึ้น BMW M5 ใหม่ ยังมาพร้อมเบาะนั่งสปอร์ตแบบ M Bucket Seat หุ้มหนัง Merino ปรับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมระบบจำตำแหน่งเฉพาะฝั่งคนขับ, เบาะหลังพับได้แบบ 40:20:40 พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลัง 466 ลิตร (กรณีไม่พับเบาะ) และหลังคาพาโนรามิกซันรูฟพร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า
ขุมพลัง Plug-in Hybrid: ประสิทธิภาพสูงสุดสู่ยุคใหม่
BMW M5 ใหม่ ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการนำระบบ Plug-in Hybrid มาประจำการเป็นครั้งแรก โดยใช้เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบคู่ V8 ขนาด 4.4 ลิตร รหัส S68B44T0 ยกมาจาก BMW XM ให้กำลังสูงสุด 585 แรงม้า ที่ 5,600-6,500 รอบต่อนาที แรงบิด 750 นิวตันเมตร ที่ 1,800-5,400 รอบต่อนาที
จับคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ BMW eDrive ให้กำลัง 197 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 280 นิวตันเมตร ที่ 1,000-5,000 รอบต่อนาที เมื่อทำงานร่วมกันทั้งระบบจะสร้างกำลังรวมได้ถึง 727 แรงม้า และแรงบิดมหาศาลถึง 1,000 นิวตันเมตร
อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำได้ภายใน 3.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 305 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากเพิ่มแพ็คเกจ M Driver’s Package
เทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อน
พลังงานจากลิเธียม-ไอออนแบตเตอรี่ขนาด 18.6 kWh ที่ติดตั้งอยู่ด้านใต้ท้องรถ ให้ความเร็วสูงสุด 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในโหมดไฟฟ้าล้วน และสามารถวิ่งได้ไกลสุด 67-69 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน WLTP) รองรับการชาร์จสูงสุด 7.4 kW ซึ่งสามารถชาร์จแบบกระแสสลับ AC จาก 0-100% ได้ภายใน 3.15 ชั่วโมง
ระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ 4 ล้อ M xDrive ช่วยถ่ายทอดกำลังจากเครื่องยนต์สันดาปและมอเตอร์ไฟฟ้าไปยังล้อทั้งสี่ได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว และตรงตามความต้องการใช้งานตลอดเวลา ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด M Steptronic จาก ZF ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้ถึง 5 โหมด ผ่านปุ่ม M Hybrid ที่คอนโซลกลาง ประกอบด้วย HYBRID, ELECTRIC (โหมดการทำงานด้วยระบบไฟฟ้า 100%), eCONTROL, DYNAMIC, และ DYNAMIC Plus
ระบบช่วงล่างและเบรก: สมรรถนะเหนือชั้น
สำหรับแพ็คเกจเสริม M Drive Professional มาพร้อมระบบพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า (Electric Power Steering) และระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ ที่คาลิเปอร์หน้า 6 Pot ขนาด 16.1 นิ้ว และคาลิเปอร์หลัง 1 Pot ขนาด 15.7 นิ้ว มาพร้อมชุดเบรก M Compound Brake สีทอง เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
ระบบเฟืองท้าย M Sport, ช่วงล่าง Adaptive M Suspension พร้อมระบบปรับองศาล้อหลังขณะเข้าโค้ง (Integral Active Steering) สูงสุด 1.5 องศา และการกระจายน้ำหนักหน้า-หลังที่แทบจะสมบูรณ์แบบในอัตราส่วน 50:50 ทำให้ BMW M5 ใหม่ มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น ปลอดภัย และเร้าใจในทุกสภาวะ
BMW i5 eDrive40 M Sport Touring: ความเป็นเลิศแห่งรถยนต์ไฟฟ้าสไตล์สปอร์ตทัวริ่ง
BMW กรุ๊ป ประเทศไทย ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยการเปิดตัว BMW i5 eDrive40 M Sport Touring ใหม่ ถือเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกในตระกูลซีรีส์ 5 ที่มาในรูปแบบทัวริ่ง ตอบโจทย์ทั้งด้านสมรรถนะ ความหรูหรา และความอเนกประสงค์
การออกแบบที่ผสานความสปอร์ตและความสง่างาม
BMW i5 eDrive40 M Sport Touring ใหม่ มาพร้อมดีไซน์ที่โดดเด่น ผสมผสานเอกลักษณ์ของ BMW เข้ากับแนวคิดการออกแบบใหม่ ไฟหน้าคู่และกระจังหน้าที่ยื่นออกมาจากตัวรถมากขึ้น เน้นความหรูหราด้วยระบบไฟ BMW Iconic Glow บริเวณกระจังหน้า ด้านข้าง สปอยเลอร์หลังคาที่ทอดตัวตลอดความยาวของตัวถังช่วยเสริมความสง่างามและความโอ่อ่า พร้อมพื้นที่จัดเก็บสัมภาระภายในที่กว้างขวางถึง 570-1,700 ลิตร ซุ้มล้อหลังช่วยเสริมรูปลักษณ์ให้ดูทรงพลัง ผสานไปกับล้ออัลลอยแบบ M aerodynamic ขนาด 20 นิ้ว ในสี Bicolour Black Grey และชุดไฟท้ายสุดโฉบเฉี่ยว
ชุดแต่ง M Sport ที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐานยังช่วยเสริมความเฉียบแบบรอบด้าน ตั้งแต่เบรก M Sport กับคาลิเปอร์สีน้ำเงินเมทัลลิก ไปจนถึงกรอบหน้าต่างแบบ M High-gloss Shadowline และ Panorama Glass Roof ที่เปิดรับแสง
ขุมพลังไฟฟ้าที่ทรงประสิทธิภาพ
ขุมพลังของ BMW i5 eDrive40 M Sport Touring ใหม่ คือมอเตอร์ไฟฟ้าที่มาพร้อมกับพละกำลังสูงสุด 250 กิโลวัตต์ / 340 แรงม้า จากเทคโนโลยี BMW eDrive พร้อมส่งแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรไปยังล้อหลัง ทำให้สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.1 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 193 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแรงดันสูงขนาด 83.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถขับเคลื่อนตัวรถไปได้ไกลสูงสุดถึง 560 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP ด้วยอัตราการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยที่ 16.5 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อ 100 กิโลเมตร ชุดแบตเตอรี่นี้รองรับกำลังชาร์จแบบ DC สูงสุดที่ 205 กิโลวัตต์ โดยหากชาร์จแบตเตอรี่ด้วย Wallbox รุ่น 22 กิโลวัตต์ จะสามารถชาร์จจาก 0 ถึง 100% ได้ในเวลา 4 ชั่วโมง 15 นาที
ภายในห้องโดยสาร: การผสมผสานระหว่างความสปอร์ตและความหรูหรา
ห้องโดยสารของ BMW i5 eDrive40 M Sport Touring ใหม่ ยังคงเอกลักษณ์ความสปอร์ตและหรูหราไว้ได้อย่างครบถ้วน ด้วยชุดแต่ง M Sport ที่มีทั้งพวงมาลัยหุ้มหนัง M, เพดานห้องโดยสารสี Anthracite, และแต่งขอบพื้นผิวต่าง ๆ ด้วยแถบสีเงินเข้มแบบ M และลวดลาย Aluminium Rhombicle ปุ่มกดและคันเกียร์สวยสะดุดตาด้วยผิวหน้าที่ทำจากแก้วในชุดแต่ง CraftedClarity ตัดกับเบาะหนัง Veganza ที่ทั้งนุ่มสบายและเรียบหรู
เทคโนโลยีที่ยกระดับประสบการณ์การขับขี่
BMW i5 eDrive40 M Sport Touring ใหม่ อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อความมั่นใจ ความสบาย และความสะดวกในทุกจังหวะชีวิต ไม่ว่าจะเป็น BMW Driving Assistant Plus ที่มอบความปลอดภัยและสะดวกสบายผ่านระบบต่างๆ เช่น Active Cruise Control พร้อมฟังก์ชัน Stop & Go, Lane Keep Assistant และ Steering Assistant, Parking Assistant Plus ที่ทำให้การจอดรถเป็นเรื่องง่าย และสามารถอัปเกรดเป็น Parking Assistant Professional พร้อมฟังก์ชัน Remote Control Parking ผ่านแอปพลิเคชั่น My BMW
ในด้านการสื่อสารและเชื่อมต่อ แพ็คเกจ BMW Connected Package Professional นำบริการ ConnectedDrive มาให้ใช้งานครบครัน ทำงานผสานกับสมาร์ทโฟน และยังมีแท่นชาร์จไร้สายติดตั้งมาในตัว ข้อมูลของตัวรถและฟังก์ชันด้านความบันเทิงต่างๆ นำเสนอผ่านหน้าจอ BMW Curved Display ที่ทอดยาวตลอดแผงคอนโซล รองรับทั้งคำสั่งเสียงและท่าทางผ่านฟังก์ชัน BMW Natural Interaction พร้อมระบบเสียง HiFi Harman Kardon และแพลตฟอร์ม AirConsole ที่ให้ผู้ขับและผู้โดยสารสามารถเล่นเกมได้อย่างสนุกสนานขณะจอดรถ
BMW i5 eDrive40 M Sport Touring ใหม่ มีให้เลือกในราคาจำหน่าย 4,899,000 บาท (รุ่นมาตรฐาน) และ 4,999,000 บาท (รุ่น Pro) พร้อมแพ็คเกจ BSI Standard ครอบคลุมการบริการบำรุงรักษา 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง, การรับประกันคุณภาพ 4 ปีไม่จำกัดระยะทาง และรับประกันแบตเตอรี่แรงดันไฟสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
อนาคตแห่งยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
BMW กรุ๊ป ประเทศไทย ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืน ด้วยการเป็นผู้นำในการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า และพร้อมนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายให้กับผู้บริโภคชาวไทย งาน “BMW ELECTRiFY EXPERIENCES” ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าจาก BMW ครบทุกเซกเมนต์
หากคุณกำลังมองหารถยนต์พรีเมียมที่ตอบโจทย์ทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นสมรรถนะ ความหรูหรา เทคโนโลยีล้ำสมัย หรือความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม BMW กรุ๊ป ประเทศไทย คือคำตอบที่คุณไม่ควรมองข้าม เชิญสัมผัสประสบการณ์แห่งสุนทรียภาพการขับขี่ที่เหนือระดับ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางสู่อนาคตแห่งยานยนต์ที่ยั่งยืนไปพร้อมกับเรา.