![Part 2: N1209204_ผ วเก าท ย งหวงก าง[ตอนจบ] #ละครส นสะท อนส งคม #ละครส นหน งส น #ต อ | Đọc Báo Online16](https://newsthailan.tfvp.org/wp-content/uploads/2026/09/fb_natural_20260909_174613.jpg)
เปิดตัว Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander CROSS HEV 2026: เจาะลึกรถครอบครัว 7 ที่นั่ง Hybrid ที่สุดแห่งความคุ้มค่าและเทคโนโลยี
ในตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ (MPV) ขนาด 7 ที่นั่ง การแข่งขันในปี 2026 ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แบรนด์รถยนต์ต่าง ๆ ต่างเร่งพัฒนารุ่นใหม่ ๆ ออกมาเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดนี้ Mitsubishi Xpander ซึ่งเคยครองตำแหน่งเจ้าตลาดมายาวนาน ก็ได้เปิดตัว Mitsubishi Xpander HEV และ Mitsubishi Xpander CROSS HEV โฉมใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมการอัปเกรดครั้งใหญ่ เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ บทความนี้จะเจาะลึกทุกมิติของรถครอบครัว 7 ที่นั่งรุ่นใหม่นี้ ตั้งแต่ดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่น ภายในห้องโดยสารที่หรูหราและกว้างขวาง ไปจนถึงขุมพลัง Hybrid ที่ประหยัดน้ำมัน พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงที่ทำให้ Xpander HEV และ Xpander CROSS HEV กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุดในกลุ่ม MPV ขนาด 7 ที่นั่งในปี 2026
ทำความรู้จัก Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander CROSS HEV
Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander CROSS HEV เป็นรถครอบครัว 7 ที่นั่ง ที่พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด Dynamic Shield เจเนอเรชั่นที่ 2 ผสานดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวเข้ากับเทคโนโลยี Full Hybrid ที่ล้ำสมัย เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า พร้อมความคุ้มค่าสูงสุด ทั้งสองรุ่นได้รับการประกอบในประเทศไทย ทำให้มีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายและตอบโจทย์ตลาดได้อย่างตรงจุด
ดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์
การออกแบบภายนอกของ Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander CROSS HEV ได้รับการพัฒนาให้มีความทันสมัยและโดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวและรูปลักษณ์ที่สง่างาม การผสมผสานระหว่าง Dynamic Shield เจนเนอเรชั่นที่ 2 เข้ากับองค์ประกอบ Hybrid ทำให้รถดูมีความพรีเมียมและสปอร์ตมากขึ้น
Dynamic Shield เจนเนอเรชั่นที่ 2
กระจังหน้าแบบ Dynamic Shield เจนเนอเรชั่นที่ 2 ได้รับการออกแบบใหม่ให้มีความโฉบเฉี่ยวและดูแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ด้วยเส้นสายโครเมียมที่หนาและคมชัด พร้อมโลโก้ “HEV” ที่โดดเด่นบริเวณกระจังหน้าและฝาประตูท้าย ไฟหน้า LED ดีไซน์ใหม่แบบ T-Shape มาพร้อม Daytime Running Lights (DRL) ที่ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ และทำให้รถดูมีเอกลักษณ์มากขึ้น
การตกแต่งด้วยเส้นสายสีน้ำเงิน
เพื่อบ่งบอกความเป็นรถยนต์ Hybrid ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม Mitsubishi ได้เพิ่มการตกแต่งด้วยเส้นสายสีน้ำเงิน (Blue Accent) บริเวณกันชนหน้า กาบข้างประตู และกันชนหลัง ซึ่งช่วยเพิ่มความสปอร์ตและความทันสมัยให้กับตัวรถ ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่แบบทูโทน Machine Finished ตกแต่งด้วยแถบสีฟ้าขนาด 17 นิ้ว พร้อมยางขนาด 205/55 R17 ให้ทั้งความสวยงามและความสมดุลในการขับขี่
ตัวเลือกเฉดสี
Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander CROSS HEV มีเฉดสีตัวถังให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีขาว White Diamond (ใหม่) สีเงิน Blade Silver Metallic สีเทา Graphite Gray Metallic และสีดำ Jet Black Mica สำหรับรุ่น Xpander CROSS HEV จะมีสีพิเศษเฉพาะรุ่นคือ สีเขียว Green Bronze Metallic ซึ่งเป็นสีที่ได้รับความนิยมอย่างมากในตลาด
มิติตัวถังและ Ground Clearance
ในด้านมิติตัวถัง Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander CROSS HEV มีความยาว 4,595 มม. ความกว้าง 1,750 มม. ความสูง 1,750 มม. และมีระยะฐานล้อ 2,775 มม. ซึ่งให้พื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางและสะดวกสบาย สำหรับ Ground Clearance รุ่น Xpander HEV จะมีระยะต่ำสุดถึงพื้นอยู่ที่ 195 มม. ในขณะที่รุ่น Xpander CROSS HEV จะมี Ground Clearance สูงถึง 205 มม. ซึ่งเหมาะสำหรับการขับขี่ในสภาพถนนที่หลากหลาย รวมถึงเส้นทางขรุขระหรือน้ำท่วม
ภายในห้องโดยสารที่หรูหราและอเนกประสงค์
ภายในห้องโดยสารของ Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander CROSS HEV ได้รับการออกแบบให้มีความหรูหรา กว้างขวาง และตอบโจทย์การใช้งานจริง ด้วยเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่งที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบได้หลากหลาย เพื่อรองรับการใช้งานในทุกสถานการณ์
เบาะนั่งและวัสดุภายใน
เบาะนั่งทั้งสองแถวถูกหุ้มด้วยหนัง Max Cool คุณภาพสูง ซึ่งมีคุณสมบัติระบายอากาศได้ดี ทำให้รู้สึกสบายแม้ในสภาพอากาศร้อน ในรุ่น Xpander HEV เบาะนั่งจะเป็นสีดำ-น้ำตาล ในขณะที่รุ่น Xpander CROSS HEV จะมาในโทนสีดำ-น้ำเงิน เบาะนั่งฝั่งผู้ขับสามารถปรับด้วยมือ 6 ทิศทาง ส่วนผู้โดยสารตอนหน้าปรับด้วยมือ 4 ทิศทาง ซึ่งให้ความสะดวกสบายในการปรับตำแหน่งนั่ง
แผงหน้าปัดและระบบ Infotainment
แผงหน้าปัดได้รับการติดตั้งมาตรวัดแบบ Full Digital สี TFT ขนาด 8 นิ้ว ที่แสดงข้อมูลการขับขี่ได้อย่างชัดเจนและสวยงาม หน้าจออินโฟนเทนเมนต์ขนาด 9 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมระบบเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth ทำให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถเพลิดเพลินกับความบันเทิงและข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกสบาย
อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครัน
Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander CROSS HEV มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครัน ได้แก่:
ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง 6 ตำแหน่ง ที่ให้คุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยม
ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน
ระบบปรับอากาศพร้อมหน้าจอแสดงผลดิจิตอล และฟังก์ชันระบบปรับอากาศ Max Cool ที่ช่วยทำความเย็นได้อย่างรวดเร็ว
สวิตซ์ควบคุมระบบปรับอากาศด้านหลังแบบแยกส่วน เพื่อความสะดวกของผู้โดยสารตอนหลัง
ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลังบนเพดาน เพิ่มการกระจายความเย็นทั่วทั้งห้องโดยสาร
กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงอัตโนมัติ เพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่เวลากลางคืน
ปุ่ม Push Start และ กุญแจ Smart Keyless Entry เพิ่มความสะดวกในการเข้า-ออกรถ
ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB พร้อม Auto Brake Hold ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการขับขี่
ช่องเชื่อมต่อ USB
สำหรับการชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รถมีช่องเชื่อมต่อ USB ด้านหน้า 1 ตำแหน่ง ช่องชาร์จไฟ USB Type A 1 ตำแหน่ง และ Type C 1 ตำแหน่ง สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง พร้อมช่องชาร์จไฟ 12V ด้านหน้า 1 ตำแหน่ง และบริเวณเบาะนั่งแถวหลัง 1 ตำแหน่ง ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานของทุกคนในครอบครัว
ขุมพลัง Full Hybrid ที่ประหยัดน้ำมันและทรงพลัง
หัวใจสำคัญของ Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander CROSS HEV คือระบบ Full Hybrid ที่ทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซินและมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างลงตัว เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า พร้อมอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ประหยัดอย่างน่าทึ่ง
เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า
รถติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร MIVEC ให้กำลังสูงสุด 95 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 134 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 85 kW ที่ให้กำลังสูงสุด 116 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 255 นิวตันเมตร ระบบ Full Hybrid ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์อัตโนมัติ e-CVT ไปยังคู่ล้อหน้า ซึ่งให้การตอบสนองที่รวดเร็วและนุ่มนวล
อัตราเร่งและอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน
จากการทดสอบ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ของ Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander CROSS HEV อยู่ที่ 9.7 วินาที ซึ่งถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน แบตเตอรี่ขนาด 1.1 kWh ช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบ Hybrid ทำให้รถมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ยถึง 19.2 กม./ลิตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจสำหรับรถ