![Part 2: N1209210_เพ อนพาแฟนมาบ าน[ตอนจบ] #หน งส นสะท อนส งคม #ละครส นหน งส น #ละครส | Đọc Báo Online16](https://newsthailan.tfvp.org/wp-content/uploads/2026/09/fb_natural_20260909_175637.jpg)
2026 Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander CROSS HEV: คู่แข่งพันธุ์ใหม่เขย่าบัลลังก์ตลาด MPV 7 ที่นั่งประเทศไทย
ตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ (MPV) ขนาด 7 ที่นั่ง ในประเทศไทย กำลังเผชิญกับสมรภูมิที่ดุเดือด เมื่อผู้เล่นรายใหญ่ต่างทุ่มเททรัพยากรเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงนี้ Mitsubishi Xpander ซึ่งเคยครองตำแหน่งเจ้าตลาด ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นและความหรูหราพรีเมียม ก็ไม่สามารถอยู่นิ่งเฉยได้ ล่าสุด ค่ายมิตซูบิชิได้เปิดตัว Mitsubishi Xpander HEV และ Mitsubishi Xpander CROSS HEV เจเนอเรชันใหม่ ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Full Hybrid ครั้งแรกของโลก เพื่อยกระดับมาตรฐานการแข่งขันและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในปี 2026
เทคโนโลยี Full Hybrid: หัวใจสำคัญของ Mitsubishi Xpander HEV
การเปิดตัว Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander CROSS HEV ถือเป็นการก้าวครั้งสำคัญของมิตซูบิชิในการนำเสนอเทคโนโลยี Full Hybrid สู่ตลาดประเทศไทย รถยนต์ทั้งสองรุ่นนี้มาพร้อมระบบขับเคลื่อนที่ผสานการทำงานระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์เบนซินอย่างลงตัว ด้วยสมรรถนะที่เหนือกว่าและความประหยัดน้ำมันที่ยอดเยี่ยม ทำให้ Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander CROSS HEV เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับครอบครัวยุคใหม่
หัวใจสำคัญของเทคโนโลยีนี้คือ มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงขนาด 85 kW (116 แรงม้า) ทำงานร่วมกับ เครื่องยนต์เบนซิน MIVEC ขนาด 1.6 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 95 แรงม้า และแรงบิด 134 นิวตันเมตร การผสานพลังทั้งสองส่วนผ่าน ระบบเกียร์อัตโนมัติ e-CVT ทำให้รถสามารถส่งกำลังได้อย่างราบรื่นและตอบสนองทันใจ นอกจากนี้ ระบบ Full Hybrid ยังมี แบตเตอรี่ขนาด 1.1 kWh ที่ช่วยเสริมสมรรถนะและเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน ข้อมูลจากการทดสอบระบุว่า รถสามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 9.7 วินาที พร้อมอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ยที่ 19.2 กม./ลิตร ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจอย่างยิ่งในกลุ่มรถ MPV 7 ที่นั่ง
ดีไซน์ภายนอก: ความล้ำสมัยที่โดดเด่น
Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander CROSS HEV มาพร้อมการออกแบบภายนอกที่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยและโฉบเฉี่ยวมากขึ้น โดยยังคงเอกลักษณ์ของแบรนด์ด้วย Dynamic Shield Design ที่โดดเด่น กระจังหน้าได้รับการออกแบบใหม่ให้มีความพรีเมียมยิ่งขึ้น พร้อมโลโก้ “HEV” ที่บ่งบอกถึงเทคโนโลยี Full Hybrid ที่เป็นหัวใจสำคัญของรถ นอกจากนี้ ยังมีการตกแต่งด้วยเส้นสายสีน้ำเงินที่กันชนหน้า กาบข้างประตู และกันชนหลัง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรุ่น HEV ในขณะที่รุ่น Xpander CROSS HEV จะมีความแตกต่างด้วยการออกแบบที่ดุดันและสปอร์ตยิ่งขึ้น
ขนาดตัวถังของ Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander CROSS HEV มีความยาว 4,595 มม. กว้าง 1,750 มม. และสูง 1,750 มม. โดยมีระยะฐานล้อที่ยาวถึง 2,775 มม. ซึ่งส่งผลให้ห้องโดยสารมีความกว้างขวางและสะดวกสบาย ความสูงใต้ท้องรถที่แตกต่างกันในแต่ละรุ่นเป็นอีกหนึ่งจุดเด่น โดยรุ่น Xpander HEV มีระยะต่ำสุดถึงพื้นอยู่ที่ 195 มม. ส่วนรุ่น Xpander CROSS HEV จะมี Ground Clearance สูงถึง 205 มม. ซึ่งทำให้รถมีความสามารถในการขับขี่ในสภาพถนนที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น
ล้ออัลลอยแบบทูโทน Machine Finished ขนาด 17 นิ้ว พร้อมยางขนาด 205/55 R17 ถูกออกแบบมาให้เข้ากับดีไซน์โดยรวมของรถ ช่วยเสริมความสปอร์ตและทันสมัย นอกจากนี้ ในรุ่น Xpander CROSS HEV ยังมาพร้อมหลังคาแบบทูโทน ซึ่งเพิ่มความโดดเด่นและเอกลักษณ์ให้กับรถ
สำหรับสีตัวถัง Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander CROSS HEV มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีขาว White Diamond (ใหม่), สีเงิน Blade Silver Metallic, สีเทา Graphite Gray Metallic และสีดำ Jet Black Mica ซึ่งเป็นสีที่ได้รับความนิยมในตลาด นอกจากนี้ ในรุ่น Xpander CROSS HEV จะมีสีพิเศษเฉพาะรุ่นคือ สีเขียว Green Bronze Metallic ซึ่งเป็นสีที่สะท้อนถึงความพรีเมียมและความแตกต่าง
ห้องโดยสาร: ความสะดวกสบายและเทคโนโลยีเพื่อครอบครัว
ภายในห้องโดยสารของ Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander CROSS HEV ได้รับการออกแบบให้มีความกว้างขวางและสะดวกสบาย ด้วยเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง วัสดุหุ้มเบาะเป็นหนัง Max Cool สีดำ-น้ำตาลในรุ่น Xpander HEV ซึ่งช่วยระบายความร้อนได้ดีและเพิ่มความหรูหรา ในขณะที่รุ่น Xpander CROSS HEV จะมาในโทนสีดำ-น้ำเงิน ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตและทันสมัย
การออกแบบเบาะนั่งคำนึงถึงการใช้งานจริง เบาะฝั่งผู้ขับสามารถปรับด้วยมือได้ 6 ทิศทาง และเบาะผู้โดยสารตอนหน้าปรับด้วยมือ 4 ทิศทาง ซึ่งเพียงพอต่อการปรับตำแหน่งเพื่อให้ได้ความสบายสูงสุด นอกจากนี้ เบาะนั่งแถวที่ 2 ยังสามารถปรับเลื่อนหน้า-หลังได้ เพื่อเพิ่มพื้นที่วางขาสำหรับผู้โดยสารแถวที่ 3 หรือเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระตามความต้องการ
แผงหน้าปัดได้รับการออกแบบใหม่ให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น ด้วย มาตรวัดแบบ Full Digital สี TFT ขนาด 8 นิ้ว ที่แสดงข้อมูลการขับขี่ได้อย่างชัดเจนและครบถ้วน รวมถึงข้อมูลการทำงานของระบบ Full Hybrid หน้าจออินโฟนเทนเมนต์ขนาด 9 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมระบบเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth ทำให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดายและสะดวกสบาย
ชุดอุปกรณ์ภายในที่น่าสนใจอื่นๆ ได้แก่ ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง 6 ตำแหน่ง ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย ระบบปรับอากาศพร้อมหน้าจอแสดงผลดิจิตอล ฟังก์ชัน Max Cool ที่ช่วยให้ห้องโดยสารเย็นลงอย่างรวดเร็ว ระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลังแบบแยกส่วน กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงอัตโนมัติ ปุ่ม Push Start และกุญแจ Smart Keyless Entry ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและหรูหรา
ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB มาพร้อม Auto Brake Hold ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ โดยเฉพาะในสภาพการจราจรที่ติดขัด ขณะที่ช่องเก็บของใต้พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลัง ช่วยให้การจัดเก็บสัมภาระเป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีช่องเชื่อมต่อ USB ด้านหน้า 1 ตำแหน่ง ช่องชาร์จไฟ USB Type A 1 ตำแหน่ง และ Type C 1 ตำแหน่ง สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง รวมถึงช่องชาร์จไฟ 12V ด้านหน้า 1 ตำแหน่ง และบริเวณเบาะนั่งแถวหลัง 1 ตำแหน่ง ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานของทุกคนในครอบครัว
โหมดการขับขี่: ตอบสนองทุกสภาพถนน
Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander CROSS HEV มาพร้อม โหมดการขับขี่ Drive Mode ที่หลากหลาย ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกสภาพถนนและความต้องการของผู้ขับขี่ โดยมีให้เลือกถึง 6 โหมด ได้แก่
Normal Mode: โหมดการขับขี่ปกติที่ให้ความสมดุลระหว่างสมรรถนะและความประหยัดน้ำมัน เหมาะสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน
Wet Mode: โหมดพิเศษสำหรับสภาพถนนเปียก ช่วยเพิ่มการยึดเกาะและลดความเสี่ยงในการเสียการควบคุม
Gravel Mode: โหมดสำหรับถนนลูกรัง ช่วยเพิ่มการยึดเกาะและสมรรถนะบนพื้นผิวที่ไม่เรียบ
Tarmac Mode: โหมดสำหรับถนนลาดยาง ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ทางไกล
Mud Mode: โหมดสำหรับสภาพถนนโคลน ช่วยเพิ่มการยึดเกาะและสมรรถนะบนพื้นผิวที่เป็นโคลน
EV Priority Mode: โหมดขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันในระยะทางสั้นๆ
Charge Mode: โหมดชาร์จแบตเตอรี่ ช่วยเพิ่มการชาร์จแบตเตอรี่ในขณะขับขี่
นอกจากนี้ ทั้งสองรุ่นยังมาพร้อมกับ ระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (AYC) ซึ่งช่วยเพิ่มความ