![Part 2: N1209256_ช ว ตท ไม ม ค า[ตอนจบ] #ละครส นสะท อนส งคม #ต องมนต ฟ ล ม #ละครส นห | Culture Connect](https://newsthailan.tfvp.org/wp-content/uploads/2026/09/fb_natural_20260909_180411.jpg)
เผยโฉม Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander CROSS HEV 2026: สัมผัสประสบการณ์ขับขี่อัจฉริยะยุคใหม่ในกลุ่มรถยนต์ MPV 7 ที่นั่ง
ตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ (MPV) ขนาด 7 ที่นั่ง กำลังร้อนระอุด้วยการแข่งขันที่ดุเดือดจากหลากหลายค่ายที่เล็งเห็นโอกาสทองในการช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาด ผู้เล่นรายเดิมอย่าง Mitsubishi Xpander ซึ่งเคยสร้างปรากฏการณ์ความนิยมด้วยดีไซน์โดดเด่น ความหรูหราพรีเมียม และฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง กำลังเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่ท้าทายอย่างต่อเนื่อง จนนำมาสู่การเปิดตัว Mitsubishi Xpander HEV และ Mitsubishi Xpander CROSS HEV โฉมใหม่ปี 2026 ซึ่งได้รับการพัฒนาและปรับปรุงครั้งสำคัญเพื่อยกระดับมาตรฐานการแข่งขันในเซกเมนต์นี้
การก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการใช้พลังงานทางเลือก ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องเร่งปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มองหารถที่ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะที่เหนือกว่าเดิม มิตซูบิชิ ประเทศไทย ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยียานยนต์ ด้วยการเปิดตัว Mitsubishi Xpander HEV และ Mitsubishi Xpander CROSS HEV รถยนต์ครอบครัว 7 ที่นั่ง ที่มาพร้อมกับขุมพลัง Full Hybrid ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในโลกสำหรับตระกูล Xpander เทคโนโลยีนี้ผสานการทำงานระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์สันดาปได้อย่างลงตัว มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เปี่ยมด้วยพลัง และความมั่นใจในทุกเส้นทาง ภายใต้แนวคิด Mitsubishi e:MOTION
ดีไซน์ภายนอก: สุนทรียภาพแห่งนวัตกรรมกับเอกลักษณ์ที่เหนือกว่า
มิตซูบิชิได้ยกระดับงานดีไซน์ภายนอกของ Xpander HEV และ Xpander CROSS HEV 2026 ให้มีความพรีเมียมและล้ำสมัยยิ่งขึ้น ด้วยการผสมผสานความสง่างามเข้ากับความสปอร์ตได้อย่างลงตัว จุดเด่นที่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น คือการประทับตราสัญลักษณ์ “HEV” ที่บริเวณกระจังหน้าและฝาประตูท้าย พร้อมด้วยโลโก้ “HYBRID EV” บนประตูคู่หน้า การตกแต่งด้วยเส้นสายสีน้ำเงินที่บริเวณกันชนหน้า กาบข้างประตู และกันชนหลัง ช่วยเสริมให้ตัวรถดูมีความเป็นรถยนต์พลังงานทางเลือกที่โดดเด่น
ล้ออัลลอยแบบทูโทน Machine Finished ขนาด 17 นิ้ว ที่ประดับด้วยแถบสีฟ้าขนาด 17 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 205/55 R17 ไม่เพียงแต่เสริมลุคให้ดูสปอร์ต แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเกาะถนนและลดแรงต้านทานการหมุน มิติตัวถังของรถรุ่นนี้ มีความยาว 4,595 มม. ความกว้าง 1,750 มม. และความสูง 1,750 มม. พร้อมระยะฐานล้อที่ยาวถึง 2,775 มม. ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ห้องโดยสารกว้างขวางนั่งสบาย โดยในรุ่น Xpander HEV จะมีระยะต่ำสุดถึงพื้น (Ground Clearance) อยู่ที่ 195 มม. ส่วนรุ่น Xpander CROSS HEV ซึ่งเป็นรุ่นที่เน้นความสมบุกสมบัน จะมี Ground Clearance สูงถึง 205 มม. ทำให้สามารถลุยได้หลากหลายสภาพเส้นทาง
สำหรับสีสันภายนอก มิตซูบิชิได้นำเสนอเฉดสีให้เลือกถึง 4 สี ได้แก่ สีขาว White Diamond (สีใหม่ล่าสุด), สีเงิน Blade Silver Metallic, สีเทา Graphite Gray Metallic และสีดำ Jet Black Mica โดยในรุ่น Xpander CROSS HEV จะมีสีพิเศษเฉพาะรุ่น นั่นคือสีเขียว Green Bronze Metallic ซึ่งเป็นสีที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มรถยนต์ SUV และ Crossover
ห้องโดยสาร: ความสะดวกสบายระดับพรีเมียมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย
ก้าวเข้าสู่ภายในห้องโดยสาร คุณจะสัมผัสได้ถึงความกว้างขวางและการออกแบบที่พิถีพิถัน ตัวรถมาพร้อมเบาะนั่ง 3 แถว รองรับผู้โดยสารได้ถึง 7 ที่นั่ง เบาะนั่งทุกตำแหน่งหุ้มด้วยหนัง Max Cool สีดำ-น้ำตาล (ในรุ่น Xpander CROSS HEV จะเป็นโทนสีดำ-น้ำเงิน) วัสดุนี้ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษให้ระบายอากาศได้ดี ช่วยลดความร้อนสะสม และมอบความรู้สึกสบายแม้ต้องเดินทางไกล เบาะฝั่งผู้ขับสามารถปรับด้วยมือได้ 6 ทิศทาง เพื่อให้ได้ท่าทางการขับขี่ที่เหมาะสมที่สุด ส่วนเบาะผู้โดยสารตอนหน้าปรับด้วยมือ 4 ทิศทาง
แผงแดชบอร์ดได้รับการออกแบบให้ดูทันสมัยและเรียบหรู โดยมีการติดตั้งมาตรวัดแบบ Full Digital สี TFT ขนาด 8 นิ้ว ซึ่งแสดงข้อมูลการขับขี่ได้อย่างชัดเจนและสวยงาม หน้าจออินโฟนเทนเมนต์ขนาด 9 นิ้ว ที่ติดตั้งอยู่กลางแผงคอนโซล รองรับการเชื่อมต่อทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมระบบเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth ช่วยให้การเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนทำได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
ระบบความบันเทิงภายในห้องโดยสาร ประกอบด้วยชุดเครื่องเสียงคุณภาพสูงพร้อมลำโพง 6 ตำแหน่ง ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานสมาร์ทโฟนระหว่างการเดินทาง ระบบปรับอากาศมาพร้อมหน้าจอแสดงผลดิจิตอล และมีฟังก์ชันพิเศษ Max Cool ที่สามารถปรับลดอุณหภูมิได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมการปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลังแบบแยกส่วน และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลังบนเพดาน เพื่อให้ทุกที่นั่งได้รับความเย็นสบายอย่างทั่วถึง กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงอัตโนมัติ ช่วยลดแสงสะท้อนจากรถคันหลังในเวลากลางคืน ปุ่ม Push Start และกุญแจ Smart Keyless Entry เพิ่มความสะดวกในการสตาร์ทเครื่องยนต์และเข้า-ออกจากตัวรถ
ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (Electric Parking Brake) พร้อมฟังก์ชัน Auto Brake Hold ช่วยให้การหยุดรถและการออกตัวเป็นไปอย่างนุ่มนวล โดยเฉพาะในสภาพการจราจรที่ติดขัด ช่องเก็บของใต้พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลัง เพิ่มพื้นที่จัดเก็บของใช้ส่วนตัวได้อย่างเป็นระเบียบ นอกเหนือจากนี้ ยังมีช่องเชื่อมต่อ USB ด้านหน้า 1 ตำแหน่ง, ช่องชาร์จไฟ USB Type A 1 ตำแหน่ง และ Type C 1 ตำแหน่ง สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง, พร้อมด้วยช่องชาร์จไฟ 12V ด้านหน้า 1 ตำแหน่ง และบริเวณเบาะนั่งแถวหลัง 1 ตำแหน่ง เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ได้อย่างสะดวก
ขุมพลัง Full Hybrid: ประสิทธิภาพและความประหยัดที่เหนือกว่า
หัวใจสำคัญที่ทำให้ Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander CROSS HEV 2026 มีความโดดเด่นเหนือคู่แข่ง คือการติดตั้งระบบขับเคลื่อน Full Hybrid ที่ทำงานร่วมกันอย่างลงตัวระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร MIVEC ให้พละกำลังสูงสุด 95 แรงม้า และแรงบิด 134 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 85 kW ที่ให้กำลังสูงสุด 116 แรงม้า และแรงบิดมหาศาลถึง 255 นิวตันเมตร ระบบส่งกำลังเป็นแบบเกียร์อัตโนมัติ e-CVT ที่ปรับจูนมาเป็นพิเศษสำหรับระบบ Full Hybrid โดยเฉพาะ
การผสานกำลังจากทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้รถสามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 9.7 วินาที ซึ่งถือว่าน่าประทับใจสำหรับรถยนต์ MPV 7 ที่นั่ง ขณะเดียวกัน แบตเตอรี่ขนาด 1.1 kWh ที่ติดตั้งมาพร้อมระบบ ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน มิตซูบิชิเคลมอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันไว้ที่ 19.2 กม./ลิตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับรถยนต์ครอบครัวขนาดใหญ่ ทำให้ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับผู้ใช้งานได้อย่างมีนัยสำคัญ
โหมดการขับขี่และระบบควบคุม: ความอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ทุกสภาวะ
เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ที่เหมาะสมกับสภาพถนนและสไตล์การขับขี่ มิตซูบิชิได้ติดตั้ง Drive Mode ที่มีให้เลือกถึง 7 โหมด ได้แก่ Normal Mode สำหรับการขับขี่ทั่วไป, Wet Mode สำหรับสภาพถนนเปียก, Gravel Mode สำหรับทางลูกรัง, และ Tarmac Mode สำหรับการขับขี่บนทางเรียบ โหมด