
เผยทุกมิติ New Mitsubishi XFORCE HEV 2026: คู่แข่งตัวจริงในตลาด B-SUV ที่ต้องจับตา
ตลาดรถยนต์ B-SUV ในประเทศไทยปี 2026 ยังคงร้อนระอุไม่เสื่อมคลาย และในสมรภูมิที่เต็มไปด้วยการแข่งขันนี้ มีผู้เล่นรายใหม่ที่น่าจับตาอย่างยิ่ง นั่นคือ New Mitsubishi XFORCE HEV รถยนต์พลังงานทางเลือกที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีไฮบริดอันทรงพลัง ดีไซน์โฉบเฉี่ยว และฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการที่คลุกคลีกับรถยนต์มานานกว่า 10 ปี วันนี้ผมจะพาคุณเจาะลึกทุกแง่มุมของ XFORCE HEV คันนี้ ตั้งแต่การออกแบบภายนอก ภายใน ระบบขับเคลื่อน ไปจนถึงการทดลองขับจริง เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมและตัดสินใจได้ว่ารถคันนี้จะใช่สำหรับคุณหรือไม่
ก่อนที่เราจะไปลงรายละเอียดเชิงลึก ผมต้องขอเกริ่นก่อนว่า Mitsubishi XFORCE HEV ไม่ใช่แค่รถยนต์ธรรมดา แต่เป็นการพลิกโฉมแนวคิดของ Mitsubishi ในกลุ่ม B-SUV ที่เน้นความสนุกในการขับขี่ ความปลอดภัย และความอัจฉริยะ ผสมผสานกับปรัชญาการออกแบบที่เรียบหรูแต่แฝงไปด้วยความแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ Mitsubishi ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน
ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ: คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้รับ
สำหรับผู้ที่สนใจ Mitsubishi XFORCE HEV 2026 ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยมีดังนี้ครับ
| รุ่น | ราคาจำหน่าย |
|——|————|
| XFORCE HEV IGNITE | 899,000 บาท |
| XFORCE HEV ULTIMATE | 1,039,000 บาท |
| XFORCE HEV ULTIMATE | 1,089,000 บาท |
หมายเหตุ: ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาตรวจสอบกับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
เมื่อพิจารณาราคาเทียบกับเทคโนโลยีและฟังก์ชันที่ XFORCE HEV มอบให้ ผมมองว่าเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดและน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะในระดับราคาที่ใกล้เคียงกัน ลูกค้าจะมีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้บริโภคโดยรวม
การออกแบบภายนอก: “Silky & Solid” ที่ลงตัว
Mitsubishi XFORCE HEV ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “Silky & Solid” ซึ่งเป็นการผสมผสานความนุ่มนวลปราดเปรียว (Silky) เข้ากับความแข็งแกร่งทนทาน (Solid) อย่างลงตัว เมื่อมองจากภายนอก คุณจะสัมผัสได้ถึงความโฉบเฉี่ยวที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร
ไฟหน้า LED ดีไซน์เท่พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน LED (Daytime Running Lights – DRLs) ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Mitsubishi ยุคใหม่ ทำให้รถดูทันสมัยและมีมิติ ส่วน ไฟท้าย LED สี Smoke รูปตัวที (T-shape) เสริมให้ด้านท้ายดูดุดันและมีความเป็นสปอร์ตมากขึ้น
เส้นสายด้านข้าง ของตัวรถโดดเด่นด้วยเส้นสายที่พลิ้วไหว แต่ยังคงไว้ซึ่งความแข็งแรง เสริมด้วย หลังคาแบบลอยตัว (Floating Roof) ที่ให้ความรู้สึกโปร่ง โล่ง สบายตา ตัดกับ ซุ้มล้อสีดำสไตล์รถ SUV ที่เน้นย้ำถึงความบึกบึนและสมรรถนะในการลุย
สิ่งที่น่าประทับใจอีกอย่างคือ ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ที่มีดีไซน์สปอร์ตและเข้ากับตัวรถได้อย่างลงตัว การเลือกขนาดล้อ 18 นิ้ว ถือว่ามีความเหมาะสมกับขนาดตัวถังของ XFORCE HEV ทำให้รถดูเต็ม ซุ้มล้อดูเต็ม และให้ความรู้สึกมั่นคงบนท้องถนน
ภายในห้องโดยสาร: ความหรูหราและเทคโนโลยีที่สัมผัสได้
ก้าวเข้ามาภายในห้องโดยสาร คุณจะพบกับความใส่ใจในรายละเอียดที่ทำให้รู้สึกถึงความพรีเมียม การตกแต่งภายในด้วยสีทูโทน Mélange – Mocha ให้ความรู้สึกอบอุ่นและหรูหรา ในขณะที่ วัสดุผ้ากันน้ำและคราบสกปรก แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในไลฟ์สไตล์ของคนไทย ที่มักจะเผชิญกับสภาพอากาศร้อนชื้น และอาจมีกิจกรรมที่หลากหลาย
รองรับผู้โดยสารได้ 5 ที่นั่ง ด้วยเบาะนั่งที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ และที่น่าสนใจคือ เบาะนั่งตอนหลังสามารถปรับเอนได้ 8 ระดับ และ ปรับพับแบบ 40:20:40 ซึ่งเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งานได้อย่างมาก คุณสามารถปรับเอนเบาะเพื่อความผ่อนคลาย หรือพับเบาะเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้อย่างอิสระ
นอกจากนี้ วัสดุหุ้มเบาะ Heat Guard ที่ช่วยสะท้อนความร้อนจากแสงแดด ถือเป็นอีกหนึ่งฟังก์ชันที่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในสภาพอากาศของประเทศไทย ที่มีแสงแดดจัดเกือบตลอดทั้งปี สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจที่ Mitsubishi มีต่อผู้ใช้งาน
หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว Smartphone-link Display Audio (SDA) ถือเป็นจุดเด่นสำคัญของห้องโดยสาร ที่มาพร้อมกับ หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ LCD ขนาด 8 นิ้ว การมีหน้าจอขนาดใหญ่ 2 จอ ไม่เพียงแต่เพิ่มความรู้สึกทันสมัย แต่ยังช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้อย่างสะดวก
สิ่งที่น่าประทับใจมากคือ การแบ่งหน้าจอออกเป็น 3 ส่วน แบบ Multi-widget ที่สามารถแสดงข้อมูลพร้อมกันบนหน้าจอเดียว ทั้งยังสามารถแสดงระดับความสูง มุมเอียง และทิศทาง ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่มีประโยชน์มากสำหรับการขับขี่ในสภาพถนนที่หลากหลาย รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย ทำให้การเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเป็นเรื่องง่ายและสะดวก
ระบบเสียง Dynamic Sound Yamaha Premium Sound System: ประสบการณ์เหนือระดับ
พูดถึงระบบเสียงของ XFORCE HEV ต้องบอกเลยว่าไม่ธรรมดาจริงๆ เพราะมาพร้อมกับ Dynamic Sound Yamaha Premium Sound System ที่ทำงานร่วมกับ ลำโพง 8 ตำแหน่ง ให้คุณภาพเสียงระดับเดียวกับการฟังเครื่องดนตรีแบบแยกชิ้น ซึ่งหาได้ยากในรถยนต์ระดับนี้
ระบบนี้สามารถ รูปแบบเสียงได้ 4 รูปแบบ ให้คุณเลือกปรับตามความชอบและประเภทของเพลง พร้อมด้วย ระบบฟอกอากาศ nanoe X ที่สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย สร้างอากาศสดชื่นภายในห้องโดยสาร และ ไฟตกแต่ง Ambient Light บริเวณคอนโซลหน้าและแผงประตูหน้า ที่ช่วยเพิ่มบรรยากาศและความหรูหราให้กับห้องโดยสาร
ระบบขับเคลื่อน e:MOTION: เทคโนโลยี Full-Hybrid ที่ชาญฉลาด
หัวใจสำคัญของ Mitsubishi XFORCE HEV 2026 คือระบบขับเคลื่อน e:MOTION แบบ Full-Hybrid ที่ทำงานร่วมกันอย่างลงตัวระหว่างเครื่องยนต์เบนซินและมอเตอร์ไฟฟ้า
เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ MIVEC ความจุ 1.6 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 107 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 134 นิวตัน-เมตร
มอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 116 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 225 นิวตัน-เมตร
เกียร์ 2-Speed Transaxle ทำหน้าที่ส่งกำลังไปยังล้อ
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 24.4 กม./ลิตร ซึ่งถือว่าน่าประทับใจมากสำหรับรถยนต์ประเภทนี้
โหมดการขับขี่มีให้เลือกถึง 7 รูปแบบ ประกอบด้วย:
โหมดขับขี่แบบไฟฟ้า 2 รูปแบบ:
EV Priority Mode: เน้นการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก
Charge Mode: เน้นการชาร์จแบตเตอรี่ขณะขับขี่
โหมดการขับขี่ 5 รูปแบบตามสภาพถนน:
Normal Mode: โหมดการขับขี่ปกติ
Tarmac Mode: โหมดสำหรับทางเรียบ
Gravel Mode: โหมดสำหรับทางลูกรัง
Mud Mode: โหมดสำหรับทางโคลน
Wet Mode: โหมดสำหรับทางเปียก
การทำงานของระบบ Full-Hybrid: ความฉลาดที่เหนือชั้น
ในฐานะคนที่คลุกคลีกับรถยนต์มานานกว่า 10 ปี ผมต้องบอกว่าระบบ Full-Hybrid ใน XFORCE HEV นี้มีความชาญฉลาดและน่าสนใจอย่างยิ่งครับ
โดยหลักการแล้ว เครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร มีหน้าที่หลักในการสร้างกระแสไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ เพื่อส่งไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้ในการขับเคลื่อนรถที่ย