
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนายานยนต์ที่สะท้อนแก่นแท้ของแบรนด์ หรือ Mitsubishi Motors-ness ด้วยการนำทัพยนตรกรรมแห่งอนาคตจัดแสดงที่งานฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2026 มุ่งนำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่
ภายในงาน แฟนๆ มิตซูบิชิจะได้พบกับ Mitsubishi e:MOTION ขุมพลังฟูลไฮบริดในรุ่น Mitsubishi Xpander HEV และ Mitsubishi Xpander Cross HEV ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ใหม่ที่เร้าใจ ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย Mitsubishi Pajero Sport รุ่นปี 2025 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ คลีนดีเซล ไฮเปอร์ พาวเวอร์ ผสานเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงและความหรูหราในห้องโดยสารสไตล์สปอร์ตพรีเมียม นอกจากนี้ยังมี Mitsubishi Triton Athlete รถกระบะสายลุยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์พรีเมียม ด้วยขุมพลังสมรรถนะสูงและเทคโนโลยีครบครัน ทั้งหมดนี้มาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษเฉพาะในงาน
มร. เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย กล่าวว่า “ปรัชญา Mitsubishi Motors-ness คือแรงผลักดันให้เราพัฒนาเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าและปลุกพลังแห่งการผจญภัย ยนตรกรรมของเราผสานทั้งสมรรถนะ ความสะดวกสบาย ความล้ำสมัย ความปลอดภัย ความไว้วางใจได้ และความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ทุกคันที่เรานำมาจัดแสดงในวันนี้สะท้อนแก่นแท้นี้อย่างชัดเจน”
นอกเหนือจากยนตรกรรมไฮไลท์แล้ว มร. อินาบะ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “เราได้เตรียมโปรโมชั่นพิเศษสำหรับ Xpander HEV, Xpander Cross HEV, Pajero Sport รุ่นปี 2025 และ All-new Triton ที่น่าดึงดูดใจที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยเฉพาะข้อเสนอสำหรับ All-new Triton ที่จะทำให้การตัดสินใจซื้อเป็นเรื่องง่ายสำหรับลูกค้าที่มองหารถกระบะอเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์”
ไฮไลท์การจัดแสดง: Mitsubishi e:MOTION และเทคโนโลยีแห่งอนาคต
หัวใจสำคัญของการจัดแสดงในครั้งนี้คือเทคโนโลยี Mitsubishi e:MOTION ที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่ให้กับผู้ใช้รถยนต์มิตซูบิชิ โดยเฉพาะในรุ่น Mitsubishi Xpander HEV และ Mitsubishi Xpander Cross HEV ซึ่งเป็นรถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดรุ่นแรกของแบรนด์ในประเทศไทย ยนตรกรรมทั้งสองรุ่นนี้ตอกย้ำตำแหน่งผู้นำของมิตซูบิชิในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่งขนาดเล็ก ด้วยการผสาน 3 เทคโนโลยีหลักเข้าด้วยกันอย่างลงตัว
ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด (HEV System): ต้นแบบจากความสำเร็จของ PHEV เทคโนโลยีนี้พัฒนาต่อยอดมาจากความสำเร็จของระบบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเรือธงของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ผสานการทำงานของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าด้วยกันอย่างชาญฉลาด เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดทั้งในด้านการประหยัดพลังงานและการตอบสนองที่ดีเยี่ยม ระบบจะเลือกใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลักในสภาวะการขับขี่ทั่วไป เช่น การออกตัวและการขับขี่ในเมือง ทำให้การออกตัวนุ่มนวลและตอบสนองทันใจด้วยแรงบิดสูงจากมอเตอร์ไฟฟ้า
เมื่อต้องการกำลังมากขึ้น เช่น การเร่งแซงหรือการขับขี่ขึ้นทางชัน ระบบจะผสานกำลังจากเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าด้วยกัน เพื่อมอบพละกำลังสูงสุดตามต้องการ การทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นนี้ทำให้ผู้ขับขี่สัมผัสได้ถึงความต่อเนื่องและมั่นใจในทุกสถานการณ์ นอกจากนี้ ระบบยังสามารถชาร์จพลังงานกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ผ่านกระบวนการ Regenerative Braking ซึ่งเป็นการดึงพลังงานจากการชาร์จกลับมาใช้ใหม่ ทำให้ลดการสูญเสียพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิงให้สูงสุด
7 โหมดการขับขี่ (7 Drive Mode): ปรับได้ตามทุกสภาพถนน มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี มาพร้อม 7 โหมดการขับขี่ที่พัฒนาขึ้นใหม่ เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับการทำงานของรถให้เหมาะสมกับสภาพถนนและสไตล์การขับขี่ได้อย่างอิสระ โหมดการขับขี่ทั้ง 7 ได้แก่
Normal: โหมดการขับขี่ปกติสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน มอบความสมดุลระหว่างความสะดวกสบายและการประหยัดพลังงาน
EV Mode: โหมดขับขี่ด้วยไฟฟ้า 100% ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว เหมาะสำหรับการขับขี่ในระยะทางสั้นๆ หรือในเขตชุมชนที่ต้องการความเงียบสงบ
Eco Mode: โหมดประหยัดพลังงาน ปรับการทำงานของเครื่องยนต์และระบบขับเคลื่อนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อการประหยัดเชื้อเพลิง
Tarmac Mode: โหมดขับขี่บนถนนปกติ ปรับการตอบสนองของคันเร่งและช่วงล่างให้เหมาะสมกับการขับขี่บนพื้นผิวแอสฟัลต์
Gravel Mode: โหมดขับขี่บนทางลูกรัง ปรับการกระจายแรงบิดและระบบควบคุมการทรงตัวให้เหมาะสมกับการขับขี่บนทางลูกรัง ให้การยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยม
Mud Mode: โหมดขับขี่บนทางโคลน ปรับการตอบสนองของคันเร่งและระบบควบคุมการทรงตัวให้เหมาะสมกับการขับขี่บนพื้นผิวโคลน ให้การยึดเกาะถนนในสภาวะลื่น
Sand Mode: โหมดขับขี่บนทางทราย ปรับการกระจายแรงบิดและการทำงานของระบบขับเคลื่อนให้เหมาะสมกับการขับขี่บนพื้นผิวทราย ให้การทรงตัวที่ดีในสภาวะที่ต้องการแรงฉุดลากสูง
ความสามารถในการปรับโหมดการขับขี่ที่หลากหลายนี้ ทำให้ Xpander HEV และ Xpander Cross HEV เป็นรถยนต์ที่แท้จริงสำหรับการใช้งานทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมือง การเดินทางไกล หรือการผจญภัยในเส้นทางออฟโรด
ระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC): เทคโนโลยีเอกสิทธิ์ของมิตซูบิชิ เทคโนโลยี AYC เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและสมรรถนะการขับขี่อย่างเหนือระดับ ระบบนี้จะทำงานร่วมกับระบบเบรก โดยจะทำการเบรกที่ล้อใดล้อหนึ่งตามความเหมาะสม เพื่อช่วยควบคุมทิศทางของรถในขณะเข้าโค้ง
เมื่อรถเข้าโค้ง ระบบ AYC จะตรวจจับมุมหักเลี้ยวและแรงเหวี่ยง และจะทำการเบรกที่ล้อด้านในโค้ง เพื่อลดแรงเหวี่ยงและช่วยให้รถเลี้ยวได้คมขึ้น การทำงานนี้ช่วยลดการเสียการทรงตัวและเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะการขับขี่ที่ต้องการความคล่องตัวสูง ความสามารถในการควบคุมทิศทางที่แม่นยำนี้ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถบังคับรถได้อย่างมั่นใจในทุกจังหวะการเข้าโค้ง
นอกจากนี้ ระบบ AYC ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยจะทำการปรับการกระจายแรงเบรกไปยังล้อที่เหมาะสม เพื่อช่วยป้องกันการเสียการทรงตัวและรักษาทิศทางของรถ ความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นนี้ ทำให้ Xpander HEV และ Xpander Cross HEV เป็นรถยนต์ที่เหมาะสำหรับครอบครัวที่ต้องการความอุ่นใจในการเดินทาง
ข้อเสนอพิเศษสำหรับ Xpander HEV และ Xpander Cross HEV ในงานนี้ ลูกค้าที่ซื้อ Mitsubishi Xpander HEV และ Mitsubishi Xpander Cross HEV ภายในงานฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2026 จะได้รับข้อเสนอพิเศษจากแคมเปญพิเศษ อัตราดอกเบี้ย 0% พร้อมด้วยแพ็กเกจ MITSUBISHI XTRA CARE ที่มอบบริการหลังการขายที่พร้อมมอบความอุ่นใจให้กับลูกค้าแบบจัดเต็ม ข้อเสนอเหล่านี้จะช่วยให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดที่ทันสมัยได้ง่ายยิ่งขึ้น
ไฮไลท์ที่ 2: Mitsubishi Pajero Sport รุ่นปี 2025 และเทคโนโลยี Hyper Power
อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญในงานนี้คือ Mitsubishi Pajero Sport รุ่นปี 2025 ซึ่งมาพร้อมขุมพลังใหม่ “ไฮเปอร์พาวเวอร์ (Hyper Power)” เครื่องยนต์ดีเซลคลีนดีเซล ไฮเปอร์ พาวเวอร์ เป็นเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ 4 สูบ ขนาด 2.4 ลิตร พร้อมหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์แบบคอมมอนเร