
สุดยอดนวัตกรรมยานยนต์จาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส: เปิดศักราชใหม่แห่งเทคโนโลยีขับเคลื่อนไฮบริดและระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่งาน FAST AUTO SHOW THAILAND 2026
การแถลงข่าวจากผู้บริหารระดับสูง เผยวิสัยทัศน์ใหม่กับการต่อยอดความสำเร็จในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ และการยกระดับมาตรฐานรถกระบะสู่ยุคดิจิทัล
ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวสุดยอดยนตรกรรมที่บูธ B03 ภายในงาน ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2026 (FAST AUTO SHOW THAILAND 2026) ณ ไบเทค บางนา โดยงานในปีนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการตอกย้ำความมุ่งมั่นของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในการสร้างสรรค์และพัฒนายานยนต์ที่ผสานความเป็นที่สุดแห่งดีเอ็นเอของมิตซูบิชิ (Mitsubishi Motors-ness) เข้ากับเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดไทยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
งานแถลงข่าวในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากคุณซูซูมุ โคนาคาวะ ผู้บริหารระดับสูงจาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่ได้มาถ่ายทอดวิสัยทัศน์และแผนการดำเนินงานในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ พร้อมการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ Mitsubishi Xpander HEV และ Mitsubishi Xpander Cross HEV รถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดที่ได้รับการพัฒนาภายใต้นิยาม Mitsubishi e:MOTION ซึ่งจะมอบประสบการณ์การขับขี่ใหม่ที่เหนือกว่าทั้งในด้านสมรรถนะ ความสะดวกสบาย และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดง มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ใหม่ รุ่นปี 2025 ที่มาพร้อมขุมพลังใหม่ Clean Diesel Hyper Power และเทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคันอัจฉริยะ Diamond Sense รวมถึง มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท รถกระบะที่ออกแบบมาเพื่อผู้ชื่นชอบการผจญภัยและไลฟ์สไตล์แบบพรีเมียม ด้วยเทคโนโลยีการขับเคลื่อน 4 ล้อที่เหนือชั้น และการออกแบบที่ดุดันสง่างาม
“ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ที่คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมมานานกว่าครึ่งศตวรรษ เราเข้าใจดีว่าลูกค้าชาวไทยไม่ได้มองหารถยนต์เพียงแค่เพื่อการเดินทาง แต่ต้องการเพื่อนคู่ใจที่พร้อมจะร่วมฝ่าฟันทุกอุปสรรคและเฉลิมฉลองทุกช่วงเวลาของชีวิต ด้วยปรัชญา Mitsubishi Motors-ness เรามุ่งมั่นที่จะพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ตั้งแต่การขับขี่ในเมืองที่ต้องการความคล่องตัว ความสะดวกสบาย และการประหยัดพลังงาน ไปจนถึงการเดินทางท่องเที่ยวในเส้นทางทุรกันดารที่ต้องการความทนทาน สมรรถนะ และความปลอดภัยขั้นสูงสุด” คุณโคนาคาวะ กล่าวสรุปในการเปิดงานแถลงข่าว
การเปิดศักราชใหม่แห่งเทคโนโลยีขับเคลื่อนไฮบริด
หัวใจสำคัญของการเปิดตัวในครั้งนี้ คือ Mitsubishi Xpander HEV และ Mitsubishi Xpander Cross HEV ซึ่งเป็นการต่อยอดความสำเร็จของรถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่งที่ครองใจคนไทยมาอย่างยาวนาน โดยในครั้งนี้ มิตซูบิชิ ได้นำเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด (Full Hybrid) มาติดตั้งเป็นครั้งแรกในกลุ่มรถยนต์ประเภทนี้
Mitsubishi Xpander HEV และ Mitsubishi Xpander Cross HEV มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดที่ผสานการทำงานของเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดใหญ่ ทำให้รถยนต์สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวในความเร็วต่ำ ซึ่งเหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองที่ต้องการความเงียบและความประหยัดพลังงาน ในขณะเดียวกัน มอเตอร์ไฟฟ้าก็สามารถทำหน้าที่เสริมกำลังให้กับเครื่องยนต์ในจังหวะเร่งแซง ทำให้ได้อัตราเร่งที่ทันใจและตอบสนองได้ดีเยี่ยม
คุณสุทธิ์ธิพงษ์ ทิพย์โยธา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและวิศวกรรม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยี Mitsubishi e:MOTION ว่า “หัวใจสำคัญของเทคโนโลยีนี้คือการทำงานประสานกันอย่างลงตัวระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า เราไม่ได้นำเทคโนโลยีไฮบริดสำเร็จรูปมาใส่ในรถยนต์ของเรา แต่เราได้พัฒนา Mitsubishi e:MOTION ขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะสำหรับรถยนต์ของเรา เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ขับขี่จะได้รับประสบการณ์การขับขี่ที่ ‘สนุก เร้าใจ ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม’ อย่างแท้จริง”
ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดใน Xpander HEV และ Xpander Cross HEV มาพร้อมกับโหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7 Drive Mode) ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับได้ตามสภาพถนนและความต้องการ ซึ่งประกอบด้วยโหมด Normal, Eco, Gravel, Mud/Snow, Sand, Rock และ Electric Vehicle (EV) Mode ซึ่งเป็นโหมดขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ช่วยให้ประหยัดพลังงานและลดมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ Xpander HEV และ Xpander Cross HEV ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี Active Yaw Control (AYC) ที่เป็นเอกลักษณ์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ซึ่งช่วยควบคุมการขับขี่ขณะเข้าโค้งได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจได้ในทุกเส้นทาง และเทคโนโลยี One-Pedal Driving ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ โดยผู้ขับขี่สามารถควบคุมความเร็วของรถได้ด้วยการใช้แป้นคันเร่งเพียงอย่างเดียว
การยกระดับมาตรฐานรถกระบะสู่ยุคดิจิทัล
ในส่วนของกลุ่มรถกระบะ มิตซูบิชิ ไทรทัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์เรือธงของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในประเทศไทย ก็ได้รับการพัฒนาให้มีความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรุ่น มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ชื่นชอบการผจญภัยและไลฟ์สไตล์แบบพรีเมียม
มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท มาพร้อมกับเครื่องยนต์ Hyper Power X2 ที่ให้พละกำลังสูงสุดถึง 204 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 470 นิวตันเมตร ซึ่งเป็นกำลังที่เหนือกว่าคู่แข่งในระดับเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด คุณสมบัติเด่นของเครื่องยนต์นี้คือความสามารถในการส่งกำลังอย่างต่อเนื่องในรอบเครื่องยนต์ต่ำ ทำให้รถยนต์มีอัตราเร่งที่ดีเยี่ยมตั้งแต่การออกตัว และยังคงมีกำลังสำรองสำหรับการแซงที่ปลอดภัย
คุณวิชัย พงศ์วัชระวิบูลย์ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การตลาด มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้กล่าวถึงจุดเด่นของ มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ว่า “เราได้ยกระดับมาตรฐานของรถกระบะให้ก้าวไปอีกขั้น ด้วยการผสานสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้นเข้ากับเทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคันอัจฉริยะ Diamond Sense ไม่ว่าคุณจะขับขี่บนทางหลวงในเมือง บนเส้นทางลูกรังในต่างจังหวัด หรือบนเส้นทางทุรกันดาร มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท พร้อมที่จะพาคุณไปถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัยและสะดวกสบาย”
เทคโนโลยี Super Select 4WD II ใน ไทรทัน แอทลีท เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบฟูลไทม์ (Full-Time All Wheel Control) เจ้าแรกในตลาดรถกระบะเมืองไทย ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนจากโหมดขับเคลื่อน 2 ล้อ (2H) เป็นขับเคลื่อน 4 ล้อ (4H) ได้ทันที แม้ในขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่ (Shift-on-the-Fly) โดยไม่ต้องหยุดรถ
นอกจากนี้ ไทรทัน แอทลีท ยังมาพร้อมกับระบบ Active Yaw Control (AYC) ที่ช่วยควบคุมการขับขี่ขณะเข้าโค้งได้อย่างแม่นยำ และโหมดการขับขี่ถึง 7 รูปแบบ เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับให้เหมาะสมกับสภาพถนนที่หลากหลาย
การข