
เจาะลึกตลาดรถยนต์ 7 ที่นั่ง ปี 2567: การแข่งขันดุเดือด เมื่อแบรนด์ใหญ่หวนคืนสังเวียน
ตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดเล็ก 7 ที่นั่ง หรือที่เรียกกันติดปากว่า “มินิเอ็มพีวี” กำลังกลายเป็นสมรภูมิรบที่ดุเดือดที่สุดแห่งปี 2567 นี้ หลังจากที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยผู้เล่นหลักไม่กี่ราย แต่ในปีนี้ เรากำลังจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นอย่าง Mitsubishi กำลังจะกลับมาทวงบัลลังก์แชมป์อีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว Xpander HEV และ Xpander Cross HEV ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Full Hybrid เต็มรูปแบบ
ย้อนกลับไปในช่วงปี 2561 หากจะพูดถึงตลาดรถยนต์ 7 ที่นั่งในประเทศไทย คงต้องยกให้ Honda Freed ในฐานะผู้บุกเบิกตำนาน ด้วยประตูสไลด์ไฟฟ้าที่เป็นเอกลักษณ์และราคาที่เข้าถึงได้ แต่ก็น่าเสียดายที่ Freed ไม่สามารถยืนหยัดในตลาดได้นานนัก และถูกยกเลิกการทำตลาดไปในที่สุด
หลังจากนั้นไม่นาน Mitsubishi Xpander ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 2561 ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 7.79 แสนบาท ซึ่งถือเป็นการปลุกกระแสตลาดมินิเอ็มพีวีให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ด้วยการนำเสนอรถ 7 ที่นั่งที่มีราคาคุ้มค่า เทียบเท่ารถยนต์ 5 ที่นั่งในยุคนั้น ทำให้ Xpander กลายเป็นผู้นำตลาดอย่างรวดเร็ว และสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้อย่างยาวนาน แม้ว่าจะมีการเปิดตัวรุ่นปรับปรุงใหม่และขยับราคาขึ้นเป็น 7.99 แสนบาทในเวลาต่อมาก็ตาม
ปี 2563 ถือเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญของตลาดนี้ เมื่อ Suzuki XL7 ได้เปิดตัวตามมาด้วยราคาเริ่มต้น 7.79 แสนบาท เพื่อมาเจาะตลาดกลุ่มมินิเอ็มพีวี-เอสยูวี โดยต่อยอดจากความสำเร็จของ Suzuki Ertiga ที่เปิดตัวไปตั้งแต่ปี 2556 และได้รับการปรับโฉมใหม่ใส่เทคโนโลยี Mild-Hybrid ในปี 2565 ด้วยราคาเริ่มต้น 6.99 แสนบาท การเข้ามาของ Suzuki XL7 ไม่เพียงแต่เพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค แต่ยังช่วยขยายขนาดของตลาดให้เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของตลาดนี้เกิดขึ้นในปี 2565 เมื่อ Toyota Veloz ได้เปิดตัวด้วยราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 7.95 แสนบาท พร้อมออปชั่นจัดเต็มที่เหนือกว่าคู่แข่งในตลาดในเวลานั้น Veloz ถือเป็นการท้าทายบัลลังก์ของ Mitsubishi Xpander โดยตรง และสามารถกระตุ้นยอดขายของตลาดมินิเอ็มพีวีให้ขยับขึ้นได้อย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาสนใจรถยนต์อเนกประสงค์มากขึ้น
ตามมาด้วย Honda BR-V ที่เปิดตัวในปี 2565 ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 9.15 แสนบาท ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในกลุ่ม ทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า Honda อาจจะไม่ได้เน้นทำตลาดในกลุ่มนี้เท่าที่ควร แต่ BR-V ก็มาพร้อมออปชั่นและสมรรถนะเครื่องยนต์ที่เป็นจุดเด่น
ปี 2566 เป็นปีแห่งการขยายตัวของตลาด เมื่อ Hyundai Stargazer ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการหลังจากที่เคยจัดแสดงในช่วงปลายปี 2565 ด้วยราคาเริ่มต้น 7.69 แสนบาท จุดเด่นที่ทำให้ Stargazer โดดเด่นคือการนำเสนอ Captain Seat ในรุ่นท็อป ซึ่งเป็นครั้งแรกในตลาดมินิเอ็มพีวี ทำให้เกิดการแข่งขันด้านออปชั่นที่รุนแรงขึ้น
ในช่วงปลายปี 2566 ภาพรวมตลาดมินิเอ็มพีวี มียอดขายสะสมรวมอยู่ที่ประมาณ 2.5 หมื่นคัน โดย 3 อันดับแรกของผู้เล่นในตลาด ได้แก่
Toyota Veloz ด้วยยอดขายรวมประมาณ 11,000 คัน
Mitsubishi Xpander ด้วยยอดขายรวมประมาณ 9,000 คัน
Hyundai Stargazer ด้วยยอดขายรวมประมาณ 1,500 คัน
จะเห็นได้ว่าตลาดนี้มีการแข่งขันที่รุนแรง โดยมีการตั้งราคาจำหน่ายที่อยู่ในระดับเข้าถึงได้ง่ายเมื่อเทียบกับรถยนต์ในกลุ่มอเนกประสงค์อื่น ๆ เล็กน้อย โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งการเดินทางในชีวิตประจำวันและการท่องเที่ยว ด้วยจำนวนที่นั่งที่รองรับได้ถึง 7 ที่นั่ง ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มครอบครัวและผู้ที่ต้องการความอเนกประสงค์ ดังนั้นผู้ผลิตจึงเน้นเรื่องความสะดวกสบายในการโดยสารและเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยเป็นหลัก
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง: Mitsubishi กลับมาทวงบัลลังก์?
ความเคลื่อนไหวในตลาดมินิเอ็มพีวีในปี 2567 นี้ คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะจากแบรนด์ที่อยู่ในตลาดนี้มานานอย่าง Mitsubishi ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2567 Mitsubishi Motors (Thailand) ได้ประกาศผ่าน Facebook Fanpage ว่าจะมีการเปิดตัว New Xpander HEV และ New Xpander Cross HEV ซึ่งเป็นรถยนต์ Full Hybrid 7 ที่นั่งเต็มรูปแบบ ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567
การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า Mitsubishi ไม่ได้ยอมแพ้ให้กับ Toyota Veloz และพร้อมที่จะกลับมาทวงบัลลังก์ผู้นำตลาดอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากยอดขายที่ห่างจากผู้นำตลาดเพียงเล็กน้อย การนำเสนอเทคโนโลยี Full Hybrid ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน น่าจะสามารถดึงดูดผู้บริโภคที่กำลังมองหารถยนต์ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี
เจาะลึก Mitsubishi Xpander HEV: นวัตกรรม Full Hybrid ที่จะเปลี่ยนเกม
ในการแถลงข่าวเปิดตัว Mitsubishi Xpander ใหม่ ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 นั้น คุณเออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวถึงการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญของ Xpander ใหม่ ว่า “มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ มีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ใหม่ให้มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้นภายใต้แนวคิด ‘Mitsubishi Motors-ness’ โดย มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ ไม่ได้ปรับเปลี่ยนแค่เฉพาะดีไซน์ภายนอกเท่านั้น แต่ยังมีการปรับปรุงดีไซน์ภายในเพื่อการยกระดับ พร้อมติดตั้งระบบส่งกำลัง Eco-Dynamic CVT และเทคโนโลยีรุ่นใหม่ต่าง ๆ ที่ช่วยเพิ่มอัตราการเร่งแซง ความประหยัด และความเงียบของห้องโดยสารมากขึ้นอีกด้วย”
การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การ Minor Change แต่เป็นการยกระดับตัวรถให้มีความพรีเมียมและทันสมัยมากยิ่งขึ้น ดังนี้
การยกระดับดีไซน์ภายนอกแบบ SUV
ด้านหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Advanced Dynamic Shield: ที่บ่งบอกถึงพละกำลังและความมั่นใจ
ด้านหลังดีไซน์ใหม่: พร้อมติดตั้งกันชนท้ายและแผ่นกันกระแทกแบบใหม่ ดีไซน์แบบ 3 มิติ ช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่
ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่แบบสีทูโทนขนาด 17 นิ้ว: ที่แสดงถึงความแข็งแกร่งและความมุ่งมั่น
ขนาดตัวถังรถมีดีไซน์ขนาดใหญ่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง: ใหญ่เพิ่มขึ้นอีก 95 มม. เพื่อเพิ่มความสง่างาม
ความสูงจากพื้นดินเพิ่มขึ้นอีก 15 มม.: ทำให้รถมีความสูงมากถึง 220 มม. ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่และพร้อมลุยทุกเส้นทาง
ประณีตเหนือระดับด้วยดีไซน์ภายในใหม่
ห้องโดยสารดีไซน์ใหม่แบบ Horizontal Axis: เพื่อการจัดเรียงแผงควบคุมที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขับขี่ให้สามารถใช้งานง่าย พร้อมช่วยเพิ่มทัศนวิสัยและความสะดวกในการขับขี่มากยิ่งขึ้น
พวงมาลัยดีไซน์ใหม่ ทรงสปอร์ตและกระชับมือมากยิ่งขึ้น: ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ (ผ่านการทดสอบโดยลูกค้าชาวไทยจำนวนมาก)
ห้องโดยสารดีไซน์ใหม่แบบสีทูโทน สีน้ำตาล-ดำ: หรูหรายิ่งขึ้นด้วยวัสดุหนังสังเคราะห์หุ้มเบาะนั่ง ที่พักแขน และแผงประตูข้าง
หน้าจอระบบสัมผัส รุ่นใหม่ ขนาด 9 นิ้ว: ที่รองรับการใช้งาน Apple CarPlay และ Android Auto
ระบบปรับอากาศดีไซ