
เปิดตัว All-New Mitsubishi Xforce HEV 2026: คอมแพ็กต์ SUV ไฮบริด ดีไซน์ล้ำ สมรรถนะโดดเด่น ราคา 899,000 บาท
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ประกาศเปิดตัว All-New Mitsubishi Xforce HEV รถคอมแพ็กต์ SUV พลังงานทางเลือก เจเนอเรชันใหม่ ที่จะเข้ามาเติมเต็มไลน์อัพรถยนต์ฟูลไฮบริด หลังจากความสำเร็จของ Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV การมาถึงของ Xforce HEV ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเพิ่มตัวเลือกในตลาด แต่เป็นการยกระดับประสบการณ์การขับขี่ ด้วยเทคโนโลยี MITSUBISHI e:MOTION ผสาน 3 นวัตกรรมล้ำสมัย ทั้งระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดเจเนอเรชันใหม่, โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ, และระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control – AYC)
มิตซูบิชิ Xforce HEV 2026 ไม่เพียงแต่โดดเด่นด้วยสมรรถนะและเทคโนโลยี แต่ยังมาพร้อมการออกแบบที่เร้าใจ ดีไซน์ที่ล้ำสมัย และห้องโดยสารที่กว้างขวางสะดวกสบาย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่มองหารถยนต์ที่ครบเครื่องทุกมิติ
ราคา All-New Mitsubishi Xforce HEV 2026 เปิดตัวอย่างเป็นทางการ 3 รุ่นย่อย ดังนี้:
รุ่น Ignite ราคาเริ่มต้น 899,000 บาท
รุ่น Ultimate ราคาเริ่มต้น 1,039,000 บาท
รุ่น Ultimate X ราคาเริ่มต้น 1,089,000 บาท
นอกจากนี้ ลูกค้าที่จองภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 และรับรถภายใน 31 กรกฎาคม 2568 จะได้รับข้อเสนอพิเศษ “Early Bird Offers” ที่น่าสนใจอีกมากมาย
All-New Mitsubishi Xforce HEV 2026: รถคอมแพ็กต์ SUV พลังงานทางเลือกน้องใหม่จาก Mitsubishi Motors ประเทศไทย
บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จำกัด สร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดรถยนต์ไทย ด้วยการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ All-New Mitsubishi Xforce HEV รถคอมแพ็กต์ SUV (Sports Utility Vehicle) เจเนอเรชันใหม่ ที่มาพร้อมเทคโนโลยีขับเคลื่อนฟูลไฮบริดที่ล้ำสมัยที่สุดจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านรถยนต์พลังงานทางเลือกของแบรนด์ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงกับ Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV
Xforce HEV ได้รับการออกแบบภายใต้คอนเซปต์ MITSUBISHI e:MOTION ซึ่งเป็นการผสาน 3 เทคโนโลยีหลักเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ได้แก่ ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ล่าสุด, โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ, และระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control – AYC) ที่ผสานการทำงานร่วมกันเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ ทั้งความประหยัดน้ำมันขั้นสูงสุด อัตราเร่งที่ทรงพลัง และความปลอดภัยสูงสุดในทุกสภาพเส้นทาง
ดีไซน์ภายนอก: Silky and Solid สะท้อนความหรูหราและสมรรถนะ
มิตซูบิชิ Xforce HEV ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “Silky and Solid” ซึ่งผสมผสานความเรียบหรูสง่างามเข้ากับความแข็งแกร่งบึกบึนของรถ SUV ได้อย่างลงตัว มิติตัวถังที่กะทัดรัดแต่ภายในกว้างขวาง ทำให้ Xforce HEV เป็นรถที่เหมาะสำหรับการใช้งานในเมืองและเดินทางไกล
รูปลักษณ์ภายนอก โดดเด่นด้วยเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวสะท้อนถึงพลังและความทันสมัย ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (DRL) และไฟท้าย LED สี Smoked ถูกจัดวางในรูปแบบตัว T ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของมิตซูบิชิในปัจจุบัน เสริมให้เห็นถึงความกว้างและความรู้สึกมั่นคงของตัวรถ ล้ออัลลอยขนาดใหญ่ 18 นิ้ว ดีไซน์สวยงามที่คำนึงถึงหลักอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) พร้อมซุ้มล้อที่เลือกใช้วัสดุและสีที่ตัดกับสีตัวถัง ทำให้ Xforce HEV มีบุคลิกความเป็นรถ SUV ที่ชัดเจน
รูปลักษณ์ภายใน ออกแบบภายใต้คอนเซปต์ “Horizontal Axis” เน้นการออกแบบแผงคอนโซลที่ทอดยาวไปด้านข้าง เพื่อมอบทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยมให้กับผู้ขับขี่ วัสดุที่ใช้ภายในมีความหรูหรา ประณีตในทุกรายละเอียด โดยเฉพาะการตกแต่งด้วยผ้าบุแบบพิเศษที่ผสมผสานวัสดุกันน้ำและกันคราบสกปรก ทำให้ดูแลรักษาง่าย เหมาะสำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก เบาะนั่งตอนหลังสามารถพับปรับได้หลากหลายรูปแบบ พร้อมด้วยวัสดุหุ้มเบาะ “Heat Guard” ที่ช่วยสะท้อนความร้อนจากแสงแดด ทำให้นั่งสบายแม้ในสภาพอากาศร้อน
สมรรถนะและเทคโนโลยี: MITSUBISHI e:MOTION ขับเคลื่อนอย่างชาญฉลาดและประหยัด
หัวใจสำคัญที่ทำให้ All-New Mitsubishi Xforce HEV แตกต่างจากคู่แข่งคือระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ล่าสุด ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อยอดจากระบบขับเคลื่อนแบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เทคโนโลยีนี้ผสานการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงและแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง เข้ากับเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร DOHC 16 วาล์ว MIVEC ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ ทำงานผ่านมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงและแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษสำหรับรถยนต์ไฮบริด โดยใช้เครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร DOHC 16 วาล์ว MIVEC เป็นเครื่องยนต์หลักในการผลิตกระแสไฟฟ้าและช่วยขับเคลื่อนตัวรถ ในบางสถานการณ์ เครื่องยนต์จะทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าโดยตรง เพื่อส่งกำลังไปยังล้อโดยตรง ทำให้ได้อัตราเร่งที่ทันใจและนุ่มนวล
ระบบส่งกำลัง 2-Speed Transaxle ใหม่ ปรับเปลี่ยนการทำงานของระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติให้เหมาะสมกับสภาพการขับขี่และสภาพถนน ไม่ว่าจะเป็นการออกตัว การเร่งแซง หรือการขับขี่บนทางลาดชัน ระบบจะเลือกใช้โหมดการขับขี่ที่เหมาะสมที่สุดโดยอัตโนมัติ เพื่อมอบอัตราเร่งที่ดีและนุ่มนวล พร้อมทั้งเพิ่มกลไกตัดการเชื่อมต่อของมอเตอร์ เพื่อลดการสูญเสียพลังงาน ส่งผลให้รถมีอัตราประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 24.4 กิโลเมตร/ลิตร และมีระยะทางการขับขี่ยาวที่สุดในคลาสต่อน้ำมันหนึ่งถัง
โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7-Drive Mode) มอบความยืดหยุ่นในการขับขี่ตามสภาพถนนและสภาพอากาศที่แตกต่างกัน ผู้ขับขี่สามารถเลือกเปลี่ยนโหมดการขับขี่ด้วยตนเองได้อย่างง่ายดายผ่านปุ่มที่คอนโซลกลาง ประกอบด้วย:
Normal (ถนนทั่วไป): โหมดมาตรฐานสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน
Wet (ถนนเปียก): ปรับการทำงานของมอเตอร์และเบรกให้เหมาะสมกับพื้นถนนเปียก เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
Gravel (ถนนลูกรัง): ควบคุมการส่งกำลังไปยังล้อทั้งสี่ เพื่อการยึดเกาะที่ดีบนพื้นผิวขรุขระ
Tarmac (ถนนลาดยาง): ปรับการทำงานให้เหมาะสมกับการขับขี่บนทางเรียบด้วยความเร็วสูง
Mud (ถนนโคลน): ระบบจะทำงานร่วมกับระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (AYC) เพื่อช่วยให้รถเคลื่อนที่ผ่านพื้นถนนโคลนได้ง่ายขึ้น
Charge (โหมดการชาร์จ): เครื่องยนต์จะทำงานเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็ม โดยไม่คำนึงถึงอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน เหมาะสำหรับการชาร์จแบตเตอรี่ให้พร้อมสำหรับการเดินทางในโหมด EV
EV Priority (โหมดพลังงานไฟฟ้า 100%): รถจะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ในการขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว ตราบเท่าที่สภาพการขับขี่เอื้ออำนวย ให้ความเงียบและประหยัดสูงสุด
ระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control – AYC) เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อยอดจากรถแข่งแรลลี่คาร์ของมิตซูบิชิ ทำงานโดยการคำนวณการส่งกำลังไปยัง