
เจาะลึก All-New Mitsubishi Xforce HEV และ Xpander HEV Play: นวัตกรรม Full Hybrid ที่พลิกโฉมประสบการณ์การขับขี่ในไทย
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 24 มีนาคม 2026 – ท่ามกลางกระแสยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังร้อนแรงในตลาดไทย “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย” ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ ด้วยการเปิดตัวเทคโนโลยี Full Hybrid ในรถยนต์ 2 รุ่นเรือธง ได้แก่ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี (All-New Mitsubishi Xforce HEV) และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี เพลย์ (Mitsubishi Xpander HEV Play) ซึ่งไม่เพียงแต่ยกระดับมาตรฐานของกลุ่มผลิตภัณฑ์ แต่ยังเป็นการประกาศศักดาถึงความพร้อมของแบรนด์ในการส่งมอบนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างลงตัว
First Look: Xforce HEV – ดีไซน์ Silky & Solid ที่สะกดทุกสายตา
สำหรับงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 (The 46th Bangkok International Motor Show 2026) นี้ ถือเป็นเวทีเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ All-New Xforce HEV ต่อสาธารณชนชาวไทย หลังจากการเปิดตัวครั้งแรกในโลกที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา การปรากฏตัวของ Xforce HEV ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ แต่เป็นการตอกย้ำถึงความทุ่มเทของมิตซูบิชิในการพัฒนารถยนต์ที่ผสานทั้งดีไซน์ที่โดดเด่น สมรรถนะที่เหนือกว่า และเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้าไว้ด้วยกัน
ภายใต้แนวคิดการออกแบบ “Silky & Solid” มิตซูบิชิได้รังสรรค์ Xforce HEV ให้มีรูปลักษณ์ภายนอกที่สะท้อนถึงความเรียบหรู ทรงพลัง และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เส้นสายที่พลิ้วไหวแต่แฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่ง ทำให้รถยนต์คันนี้ดูมีมิติและน่าเกรงขามบนท้องถนน ด้านหน้าโดดเด่นด้วย Dynamic Shield ที่ได้รับการตีความใหม่ให้โฉบเฉี่ยวและทันสมัยยิ่งขึ้น ผสานกับชุดไฟ DRL แบบ LED ดีไซน์เพรียวบางที่สร้างเอกลักษณ์ในเวลากลางวัน ขณะที่ด้านท้ายมาพร้อมไฟท้าย LED ที่ออกแบบให้ดูดุดันและกว้างขวาง
หัวใจสำคัญ: เทคโนโลยี MITSUBISHI e:MOTION และระบบขับเคลื่อน Full Hybrid
แกนหลักที่ทำให้ Xforce HEV แตกต่างจากคู่แข่งคือการมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน Full Hybrid Generation ใหม่ ภายใต้เทคโนโลยี MITSUBISHI e:MOTION ที่ถูกพัฒนาขึ้นบนรากฐานอันแข็งแกร่งของระบบ Plug-in Hybrid (PHEV) ที่ประสบความสำเร็จของแบรนด์ แต่ได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับตลาดประเทศไทย
หัวใจสำคัญของระบบนี้คือการผสานการทำงานของ มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง ขนาด 85 กิโลวัตต์ และ เครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร MIVEC ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ ระบบทำงานประสานกันอย่างชาญฉลาดเพื่อส่งมอบอัตราเร่งที่ยอดเยี่ยมด้วยแรงบิดสูงสุดถึง 255 นิวตันเมตร ซึ่งเทียบเท่ากับรถยนต์กลุ่ม C-segment SUV ทั่วไป ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกมั่นใจในการเร่งแซงและเปลี่ยนเลนได้อย่างฉับไว
อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่น่าประทับใจเฉลี่ยอยู่ที่ 24.4 กิโลเมตร/ลิตร สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระบบ Full Hybrid ที่สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ให้เหมาะสมกับสภาพถนนและสไตล์การขับขี่ได้อย่างอัตโนมัติ
7 Drive Modes: ปรับเปลี่ยนได้ทุกสภาวะการขับขี่
เพื่อตอบสนองต่อความต้องการและสไตล์การขับขี่ที่หลากหลายของผู้บริโภคชาวไทย มิตซูบิชิได้ติดตั้ง 7 โหมดการขับขี่ ที่ได้รับการปรับปรุงให้เหมาะกับสภาพถนนในประเทศไทยโดยเฉพาะ ซึ่งแบ่งออกเป็น:
Normal Mode: โหมดมาตรฐานที่สมดุลและเหมาะสมที่สุดสำหรับการขับขี่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน
Wet Mode: โหมดพิเศษสำหรับพื้นผิวถนนที่เปียกลื่น ช่วยป้องกันการลื่นไถลและเพิ่มเสถียรภาพ
Gravel Mode: โหมดสำหรับทางลูกรัง เพิ่มการยึดเกาะและการควบคุมบนพื้นผิวขรุขระ
Tarmac Mode: โหมดสำหรับถนนลาดยาง เน้นพละกำลังและการตอบสนองที่คล่องตัว
Mud Mode: โหมดสำหรับทางโคลน ทรงพลังและควบคุมได้ดั่งใจ
EV Mode: โหมดขับขี่ด้วยไฟฟ้า 100% สำหรับการเดินทางระยะสั้นด้วยความเงียบสงบ
EV Charge Mode: โหมดชาร์จไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ขณะเบรกหรือลดความเร็ว
นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ยังสามารถเลือก EV Priority Mode เพื่อปรับการทำงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น การเดินทางผ่านชุมชนที่ต้องการความเงียบสงบ หรือการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น
ช่วงล่างและการควบคุม: พัฒนาบนประสบการณ์จริงกว่า 100,000 กม.
มิตซูบิชิได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบช่วงล่างและระบบควบคุมการขับขี่ให้เหมาะสมกับสภาพถนนในประเทศไทยเป็นพิเศษ ทีมวิศวกรได้ทำการทดสอบจริงบนถนนเมืองไทยกว่า 100,000 กิโลเมตร เพื่อปรับจูนให้ได้สมรรถนะที่สมบูรณ์แบบ
ระบบ Active Yaw Control (AYC) ทำงานประสานกับระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ เพื่อช่วยควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง มอบความมั่นใจในการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง พร้อมด้วยระบบพวงมาลัยเพาเวอร์แบบไฟฟ้า (Electric Power Steering: EPS) ที่ให้การตอบสนองที่แม่นยำและน้ำหนักที่พอเหมาะ
ความปลอดภัยเหนือระดับ: Diamond Sense แบบครบครัน
ความปลอดภัยถือเป็นหัวใจสำคัญของ Xforce HEV ด้วยการติดตั้งระบบความปลอดภัยรอบคัน Diamond Sense ที่ครบครัน ประกอบด้วย:
กล้องมองภาพรอบคัน (Multi Around Monitor: MAM) พร้อมระบบตรวจจับการเคลื่อนไหว (Moving Object Detection: MOD)
ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง กระจายครอบคลุมทั้งห้องโดยสาร
ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (Forward Collision Mitigation: FCM)
ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (Active Stability Control: ASC)
ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (Traction Control: TC)
ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Start Assist: HSA)
ระบบเตือนการจอดด้านหลัง (Rear Parking Sensors)
ความสะดวกสบายและพื้นที่ใช้สอย: ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์
ห้องโดยสารของ Xforce HEV ได้รับการออกแบบให้มีความกว้างขวาง โอ่โถง และสะดวกสบาย พื้นที่เก็บสัมภาระมีความหลากหลาย รองรับการใช้งานในทุกรูปแบบ เบาะนั่งออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์เพื่อลดความเมื่อยล้าในการเดินทางไกล
สำหรับรุ่นท็อป Ultimate X ยังมาพร้อมกับระบบเสียง Dynamic Sound Yamaha Premium ที่ติดตั้งลำโพง 8 จุดรอบห้องโดยสาร สร้างประสบการณ์การฟังเพลงที่เหนือระดับและดื่มด่ำ
Xpander HEV Play: นิยามใหม่ของรถยนต์ครอบครัวอเนกประสงค์
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญภายในงานคือการจัดแสดง มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี เพลย์ (Mitsubishi Xpander HEV Play) และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี เพลย์ (Xpander Cross HEV Play) รุ่นพิเศษที่มีจำนวนจำกัด รถยนต์ทั้งสองรุ่นนี้ต่อยอดความสำเร็จของตระกูล ‘มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์’ ในฐานะผู้นำตลาดรถยนต์ครอบครัว 7 ที่นั่งขนาดเล็ก
Xpander HEV Play มาพร้อมกับ ชุดแต่งพิเศษจากโรงงาน ในโทนสีดำที่ให้บุคลิกใหม่ที่โดดเด่นและมีสไตล์ ผสานการทำงานของระบบขับเคลื่อน Full Hybrid MITSUBISHI e:MOTION ที่มอบทั้งความประหยัดและสมรรถนะที่เหนือกว่า
สปอร์ต พรีเมียม และอรรถประโยชน์: Xpander HEV Play ในมุมมองผู้ใช้งานจริง
จากการทดลองขับ Xpander HEV บนเส้นทาง กรุงเทพฯ-บางแสน ผู้เขียนสัมผัสได้ถึงความโดดเด่น