
เปิดตัว All-new Mitsubishi Xforce HEV ครั้งแรกในโลก! ผสานดีไซน์สุดล้ำ สู่ประสบการณ์ขับขี่อัจฉริยะแห่งอนาคต
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยปี 2026 กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ด้วยการก้าวเข้ามาของเทคโนโลยี Full Hybrid ที่เข้ามาพลิกโฉมประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิม มอบความสมดุลระหว่างสมรรถนะ ความประหยัด และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในบรรยากาศการแข่งขันที่ดุเดือดนี้ Mitsubishi Motors ประเทศไทย ได้ประกาศศักดาด้วยการเปิดตัว All-new Mitsubishi Xforce HEV ครั้งแรกในโลก พร้อมด้วย Mitsubishi Xpander HEV Play รุ่นพิเศษจำนวนจำกัด ท่ามกลางความสนใจจากผู้บริโภคและสื่อมวลชนทั่วประเทศ การปรากฏตัวของรถยนต์ทั้งสองรุ่นนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของมิตซูบิชิในการพัฒนานวัตกรรมยานยนต์ แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงทิศทางใหม่ของตลาดรถยนต์ไฮบริดในภูมิภาคนี้
มร. เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวถึงความสำคัญของการเปิดตัวครั้งนี้ว่า “จากการที่เราได้เปิดตัวรถ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทย ในวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา งานนี้จึงถือเป็นครั้งแรกที่ลูกค้าจะได้ชมการจัดแสดงรถ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ที่หลายๆ คนรอคอย รวมถึงรถ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี เพลย์ ซึ่งเป็นรถรุ่นพิเศษ จำนวนจำกัด โดยรถยนต์ทั้งสองรุ่นนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการพัฒนารถยนต์ฟูลไฮบริด พร้อมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ดีไซน์ที่โดดเด่น และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” คำกล่าวของท่าน สะท้อนถึงความภาคภูมิใจในการนำเสนอนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และความมุ่งมั่นที่จะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลที่มองหารถยนต์ที่สามารถผสานการใช้งานในชีวิตประจำวันเข้ากับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย
ความสำเร็จของ Xpander HEV บนสมรภูมิการตลาด
ก่อนที่จะเจาะลึกถึงรายละเอียดของ All-new Mitsubishi Xforce HEV เราจำเป็นต้องย้อนกลับไปดูความสำเร็จของคู่ขนานอย่าง Mitsubishi Xpander HEV ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามหลังจากการเปิดตัวในช่วงต้นปี 2025 ด้วยยอดขายกว่า 4,000 คัน ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือน ยอดขายที่น่าประทับใจนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความไว้วางใจที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ และความต้องการรถยนต์อเนกประสงค์ที่มีความสมดุลระหว่างฟังก์ชันการใช้งานและเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดรถยนต์ MPV ขนาดเล็กที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง Xpander HEV ได้สร้างมาตรฐานใหม่ด้วยการนำเสนอระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดที่ผสานการทำงานของเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร MIVEC เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง มอบพละกำลังรวมสูงสุดถึง 116 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 255 นิวตันเมตร ซึ่งเหนือกว่ารถยนต์ในระดับเดียวกันในหลายๆ ด้าน
ข้อเสนอพิเศษช่วงแนะนำสำหรับ Xpander HEV เริ่มต้นที่ 912,000 บาท สำหรับรุ่นมาตรฐาน และ 946,000 บาท สำหรับรุ่น Cross แม้หลังช่วงแนะนำ ราคาจะขยับขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 933,000 บาท และ 961,000 บาท ตามลำดับ แต่ราคานี้ก็ยังคงมีความน่าสนใจ เมื่อพิจารณาถึงเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ได้รับ เมื่อเทียบกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปในปัจจุบัน ความแตกต่างของราคาที่ใกล้เคียงกัน ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่คุ้มค่ามากขึ้นในการก้าวเข้าสู่โลกของรถยนต์ไฮบริด
การทดสอบขับขี่เส้นทาง กรุงเทพฯ-บางแสน ได้เปิดเผยศักยภาพที่แท้จริงของ Xpander HEV ให้กับสื่อมวลชนได้สัมผัสโดยตรง การเดินทางเริ่มต้นในช่วงเช้าท่ามกลางการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตำแหน่งการนั่งและมุมมองที่ค่อนข้างสูงของ Xpander HEV ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกคล่องตัวและสามารถกะระยะได้อย่างแม่นยำ เมื่อออกสู่เส้นทางมอเตอร์เวย์และเพิ่มความเร็วในช่วงความเร็วสูง ตัวรถได้แสดงให้เห็นถึงความเสถียรที่เหนือกว่า การปรับช่วงล่างใหม่เพื่อรองรับระบบไฮบริด ทำให้การซับแรงกระแทกจากพื้นถนนถึงตัวรถเป็นไปอย่างนุ่มนวล แม้จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 165 กิโลกรัมจากรุ่นเดิม ความสบายของผู้โดยสารตลอดการเดินทางระยะไกลเป็นสิ่งที่สัมผัสได้อย่างชัดเจน
ในแง่ของอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิง จากการทดสอบขับขี่แบบใช้งานจริง พบว่า Xpander HEV สามารถทำตัวเลขได้ประมาณ 16 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจสำหรับรถยนต์ MPV ขนาด 7 ที่นั่ง การทำงานร่วมกันอย่างลงตัวของเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร MIVEC และมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้การเปลี่ยนถ่ายพลังงานเป็นไปอย่างราบรื่น ไร้รอยต่อ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบ Full Hybrid ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
เจาะลึกเทคโนโลยี MITSUBISHI e:MOTION: หัวใจของนวัตกรรมไฮบริด
หัวใจสำคัญที่ทำให้ Xpander HEV และ Xforce HEV โดดเด่นเหนือใคร คือระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดรุ่นใหม่ MITSUBISHI e:MOTION ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยต่อยอดจากเทคโนโลยีรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) อันเป็นเอกลักษณ์ของมิตซูบิชิ ระบบนี้ไม่ใช่เพียงแค่การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ แต่เป็นการยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้ก้าวไปอีกขั้น ด้วยการผสานการทำงานของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าและระบบควบคุมการขับเคลื่อนอันชาญฉลาด เพื่อมอบสมรรถนะที่เหนือกว่า ความประหยัดที่มากกว่า และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
ระบบ MITSUBISHI e:MOTION ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดรูปแบบใหม่ รูปแบบการขับขี่แบบ EV และระบบชาร์จไฟกลับขณะเบรก (Regenerative Braking) ซึ่งทำงานประสานกันอย่างลงตัวเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ เมื่อเริ่มออกตัว และขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ตัวรถจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% โดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว เป็นรูปแบบการขับขี่แบบ EV ซึ่งมอบความเงียบสงบและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการขับขี่ในเขตชุมชนหรือบริเวณที่ต้องการความนุ่มนวลในการเคลื่อนตัว
เมื่อต้องการพละกำลังเพิ่มเติม มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง 85 กิโลวัตต์ ซึ่งมีแรงบิดสูงสุดถึง 255 นิวตันเมตร จะเข้ามารับช่วงต่อทันที ผสานการทำงานกับเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร MIVEC ที่ให้กำลังสูงสุด 95 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 134 นิวตันเมตร การทำงานร่วมกันนี้ทำให้เกิดพละกำลังรวมสูงสุดถึง 116 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 255 นิวตันเมตร ซึ่งเพียงพอต่อการเร่งแซงบนทางด่วน หรือการขับขี่ขึ้นทางชันได้อย่างมั่นใจ ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดนี้มีความโดดเด่นในด้านอัตราเร่งที่ทรงพลัง ไหลลื่น และตอบสนองต่อการเหยียบคันเร่งได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนเลนบนทางด่วน หรือการกลับรถในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น
รูปแบบการขับขี่ที่หลากหลาย: ปรับโหมดได้ตามทุกสภาพถนน
หนึ่งในจุดเด่นที่ทำให้ Xpander HEV และ Xforce HEV แตกต่างจากคู่แข่ง คือโหมดการขับขี่ที่ให้มาอย่างครบครัน ซึ่งมีให้เลือกถึง 7 รูปแบบ เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถปรับโหมดการขับขี่ให้เหมาะสมกับสภาพถนนและสไตล์การขับขี่ได้อย่างลงตัว โหมดการขับขี่ทั้ง 7 ได้แก่
Normal Mode: โหมดมาตรฐานที่สมดุลและเหมาะสมที่สุดสำหรับการขับขี่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เป็นโหมดที่ให้ความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพการใช้พลังงานและสมรรถนะการขับขี่
Wet Mode: โหมดที่ออกแบบมาสำหรับการขับขี่บนถนนเปียกลื่น ช่วยป้องกันการลื่นไถลและเพิ่มความมั่นใจในการควบคุมรถ
Gravel Mode: โหมดสำหรับการขับขี่บนทางลูกรัง เพิ่มเสถียรภาพการ