
Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV 2026: ก้าวใหม่แห่งยุค xEV ด้วยขุมพลัง Hybrid และเทคโนโลยีอัจฉริยะ
เปิดศักราชใหม่ในตลาดรถยนต์ไทย ด้วยความเซอร์ไพรส์ครั้งยิ่งใหญ่จากค่าย “ตราเพชร” Mitsubishi ที่ได้ทำการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ในรูปแบบพลังงานไฮบริดเป็นครั้งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ นั่นคือ Mitsubishi Xpander HEV และ Mitsubishi Xpander Crosss HEV ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีอันล้ำสมัยและสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือระดับ ในราคาเริ่มต้นที่เร้าใจเพียง 912,000 บาท ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านยนตรกรรมแห่งอนาคต และเตรียมพร้อมก้าวสู่ยุคของ xEV (Electric Vehicle) อย่างเต็มตัว
Mitsubishi e:MOTION: ประสบการณ์ขับขี่ใหม่ที่เต็มเปี่ยมด้วยพลังและความมั่นใจ
Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด Mitsubishi e:MOTION ซึ่งมอบประสบการณ์การขับขี่ใหม่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความมั่นใจในทุกเส้นทาง โดยผสานการทำงานอย่างสมบูรณ์แบบของ 3 สุดยอดเทคโนโลยีจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้แก่:
ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด (HEV System): มอบการขับขี่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและน่าตื่นเต้นเร้าใจ ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจากระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด ซึ่งได้รับการถ่ายทอดและพัฒนามาจากความสำเร็จของระบบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs) ที่มีประสบการณ์ในตลาดโลกมาอย่างยาวนาน
โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7 Drive Mode): ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับโหมดการขับขี่ได้ตามต้องการ ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ปลอดภัย มั่นใจได้ในทุกเส้นทาง และสามารถลุยได้ในทุกสภาพถนน
ระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC): เทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส มอบการขับขี่ที่ปลอดภัยและมั่นใจ ควบคุมรถได้อย่างคล่องตัว โดยเฉพาะขณะเข้าโค้ง
ขุมพลัง Hybrid ใหม่: ประสิทธิภาพที่เหนือกว่าและอัตราประหยัดที่โดดเด่น
หัวใจสำคัญของ Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV คือ ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด ที่ผสานการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์เบนซินได้อย่างลงตัว โดยระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 85 กิโลวัตต์ พร้อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าผสานการทำงานกับเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร MIVEC โดยมีแบตเตอรี่ขับเคลื่อนที่ได้รับการพัฒนาสำหรับรถยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะ มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงและแบตเตอรี่สามารถตอบสนองต่อแรงบิดได้ถึง 255 นิวตันเมตร ซึ่งมากกว่ารุ่นเดิมอย่างชัดเจน
ในส่วนของเครื่องยนต์เบนซินใหม่ ขนาด 1.6 ลิตร DOHC MIVEC 16 วาล์ว ได้รับการออกแบบให้มีอัตราส่วนการขยายตัวสูง (วงจร Atkinson) พร้อมกับมีประสิทธิภาพการเผาไหม้ที่สูงขึ้นด้วยการติดตั้ง ปั๊มน้ำไฟฟ้า เป็นครั้งแรกในเครื่องยนต์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส พร้อม คอมเพรสเซอร์แอร์ไฟฟ้า เพื่อลดการสูญเสียทางกล ช่วยเสริมให้อัตราประหยัดน้ำมันของเครื่องยนต์ดีขึ้นกว่าเดิมราว ร้อยละ 34 สำหรับการขับขี่ในเมือง และให้อัตราประหยัดน้ำมันที่ดีขึ้นกว่าเดิมราว ร้อยละ 15 สำหรับการขับขี่ในเมืองและนอกเมือง เมื่อดำเนินการทดสอบตามมาตรฐานการวัดระยะทางรถยนต์ไฟฟ้าแบบ NEDC ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน
โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ: ปรับได้ดั่งใจในทุกสถานการณ์
เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ขับขี่ที่หลากหลาย Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV ได้นำเสนอ โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ซึ่งประกอบด้วยโหมดการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) 2 โหมด และอีก 5 โหมดสำหรับพื้นผิวถนนที่มีสภาวะแตกต่างกันตามภูมิประเทศและภูมิอากาศ
ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้โหมดการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) 2 โหมด ได้ทุกเมื่อตามที่ต้องการ ซึ่งประกอบด้วย:
EV Priority Mode: ขับเคลื่อนรถด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าด้วยพลังงานจากแบตเตอรี่ โดยปราศจากการทำงานของเครื่องยนต์ หากพลังงานแบตเตอรี่เหลือน้อย ผู้ขับขี่สามารถปรับเข้าสู่ Charge Mode เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ได้ทุกเวลา ทั้งในขณะที่ตัวรถกำลังเคลื่อนที่หรือขณะหยุดนิ่ง เพื่อให้สามารถกลับมาสนุกกับการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าได้อีกครั้ง
โหมดการขับขี่อีก 5 รูปแบบ ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อมอบสมรรถนะสูงสุดในการขับขี่และการควบคุมตัวรถที่ตอบสนองได้อย่างแม่นยำบนพื้นผิวถนนที่มีสภาวะแตกต่างหลากหลายตามภูมิประเทศและภูมิอากาศ โดยพัฒนาระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหน้าให้ดียิ่งกว่ารุ่นเดิม ผสานกับระบบควบคุมการขับขี่ต่างๆ ทั้งระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) เทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ ซึ่งเป็นการควบคุมแรงเบรกระหว่างล้อหน้าด้านซ้ายและด้านขวาให้เหมาะสมกับสภาวะการขับขี่ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (Traction Control System: TCL) ที่ช่วยตรวจจับอาการลื่นไถลของล้อหน้าและควบคุมพละกำลังการขับเคลื่อน ระบบควบคุมอัตราเร่ง (Acceleration Control) ที่ช่วยปรับกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ให้ทำงานสอดประสานอย่างมีประสิทธิภาพเมื่อมีการกดคันเร่ง และระบบควบคุมน้ำหนักพวงมาลัย (Steering Control) ที่ช่วยปรับน้ำหนักของพวงมาลัยให้ตอบสนองได้ดั่งใจตามความเร็วและสภาพพื้นผิวถนน โดยมีรายละเอียดดังนี้:
Normal Mode: โหมดที่สมดุลและเหมาะสมที่สุดสำหรับการขับขี่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เหมาะสำหรับการใช้งานในเมืองและนอกเมือง
Wet Mode: เหมาะสำหรับการขับขี่บนถนนที่เปียกลื่น โดยช่วยป้องกันการลื่นไถล ให้การควบคุมที่มั่นใจและเกาะถนนเป็นเลิศแม้ขณะฝนตกหนัก ซึ่งเป็นโหมดพิเศษที่เพิ่มเข้ามาใหม่สำหรับรุ่น Hybrid โดยเฉพาะ
Gravel Mode: เหมาะสำหรับการขับขี่บนทางทางลูกรัง เพิ่มเสถียรภาพการขับขี่บนพื้นผิวถนนที่ลื่นและขรุขระ ซึ่งเป็นโหมดที่ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า
Tarmac Mode: เหมาะกับการขับขี่บนถนนลาดยาง ที่ให้พละกำลังและการควบคุมการขับขี่ที่คล่องตัว มั่นใจได้ในทุกสถานการณ์ แม้บนถนนที่คดเคี้ยว ซึ่งเป็นโหมดที่ได้รับการปรับปรุงใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่
Mud Mode: ทางโคลน เพิ่มการตอบสนองและการควบคุมที่ทรงพลังบนถนนดินโคลนสมบุกสมบัน ซึ่งเป็นโหมดที่แสดงถึงความสามารถในการลุยของรถยนต์ตระกูล Xpander
ภายในห้องโดยสาร: ความหรูหรา เทคโนโลยี และความสะดวกสบายระดับพรีเมียม
ภายในห้องโดยสารของ Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV ได้รับการยกระดับความหรูหราและเทคโนโลยีให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ด้วย หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ LCD ขนาด 8 นิ้ว ที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อการแสดงข้อมูลที่หลากหลายและใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยจะแสดงข้อมูลสำคัญเพื่อรองรับการใช้งานรถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด อาทิ แสดงรูปแบบการขับขี่ที่จะเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์การขับขี่และอัตราเร่ง รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พลังงาน อัตราการประหยัดพลังงานเมื่อขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) ระดับพลังงานคงเหลือในแบตเตอรี่ และข้อมูลอื่น ๆ ทั้งนี้ เมื่อมีการเปลี่ยนโหมดการขับขี่ จะมีการแสดงภาพกราฟฟิกกลางหน้าจอเพื่อแจ้งโหมดการขับขี่ที่กำลังทำงานอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้ง่ายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ผู้ขับขี่ยังสามารถเลือกการแสดงผลหน้าจอได้ตามความต้องการ ระหว่าง แบบ Enhanced Mode ที่ล้ำสมัย หรือ แบบ Classic Mode ที่ถอดแบบมาจากมาตรวัดระบบอนาล็อก เพื่อให้เข้ากับสไตล์การขับขี่ของแต่ละบุคคล
นอกจากนี้ การเพิ่มวัสดุกันเสียงและดูดซับเสียงรบกวนในจุดสำคัญต่างๆ ทั่วตัวรถ ยังช่วยเสริมความ