
เปิดศักราชใหม่ 2026 กับความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในตลาดรถยนต์ไทย เมื่อค่ายตราเพชรอย่าง Mitsubishi ประกาศศักดาด้วยการเปิดตัวรถยนต์พลังงานทางเลือกใหม่ล่าสุดอย่าง Mitsubishi Xpander HEV และ Mitsubishi Xpander Cross HEV นับเป็นการก้าวสู่ยุค xEV อย่างเต็มตัวของแบรนด์ ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยี Full Hybrid ที่ผสานสมรรถนะ ความประหยัด และความล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกัน ในราคาเริ่มต้นที่น่าสนใจเพียง 912,000 บาท
การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในกลุ่มรถยนต์ MPV และ Crossover ในประเทศไทย เนื่องจากเป็นการนำเสนอรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฮบริดเป็นครั้งแรกในตระกูล Xpander ซึ่งเดิมทีเป็นที่รู้จักในฐานะผู้นำตลาดด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร แต่สำหรับเจเนอเรชันใหม่นี้ Mitsubishi ได้ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ไปอีกขั้น ด้วยการผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยที่พัฒนาต่อยอดจากความสำเร็จของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs) เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับภายใต้แนวคิด Mitsubishi e:MOTION
เทคโนโลยีขับเคลื่อน Full Hybrid: หัวใจสำคัญของความประหยัดและสมรรถนะ
หัวใจหลักที่ทำให้ Mitsubishi Xpander HEV แตกต่างจากรุ่นก่อนหน้าคือระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด (HEV System) ที่ผสานการทำงานระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงกับเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร MIVEC ได้อย่างลงตัว เพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่ที่ทั้งเร้าใจและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
Mitsubishi Xpander HEV มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินใหม่ ขนาด 1.6 ลิตร DOHC MIVEC 16 วาล์ว ที่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพการเผาไหม้ที่สูงขึ้น ด้วยการใช้เทคนิคการขยายตัวสูง (Atkinson Cycle) และติดตั้งปั๊มน้ำไฟฟ้าเป็นครั้งแรกในเครื่องยนต์ของ Mitsubishi พร้อมด้วยคอมเพรสเซอร์แอร์ไฟฟ้าที่ช่วยลดการสูญเสียทางกล ส่งผลให้อัตราประหยัดน้ำมันดีขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด โดยประหยัดขึ้นถึง 34% ในการขับขี่ในเมือง และ 15% ในการขับขี่ทั้งในเมืองและนอกเมือง เมื่อทดสอบตามมาตรฐาน NEDC
ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดทำงานด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 85 กิโลวัตต์ พร้อมแบตเตอรี่ขับเคลื่อนที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่สำหรับรถยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะ โดยมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 116 แรงม้า และแรงบิดสูงถึง 255 นิวตันเมตร ซึ่งเป็นแรงบิดที่สูงกว่าเครื่องยนต์เบนซินแบบเดิม ทำให้รถมีอัตราเร่งที่ดีและตอบสนองได้ทันใจตั้งแต่การออกตัว
7 Drive Modes: ปรับเปลี่ยนสมรรถนะได้ดั่งใจ
หนึ่งในจุดเด่นที่ทำให้ Mitsubishi Xpander HEV โดดเด่นเหนือคู่แข่งคือ โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7 Drive Mode) ที่พัฒนาขึ้นใหม่ เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถปรับเปลี่ยนสมรรถนะการขับขี่ให้เหมาะสมกับสภาพถนนและสไตล์การขับขี่ได้อย่างหลากหลาย
โหมดการขับขี่แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ โหมดการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า และโหมดสำหรับสภาพพื้นผิวถนนที่แตกต่างกัน
โหมดการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV Modes):
ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้โหมด EV ได้ตลอดเวลาที่ต้องการ โดยมี 2 โหมดย่อย ได้แก่
EV Priority Mode: โหมดขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% โดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองที่ต้องการความเงียบและความประหยัดสูงสุด หากพลังงานแบตเตอรี่เหลือน้อย ผู้ขับขี่สามารถปรับเข้าสู่ Charge Mode เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ได้ทันที
Charge Mode: โหมดชาร์จแบตเตอรี่ สามารถใช้งานได้ทั้งขณะรถเคลื่อนที่หรือหยุดนิ่ง เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถกลับมาสนุกกับการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง
โหมดสำหรับสภาพพื้นผิวถนน (Terrain Modes):
โหมดการขับขี่อีก 5 รูปแบบได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบสมรรถนะสูงสุดในสภาพถนนที่หลากหลาย โดยผสานการทำงานของระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหน้าเข้ากับเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ของ Mitsubishi ได้แก่
Normal Mode: โหมดมาตรฐานสำหรับการขับขี่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน มอบความสมดุลระหว่างความประหยัดและสมรรถนะ
Wet Mode: โหมดขับขี่บนถนนเปียกลื่น ช่วยป้องกันการลื่นไถล ให้การยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยมแม้ในสภาวะฝนตกหนัก
Gravel Mode: โหมดขับขี่บนทางลูกรัง เพิ่มเสถียรภาพการขับขี่บนพื้นผิวถนนที่ลื่นและขรุขระ
Tarmac Mode: โหมดขับขี่บนถนนลาดยาง มอบพละกำลังและการควบคุมที่คล่องตัว ให้ความมั่นใจในการขับขี่บนถนนคดเคี้ยว
Mud Mode: โหมดขับขี่บนทางโคลน เพิ่มการตอบสนองและการควบคุมที่ทรงพลังบนพื้นผิวถนนที่สมบุกสมบัน
Active Yaw Control (AYC): เทคโนโลยีเอกสิทธิ์เฉพาะของ Mitsubishi
เพื่อเสริมประสิทธิภาพของโหมดการขับขี่ต่างๆ Mitsubishi Xpander HEV มาพร้อมกับ ระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Mitsubishi AYC ทำงานโดยการควบคุมแรงเบรกระหว่างล้อหน้าด้านซ้ายและด้านขวาให้เหมาะสมกับสภาวะการขับขี่ ช่วยเพิ่มความคล่องตัวและความมั่นใจในการควบคุมรถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะเข้าโค้ง
นอกจาก AYC แล้ว Mitsubishi Xpander HEV ยังมาพร้อมกับระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ครบครัน ได้แก่:
Traction Control System (TCS): ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล ช่วยตรวจจับอาการลื่นไถลของล้อหน้าและควบคุมพละกำลังการขับเคลื่อน
Acceleration Control: ระบบควบคุมอัตราเร่ง ช่วยปรับกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ให้ทำงานสอดประสานอย่างมีประสิทธิภาพ
Steering Control: ระบบควบคุมน้ำหนักพวงมาลัย ช่วยปรับน้ำหนักของพวงมาลัยให้ตอบสนองได้ดั่งใจตามความเร็วและสภาพพื้นผิวถนน
ดีไซน์ภายนอก: ความพรีเมียมที่โดดเด่น
ในส่วนของภายนอก Mitsubishi Xpander HEV ยังคงเอกลักษณ์การออกแบบ Dynamic Shield ที่โดดเด่น แต่ได้รับการปรับปรุงรายละเอียดให้ดูพรีเมียมและทันสมัยยิ่งขึ้น โดยมีความแตกต่างจากรุ่นเดิมอย่างชัดเจน ดังนี้:
โลโก้ HEV: ติดตั้งที่บริเวณกระจังหน้าและฝาประตูท้าย เพื่อบ่งบอกถึงความเป็นรถยนต์พลังงานไฮบริด
โลโก้ HYBRID EV: ประดับที่ประตูหน้า เพิ่มความหรูหราและบ่งบอกถึงเทคโนโลยีล้ำสมัย
การตกแต่งด้วยเส้นสายสีน้ำเงิน: บริเวณกันชนหน้า กาบข้างประตู และกันชนหลัง เพิ่มความโดดเด่นและสื่อถึงความเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า
ล้ออัลลอยแบบทูโทน: ขนาด 18 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ เพิ่มความสปอร์ตและพรีเมียม
สำหรับสีตัวถัง Mitsubishi Xpander HEV มีให้เลือกหลากหลาย ได้แก่
สีขาว White Diamond: สีใหม่ล่าสุดที่เพิ่มเข้ามา โดดเด่นด้วยความพรีเมียม สะอาดตา และสะท้อนถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
สีเงิน Blade Silver Metallic: สีคลาสสิกที่ยังคงได้รับความนิยม
สีเทา Graphite Gray Metallic: สีเทาเข้ม เพิ่มความหรูหราและทันสมัย
สีดำ Jet Black Mica: สีดำสนิท ให้ความรู้สึกดุดันและพรีเมียม
สีเขียว Green Bronze Metallic: สีพิเศษเฉพาะรุ่น Mitsubishi Xpander Cross HEV เพิ่มความโดดเด่นและมีสไตล์
ภายในห้องโดยสาร: ความสะดวกสบายและเทคโนโลยีที่เหนือกว่า
ภายในห้องโดยสารของ Mitsubishi Xpander HEV ได้รับการออกแบบให้มีความกว้างขวางสะดวกสบาย พร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสบการณ์การขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น โดยมีจุดเด่นดังนี้:
หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ LCD ขนาด 8 นิ้ว: แสดงข้อมูลสำคัญอย่างครบถ้วน เช่น รูปแบบการขับขี่ อัตราการใช้พลังงาน ข้อมูล EV และระดับพลังงานแบตเตอรี่ กราฟิกที่แสดงการทำงานของระบบขับเคลื่อนช่วยให้ผู้ขับขี่เข้าใจการทำงานของรถได้ง่ายยิ่งขึ้น
วัสดุกันเสียงและดูดซับเสียงรบกวน: เพิ่มประสิทธิภาพการ