
Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV: การปฏิวัติขุมพลังไฮบริด สู่ยุคใหม่แห่งการขับขี่ประหยัดน้ำมัน 2026
เปิดศักราชใหม่ด้วยความเซอร์ไพรซ์จากค่ายตราเพชร Mitsubishi ที่ทำการเปิดตัวรถใหม่ในรูปแบบพลังงานไฮบริดเป็นครั้งแรกในประเทศไทยอย่าง Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Crosss HEV ในราคาเริ่มต้นที่ 912,000 บาท ในปี 2026 นี้ นับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Mitsubishi ในการพัฒนารถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบสนองต่อเทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังมาแรงทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ MPV และ Crossover ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาดไทย
มิตซูบิชิ ก้าวสู่ยุค xEV เต็มตัว ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดครั้งแรกในประเทศไทย
Mitsubishi Motors ตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ ด้วยการเปิดตัวรถยนต์พลังงานใหม่ 2 รุ่นรวดในปี 2026 ได้แก่ Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Crosss HEV ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยี Full Hybrid ที่ผสานการทำงานของเครื่องยนต์เบนซินและมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างลงตัว เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ ทั้งความแรง ประหยัด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของแบรนด์ในประเทศไทย ซึ่งก่อนหน้านี้เน้นที่เครื่องยนต์เบนซินแบบดั้งเดิม แต่ในปัจจุบันได้ปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับเทรนด์ xEV (x-Electric Vehicles) ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เทคโนโลยี Full Hybrid เหนือระดับ: ผสานพลังมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์เบนซินอย่างสมบูรณ์
หัวใจสำคัญของ Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV คือ ระบบขับเคลื่อน Full Hybrid (HEV System) ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากความสำเร็จของเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ของ Mitsubishi โดยมีการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพให้เหมาะสมกับการใช้งานในรถยนต์ MPV/Crossover ขนาด 7 ที่นั่ง ระบบนี้ประกอบด้วย:
มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง: ให้กำลังสูงสุดถึง 116 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 255 นิวตันเมตร ซึ่งมากกว่าเครื่องยนต์เบนซินเดิมถึง 2 เท่า ทำให้รถมีอัตราเร่งที่ทันใจ ออกตัวได้เร็ว และแซงได้อย่างมั่นใจ โดยเฉพาะเมื่อขับขี่ในเมืองที่ต้องมีการเร่งและเบรกบ่อยครั้ง
เครื่องยนต์เบนซิน 1.6L MIVEC: แบบ DOHC 16 วาล์ว พร้อมวงจร Atkinson และอัตราส่วนการขยายตัวสูง ให้กำลังสูงสุด 95 แรงม้า และแรงบิด 134 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มสมรรถนะและการประหยัดน้ำมัน
แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน: ขนาด 1.6 kWh ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษสำหรับรถยนต์รุ่นนี้ ติดตั้งไว้ใต้พื้นบริเวณเบาะนั่งคู่หน้า เพื่อรักษาสมดุลของตัวรถและไม่ลดพื้นที่ภายในห้องโดยสาร
เทคโนโลยี Mitsubishi e:MOTION ที่ใช้ในรถรุ่นนี้ มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง มั่นใจในทุกเส้นทาง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการผสานการทำงานของ 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ระบบขับเคลื่อน Full Hybrid, โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ, และระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (AYC) ซึ่งจะอธิบายในรายละเอียดต่อไป
โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ: ปรับแต่งสมรรถนะให้เหมาะสมกับทุกสภาพถนน
เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้สมรรถนะของรถได้อย่างเต็มที่ตามสภาพถนนและสไตล์การขับขี่ Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV จึงมาพร้อม โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ประกอบด้วย:
โหมดการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV Modes)
ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้โหมด EV ได้ตลอดเวลาตามที่ต้องการ โดยมี 2 รูปแบบดังนี้:
EV Priority Mode: ขับเคลื่อนรถด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว โดยปราศจากการทำงานของเครื่องยนต์ เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมือง ระยะทางสั้นๆ หรือในขณะที่ต้องการความเงียบสงบ มอเตอร์ไฟฟ้าจะทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพที่ความเร็วต่ำถึงปานกลาง และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 120 กม./ชม. ด้วยพลังงานไฟฟ้า
Charge Mode: ใช้ในกรณีที่พลังงานแบตเตอรี่เหลือน้อย หรือต้องการชาร์จแบตเตอรี่ขณะขับขี่ เครื่องยนต์เบนซินจะทำงานเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าไปชาร์จยังแบตเตอรี่ ทำให้สามารถกลับมาสนุกกับการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าได้อีกครั้ง
โหมดการขับขี่ตามสภาพพื้นผิวถนน (Surface Modes)
อีก 5 โหมดการขับขี่ได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบสมรรถนะสูงสุดในการขับขี่บนพื้นผิวถนนที่หลากหลาย โดยผสานการทำงานของระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า, ระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (AYC), ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (TCL), ระบบควบคุมอัตราเร่ง (Acceleration Control), และระบบควบคุมน้ำหนักพวงมาลัย (Steering Control) เพื่อให้การควบคุมรถที่แม่นยำและมั่นใจในทุกสถานการณ์:
Normal Mode: โหมดมาตรฐานที่สมดุลและเหมาะสมที่สุดสำหรับการขับขี่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน ให้การผสมผสานที่ลงตัวระหว่างสมรรถนะและการประหยัดน้ำมัน
Wet Mode: เหมาะสำหรับการขับขี่บนถนนที่เปียกลื่น โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ระบบจะลดกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าลงเล็กน้อย และเพิ่มการทำงานของ TCL เพื่อป้องกันการลื่นไถล ให้การควบคุมที่มั่นใจและเกาะถนนเป็นเลิศแม้ขณะฝนตกหนัก
Gravel Mode: ออกแบบมาสำหรับการขับขี่บนทางลูกรังหรือพื้นผิวขรุขระ ระบบจะปรับการตอบสนองของคันเร่งและมอเตอร์ไฟฟ้าให้มีความละเอียดอ่อนมากขึ้น พร้อมเพิ่มการทำงานของ AYC เพื่อเพิ่มเสถียรภาพการขับขี่บนพื้นผิวถนนที่ลื่นและขรุขระ
Tarmac Mode: เหมาะสำหรับการขับขี่บนถนนลาดยาง โดยเฉพาะเส้นทางคดเคี้ยว โหมดนี้จะเพิ่มการตอบสนองของมอเตอร์ไฟฟ้าและปรับการทำงานของ AYC ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อมอบพละกำลังและการควบคุมการขับขี่ที่คล่องตัว มั่นใจได้ในทุกสถานการณ์
Mud Mode: สำหรับการขับขี่บนทางโคลน ระบบจะเพิ่มการตอบสนองและการควบคุมที่ทรงพลังบนถนนดินโคลนสมบุกสมบัน โดยปรับการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าและ TCL ให้ทำงานร่วมกันเพื่อเพิ่มแรงฉุดและป้องกันล้อหมุนฟรี
เทคโนโลยี AYC: เอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ เพื่อการควบคุมรถที่เหนือชั้น
ระบบ Active Yaw Control (AYC) เป็นเทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Mitsubishi Motors ที่ได้รับการพัฒนามาจากสนามแข่งแรลลี่ ให้การควบคุมการขับขี่ที่ปลอดภัยและมั่นใจ โดยเฉพาะขณะเข้าโค้ง AYC จะตรวจจับมุมเลี้ยวและแรงเหวี่ยงของตัวรถ จากนั้นจะปรับการทำงานของระบบเบรกที่ล้อหน้าด้านซ้ายและด้านขวาให้เหมาะสมกับสภาวะการขับขี่ เพื่อช่วยให้รถเข้าโค้งได้อย่างแม่นยำและลดการลื่นไถล
ประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันที่น่าทึ่ง: ลดการใช้น้ำมันกว่า 34%
ด้วยการทำงานร่วมกันอย่างลงตัวของระบบ Full Hybrid และเครื่องยนต์เบนซินประสิทธิภาพสูง ทำให้ Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV มอบอัตราการประหยัดน้ำมันที่น่าทึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นเดิมที่เป็นเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร:
การขับขี่ในเมือง: ประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้นกว่าเดิมประมาณ 34%
การขับขี่ในเมืองและนอกเมืองรวมกัน: ประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้นกว่าเดิมประมาณ 15%
ตัวอย่างการประหยัดน้ำมันในการใช้งานจริง:
| สภาพการขับขี่ | อัตราการประหยัดน้ำมัน | การประหยัดเทียบกับรุ่นเดิม |
|—|—|—|
| ขับขี่ในเมือง | 25-30 กม./ลิตร | ประหยัดขึ้นกว่า 34% |
| ขับขี่นอกเมือง | 18-22 กม./ลิตร | ประหยัดขึ้นกว่า 15% |
| ขับขี่ผสม | 20-25 กม./ลิตร | ประหยัดขึ้นกว่า 20% |
หมายเหตุ