
เปิดตัว ‘มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี เพลย์’ รุ่นพิเศษ ดีไซน์สปอร์ตพรีเมียมสะกดทุกสายตา พร้อมเทคโนโลยี Hybrid ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า 100% ในโหมด EV PRIORITY
ตลาดรถยนต์ครอบครัวอเนกประสงค์ 7 ที่นั่งขนาดเล็ก (Mini MPV) ในประเทศไทยยังคงเป็นสมรภูมิที่มีการแข่งขันดุเดือด และล่าสุด บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ได้สร้างความฮือฮาอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว ‘มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี เพลย์’ (Mitsubishi Xpander HEV PLAY) รุ่นพิเศษ ที่มาพร้อมกับดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนไฮบริดที่ล้ำสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการของครอบครัวรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความทันสมัยและไลฟ์สไตล์แอ็กทีฟ
‘มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี เพลย์’ และ ‘มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี เพลย์’ (Xpander Cross HEV PLAY) ได้รับการออกแบบภายนอกให้มีรูปลักษณ์สปอร์ตพรีเมียม ด้วยการนำเสนอสีและวัสดุแบบ Black Package ที่ตัดกันอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นหลังคาสีดำ, กระจกมองข้างสีดำ, คิ้วขอบกระจกประตูสีดำ, กระจังหน้าตกแต่ง Dynamic Shield สีดำ, เสาอากาศแบบครีบฉลามสีดำ, มือเปิดประตูสีเดียวกับตัวรถ, ไฟท้าย LED สี Smoke และล้ออัลลอยสีดำขนาดใหญ่ ที่ช่วยเสริมให้ตัวรถดูดุดันและน่าดึงดูดยิ่งขึ้น
สำหรับรุ่น Xpander HEV PLAY มีการเพิ่มเติมชุดแต่งพิเศษที่แสดงถึงความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ด้วยไฟหน้าและกรอบไฟหน้าสีดำ, ชุดตกแต่งสปอยเลอร์หลัง, และชุดตกแต่งชายกันชนหน้า กันชนข้าง และกันชนหลังที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ขณะที่รุ่น Xpander Cross HEV PLAY ยังคงเอกลักษณ์ของความเป็น Cross ด้วยกันชนหน้า, แผงตกแต่งข้างประตูแบบ Cross Design สีดำ และกระจังหน้าสีเดียวกับตัวรถ
หัวใจสำคัญของ ‘มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี เพลย์’ อยู่ที่ระบบขับเคลื่อนไฮบริดที่ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ MIVEC ขนาด 1.6 ลิตร และมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีพละกำลังสูง การทำงานร่วมกันของทั้งสองระบบส่งผลให้เกิดอัตราเร่งที่ตอบสนองได้ทันใจ และอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ประหยัดเป็นเลิศ รองรับน้ำมันทางเลือกสูงสุดถึง E20 และมีอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยที่น่าประทับใจถึง 19.2 กม./ลิตร ตามมาตรฐาน ECO Sticker ซึ่งถือเป็นจุดเด่นสำคัญในยุคที่ราคาน้ำมันมีความผันผวน
ระบบเกียร์ไฟฟ้า Electric Shift และฟังก์ชัน Brake Auto Hold ที่มาพร้อมกับระบบเบรกมือไฟฟ้า (EPB) ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ โดยเฉพาะในสภาพการจราจรที่ติดขัด พร้อมด้วยโหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพถนนและสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็น NORMAL (ถนนทั่วไป), WET (ถนนเปียก), GRAVEL (ถนนลูกรัง), TARMAC (ถนนลาดยาง), MUD (ถนนโคลน), CHARGE (โหมดการชาร์จ) และ EV PRIORITY (โหมดพลังงานไฟฟ้า 100%) ซึ่งโหมด EV PRIORITY นี้เองที่ทำให้ผู้ขับขี่สามารถสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ในระยะทางสั้นๆ ได้อย่างแท้จริง
ภายในห้องโดยสารของ ‘มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี เพลย์’ ได้รับการออกแบบให้มีความโปร่งโล่งและสะดวกสบาย ด้วยเบาะนั่งแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง ที่หุ้มด้วยวัสดุหนังสังเคราะห์คุณภาพสูง และฟังก์ชัน Head Guard Function เพื่อเพิ่มความปลอดภัย หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 8 นิ้ว ที่รองรับการแสดงผลระบบไฮบริด ช่วยให้ผู้ขับขี่ได้รับข้อมูลที่จำเป็นได้อย่างครบถ้วน ส่วนระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมช่อง USB-A และ USB-C รวม 4 ตำแหน่ง ทำให้การเชื่อมต่ออุปกรณ์และการเพลิดเพลินกับความบันเทิงเป็นเรื่องง่าย
ระบบความปลอดภัยถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญที่มิตซูบิชิให้ความสำคัญ โดย ‘มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี เพลย์’ มาพร้อมกับระบบความปลอดภัยมาตรฐานที่ครบครัน อาทิ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC), ระบบป้องกันการลื่นไถล (TCL), ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA), ระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (AYC), ระบบเบรก ABS/EBD/BA, ระบบไฟกะพริบฉุกเฉินขณะเบรกกะทันหัน (ESS), ระบบไฟ Welcome Light and Coming Home Light System และถุงลมนิรภัยคู่หน้า ซึ่งทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกันเพื่อมอบความอุ่นใจให้กับผู้โดยสารในทุกการเดินทาง
‘มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี เพลย์’ และ ‘มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี เพลย์’ เคาะราคาจำหน่ายเท่ากันที่ 981,000 บาท และมีตัวถังให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีขาว White Diamond หลังคาดำ, สีเทา Graphite Gray หลังคาดำ และสีเขียว Green Bronze หลังคาดำ (เฉพาะรุ่น Cross) ซึ่งแต่ละสีก็สะท้อนถึงบุคลิกที่แตกต่างกันของผู้เป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดี
ประวัติความเป็นมาของ Mitsubishi Xpander ในตลาดประเทศไทย
‘มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์’ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นรถยนต์ Mini MPV เบาะ 3 แถว 7 ที่นั่ง ที่มีเอกลักษณ์การออกแบบผสมผสานระหว่างความเป็น MPV และ SUV ทำให้ตัวรถดูบึกบึน มีเส้นสายที่คมชัด และมัดกล้ามที่ดูแกร่งกว่าคู่แข่งในตลาด เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อเดือน สิงหาคม 2017 และได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามในบ้านเกิด ทำให้ประเทศไทยที่ต้องนำเข้า Xpander จากอินโดนีเซีย ต้องเลื่อนการเปิดตัวออกไปเล็กน้อย
ในที่สุด Mitsubishi ประเทศไทย ก็ได้เปิดตัว Xpander ในบ้านเราอย่างเป็นทางการในเดือน สิงหาคม 2018 ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้าชาวไทย โดยมียอดขายต่อเดือนพุ่งสูงถึงหลักพันคันแทบทุกเดือน ถือเป็นประวัติการณ์ของกลุ่มรถยนต์ Mini MPV 7 ที่นั่งในประเทศไทย
หลังจากนั้น Mitsubishi ก็ได้เสริมทัพด้วย ‘Xpander Cross’ ที่ได้รับการตกแต่งให้มีรูปลักษณ์แบบลุยมากยิ่งขึ้น เปิดตัวเมื่อเดือน มีนาคม 2020 ด้วยราคา 899,000 บาท ตามด้วยการปรับโฉม Minorchange ครั้งแรกในเดือน ตุลาคม 2020 และรุ่นพิเศษส่งท้ายปี Special Edition เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2021
ขณะที่อินโดนีเซียได้เปิดตัวรุ่น Minorchange รอบสองไปแล้วเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2021 ล่าสุด Mitsubishi ประเทศไทย ก็เตรียมเปิดตัว Xpander Minorchange รอบสองอย่างเป็นทางการในบ้านเรา ในวันที่ 23 มีนาคม ที่งาน Motor Show 2022 โดยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สำคัญคือการเปลี่ยนระบบส่งกำลังจากเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ เป็นเกียร์อัตโนมัติ CVT ซึ่งจะส่งผลต่ออัตราเร่งและอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
ความเปลี่ยนแปลง Highlights ของ Mitsubishi Xpander Minorchange เวอร์ชั่นอินโดนีเซีย ประกอบด้วย:
ระบบส่งกำลัง: เปลี่ยนจากเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ เป็นเกียร์อัตโนมัติ CVT ลูกใหม่
ระบบเบรก: เพิ่มระบบเบรกมือไฟฟ้า (EPB) และฟังก์ชัน Auto Brake Hold
หน้าจอความบันเทิง: เปลี่ยนเป็นหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว
ระบบปรับอากาศ: เปลี่ยนเป็นแบบอัตโนมัติ พร้อมหน้าจอแสดงผลดิจิตอล
พวงมาลัย: ปรับดีไซน์ใหม่ให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น
ช่วงล่าง: ปรับปรุงใหม่ทั้งโช้คอัพและสปริง เพื่อความนุ่มนวลและการทรงตัวที่ดีขึ้น
ดีไซน์ภายนอก: ปรับดีไซน์ด้านหน้าและด้านหลังใหม่ให้มีความโฉบเฉี่ยวมาก