
เปิดตัว Mitsubishi Xpander HEV PLAY และ Xpander Cross HEV PLAY รุ่นพิเศษ ส่งท้ายปลายปี 2026
ตลาดรถยนต์ครอบครัวอเนกประสงค์ 7 ที่นั่งขนาดเล็ก หรือที่รู้จักกันในชื่อ Mini MPV กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในประเทศไทย ด้วยความอเนกประสงค์ที่ลงตัวระหว่างความเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถยนต์ขนส่ง ทำให้หลายค่ายผู้ผลิตต่างนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายให้กับผู้บริโภค และในบรรดาคู่แข่งทั้งหมด มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ (Mitsubishi Xpander) ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็นหนึ่งในผู้นำที่แข็งแกร่งที่สุดในเซกเมนต์นี้ ด้วยยอดขายที่น่าประทับใจและการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้งานจริง
ล่าสุด บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว ‘มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี เพลย์’ (Mitsubishi Xpander HEV PLAY) และ ‘มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี เพลย์’ (Mitsubishi Xpander Cross HEV PLAY) รุ่นพิเศษ ที่มาพร้อมกับการตกแต่งภายนอกแบบสปอร์ตพรีเมียม สะกดทุกสายตาด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย โดดเด่น และสะท้อนตัวตนของครอบครัวรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความแอคทีฟและมีสไตล์
มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์: การก้าวขึ้นสู่ผู้นำตลาดรถครอบครัวอเนกประสงค์
การทำความเข้าใจถึงความสำเร็จของ Mitsubishi Xpander จำเป็นต้องย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของการวางกลยุทธ์ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Xpander ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ที่มองหารถยนต์ที่มีราคาเข้าถึงได้ พร้อมพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง ความทนทาน และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ในช่วงเวลานั้น ตลาดรถยนต์ 7 ที่นั่งขนาดเล็กยังไม่มีตัวเลือกที่ลงตัวนัก ส่วนใหญ่จะเป็นรถ MPV ขนาดใหญ่ที่ราคาสูง หรือรถกระบะดัดแปลงที่อาจไม่สะดวกสบายเท่าที่ควร
ด้วยเหตุนี้ Mitsubishi Xpander จึงถูกออกแบบมาเพื่อเติมเต็มช่องว่างในตลาดนี้ ด้วยการผสมผสานดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ การออกแบบภายในที่ชาญฉลาด และเทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วจากแบรนด์ มิตซูบิชิ Xpander เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่อินโดนีเซีย เมื่อเดือนสิงหาคม 2017 และได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากลูกค้า ความสำเร็จในอินโดนีเซียซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ได้พิสูจน์ถึงศักยภาพของผลิตภัณฑ์ และเป็นแรงผลักดันให้มีการขยายไปยังประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศไทย
การเปิดตัว Xpander ในประเทศไทยเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2018 ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนดการเล็กน้อย เนื่องจากต้องรอการผลิตและขนส่งจากโรงงานในอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม เมื่อรถมาถึงตลาดไทย กระแสตอบรับก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับประเทศอื่นๆ ยอดขายต่อเดือนพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทะยานสู่หลักพันแทบทุกเดือน กลายเป็นประวัติการณ์ของกลุ่ม Mini MPV 7 ที่นั่งในไทย ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการวางแผนกลยุทธ์ที่รอบคอบ การปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับความต้องการของตลาดไทย และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค
การปรับโฉมและการเสริมทัพด้วย Xpander Cross
หลังจากความสำเร็จจากการเปิดตัวรุ่นแรก มิตซูบิชิได้ทำการเสริมทัพด้วยการแนะนำ ‘มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส’ (Mitsubishi Xpander Cross) ในเดือนมีนาคม 2020 Xpander Cross ถูกนำเสนอในฐานะรุ่นที่มีความโดดเด่นและแตกต่าง ด้วยการตกแต่งภายนอกที่เน้นความบึกบึนและสไตล์ลุยๆ ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องการรถที่มีบุคลิกที่แข็งแกร่งและพร้อมสำหรับการผจญภัย
การเปิดตัว Xpander Cross ในราคา 899,000 บาท เป็นการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มที่มองหารถที่มีความอเนกประสงค์สูง แต่ต้องการดีไซน์ที่แตกต่างจากรุ่นมาตรฐาน ด้วยการเพิ่มชุดแต่งพิเศษ การยกความสูงของตัวรถเล็กน้อย และการใช้วัสดุตกแต่งที่ทนทาน Xpander Cross ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาด Mini MPV ในประเทศไทย และได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคเช่นกัน
นอกจากนี้ มิตซูบิชิยังมีการปรับโฉม ‘Minorchange’ ครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2020 ซึ่งเป็นการปรับปรุงทั้งในด้านดีไซน์ อุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยี เพื่อให้รถมีความทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น การปรับโฉมครั้งนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของมิตซูบิชิต่อความต้องการของลูกค้า และความมุ่งมั่นในการรักษาความเป็นผู้นำในตลาด
ในช่วงปลายปี 2021 มิตซูบิชิได้เปิดตัว ‘Special Edition’ ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2021 ซึ่งเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคในช่วงเทศกาลปลายปี ในขณะเดียวกัน อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดแม่ ได้เปิดตัวรุ่น Minorchange รอบที่สองไปแล้ว เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา
การเปิดตัว Mitsubishi Xpander Minorchange รอบสอง ที่งาน Motor Show 2022
สำหรับตลาดประเทศไทย การรอคอยรุ่น Minorchange รอบสองสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ เมื่อมีการประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 มีนาคม 2022 ที่งาน Motor Show 2022 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 3 เมษายน 2565 ณ Challenger Hall 1-3 เมืองทองธานี การเปิดตัวครั้งนี้เป็นการนำเข้าจากอินโดนีเซียเช่นเคย แต่มีการปรับปรุงครั้งใหญ่ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับตลาด
ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของ Mitsubishi Xpander Minorchange รอบสอง คือการเปลี่ยนระบบส่งกำลังใหม่ จากเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ เป็นเกียร์อัตโนมัติ CVT (Continuously Variable Transmission) การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลโดยตรงต่ออัตราเร่ง ความนุ่มนวลในการขับขี่ และอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในปัจจุบัน
นอกจากระบบส่งกำลังแล้ว ยังมีการปรับปรุงและเพิ่มอุปกรณ์อื่นๆ ที่สำคัญดังนี้
เพิ่มระบบเบรกมือไฟฟ้า (EPB) และฟังก์ชัน Auto Brake Hold เพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการขับขี่ในเมือง
เปลี่ยนหน้าจอเครื่องเสียงเป็นขนาด 8 นิ้ว ระบบสัมผัส Touchscreen รองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลาย
เปลี่ยนระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติ พร้อมหน้าจอแสดงผลดิจิตอล เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสาร
เปลี่ยนพวงมาลัยดีไซน์ใหม่ เพิ่มความทันสมัยและสปอร์ต
ปรับช่วงล่างใหม่ ทั้งช็อคอัพและสปริง เพื่อให้ได้การขับขี่ที่นุ่มนวลและเกาะถนนมากยิ่งขึ้น
ปรับดีไซน์ด้านหน้าและด้านหลังใหม่ ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับแนวคิดการออกแบบปัจจุบันของมิตซูบิชิ
ทางด้านเครื่องยนต์ยังคงใช้เครื่องยนต์เบนซิน รหัส 4A91 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว วาล์วแปรผัน MIVEC ขนาด 1.5 ลิตร 1,499 ซีซี. ให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 141 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ CVT ลูกใหม่ ขับเคลื่อนล้อหน้า ความจุถังน้ำมัน 45 ลิตร รองรับน้ำมันสูงสุด E20
สีตัวถังภายนอกในเวอร์ชั่นอินโดนีเซียมีให้เลือก 6 สี ได้แก่ Quartz White Pearl, Jet Black Mica, Blade Silver Metallic, Deep Bronze Metallic, Red Metallic และ Graphite Grey Metallic ซึ่งเป็นสีที่ได้รับความนิยมในตลาด
การเปิดตัว Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV: ก้าวสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฮบริด
ในช่วงปี 2024-2025 ตลาดรถยนต์ไทยเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ โดยมีแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคจำนวนมากยังคงต้องการความมั่นใจเรื่องระยะทางและโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ ซึ่งยานยนต์ไฮบริด (HEV) ได้เข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ได้อย่างลงตัว ด้วยเทคโนโลยีที่ผสมผสานข้อดีของเครื่องยนต์สันดาปภายในและมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าด้วยกัน ทำให้ได้ทั้งความประหยัดน้ำมัน ความ