
Mitsubishi Xpander Cross 2026: ยกระดับ MPV อเนกประสงค์ สู่ประสบการณ์ขับขี่เหนือระดับบนทุกเส้นทาง
บทสรุปการทดสอบ Mitsubishi Xpander Cross 2026 หลังจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 66 ที่ผ่านมา กับรถใหม่ Mitsubishi Xpander Cross ปรับโฉมใหม่ มาพร้อมสไตล์เท่โดดเด่นใหม่หมดโดยเฉพาะด้านหน้าตัวรถ กับความเป็นรถ MPV ในสไตล์ SUV มาดหล่อ แบบสามแถว 7 ที่นั่ง พร้อมปรับอุปกรณ์ใหม่และยังได้เพิ่มระบบตัวช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่มากยิ่งขึ้น ไม่นานหลังจากการเปิดตัว ทาง Mitsubishi ก็ได้เชิญทีมงานร่วมขับทดสอบ Mitsubishi Xpander Cross ปรับโฉมใหม่ ณ จ.เชียงราย กับรูปแบบเส้นทางทั้งบนถนนดำและแบบทางฝุ่นเพื่อสัมผัสประสบการณ์ในการขับขี่ใช้งานจริงกับระยะทางราว 200 กิโลเมตร พร้อมคณะสื่อมวลชนที่ได้มาร่วมขับทดสอบไปพร้อม ๆ กัน
ดีไซน์ภายนอก: สปอร์ตพรีเมียม ผสานความแกร่งสไตล์ SUV
สำหรับ Mitsubishi Xpander Cross ปรับโฉมใหม่ นี้นั้น เรียกได้ว่าได้รับการปรับโฉมมาใหม่ค่อนข้างชัดเจนจากรุ่นก่อนหน้านี้ ภายนอกโดดเด่นมาด้วยดีไซน์ด้านหน้าแบบ Advanced Dynamic Shield อันเป็นเอกลักษณ์ของค่ายในยุคนี้ มีการออกแบบชุดกระจังหน้าใหม่สีดำแบบสามชั้น รวมไปถึงชุดกันชนหน้าหลังดีไซน์ใหม่ดูบึกบึน พร้อมการ์ดกันกระแทกชายกันชนหน้าด้านล่างสีเงินแบบสามช่อง นอกจากนี้ยังมีซุ้มล้อที่บางลง และการ์ดกันกระแทกชายประตูด้านข้างตกแต่งด้วยสีเงิน
พร้อมการอัพเกรดชุดไฟหน้าแบบ LED ใหม่หมด ที่นับรวมทั้งไฟส่องสว่างเวลากลางวัน DRLs แบบ LED ไฟเลี้ยว LED และไฟตัดหมอก LED รวมไปถึงชุดไฟท้ายแบบ LED ที่ได้รับการปรับให้มีความหลี่ยมเข้ากับลุคของรถ SUV มากขึ้น พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED ติดตั้งบริเวณสปอยเลอร์ด้านบนฝาท้าย ตัวรถมีราวหลังคาเพิ่มความอเนกประสงค์ เสาอากาศแบบครีบฉลาม ไฟเลี้ยวกระจกมองข้างปรับและพับแบบไฟฟ้า ปัดน้ำฝนหน้าและหลังที่มาพร้อมระบบไล่ฝ้า และกล้องมองหลังขณะถอย แต่ฝาท้ายยังเป็นแบบเปิดมือปกติ
ส่วนของล้อเองก็มากับชุดล้อลายใหม่สีทูโทนสีเงินตัดด้วยสีเทา ขนาด 17 นิ้ว และตัวเลือกสีตัวถังใหม่ มีให้เลือก 4 สี กับสีใหม่สีเขียว (Green Bronze Metallic) สีขาวมุก (Quartz White Pearl) สีเงิน (Blade Silver) และสีเทา (Graphite Gray) และสีทูโทนอีก 2 สไตล์ ได้แก่ สีเขียวหลังคาดำ (Green Bronze Metallic with Black Roof) และสีขาวหลังคาดำ (Quartz White Pearl with Black Roof)
ห้องโดยสาร: กว้างขวาง อเนกประสงค์ พร้อมเทคโนโลยีทันสมัย
ภายในห้องโดยสารยังคงความอเนกประสงค์เอาไว้กับรูปแบบห้องโดยสารแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง ตกแต่งภายในด้วยธีมสีดำตัดสีน้ำเงิน และตกแต่งด้วยสีเงินให้ความรู้สึกที่เรียบหรู มีพวงมาลัยใหม่แบบสี่ก้านพร้อมปุ่มควบคุมต่าง ๆ ที่ยกชุดมาจาก Pajaro Sport รวมไปถึงชุดหน้าปัดแบบดิจิตอลขนาด 8 นิ้ว ที่มีกราฟฟิคในการแสดงผลเช่นเดียวกัน แต่ส่วนของกราฟฟิคตัวรถบนหน้าปัดเป็นของ Mitsubishi Xpander มีหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รองรับ Bluetooth การเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto มีเบรกมือไฟฟ้าพร้อมระบบ Brake Auto Hold ช่องเสียบ USB-A และ USB-C และช่องจ่ายกระแสไฟ DC 12 โวลต์ ระบบปรับอากาศแบบดิจิตอลที่มีแผ่นกรองอากาศ PM 2.5 พร้อมระบบปรับอากาศด้านหลังที่แยกอิสระสามารถปรับระดับความแรงของพัดลมได้ มีกระจกมองหลังแบบตัดแสงสะท้อนอัตโนมัติ และระบบปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติ รวมไปถึงระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าแบบอัตโนมัติ
ประสบการณ์ขับขี่: สมรรถนะที่เหนือความคาดหมายบนทุกเส้นทาง
มาถึงช่วงของการขับทดสอบกันบ้าง เราเริ่มต้นการเดินทางจากตัวเมืองใน จ. เชียงราย เพื่อมุ่งสู่ดอยช้าง โดยการขับขี่ในช่วงนี้เป็นเส้นทางช่วงในเมืองและออกชานเมือง บวกกับเส้นทางขึ้นเขาที่มีทางโค้งและแคบสลับไปมาในแต่ละช่วงสู่ดอยช้าง ไปกับ Mitsubishi Xpander Cross ปรับโฉมใหม่ โดยมีการนั่งโดยสารไปกันทั้งหมดรวม 4 ท่าน พร้อมสัมภาระ
ซึ่งในช่วงของการขับขี่ออนโรดนี้ สัมผัสแรกกับการบังคับควบคุมพวงมาลัยน้ำหนักเบา โดยได้รับการปรับเซ๊ตมาใหม่ให้น้ำหนักเหมาะสมในแต่ละย่านความเร็ว น้ำหนักกำลังดีไม่เบาจนเกินไป ในช่วงความเร็วเดินทางไกล 100-120 กม./ชม. ก็ไม่ต้องคอยประคองพวงมาลัยให้รู้สึกเมื่อยล้า หรือแม้แต่ในช่วงทางขึ้นลงเขาโค้งสลับไปมา การควบคุมรถสามารถทำได้อย่างแม่นยำ พวงมาลัยมีการคืนวงที่คล่องตัวกว่าเคย แต่ส่วนตัวแอบรู้สึกว่าพวงมาลัยใหม่นี้มีขนาดวงที่ใหญ่ไปนิด
ส่วนกำลังของเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ MIVEC DOHC ที่ให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้า แรงบิด 141 นิวตันเมตร พร้อมเกียร์ ECO-Dynamic CVT นี้ สามารถตอบสนองการใช้งานทั่ว ๆ ไปได้อย่างเพียงพอ แน่นอนว่าไม่ได้เร่งได้แบบติดเท้า เน้นการไต่ความเร็วขึ้นไปแบบต่อเนื่อง จังหวะต้องเร่งแซงบนถนนแบบเลนสวนต้องเผื่อระยะไว้พอสมควรเพื่อความปลอดภัย ช่วงของการขับขี่ขึ้นเขาก็สามารถเรียกกำลังได้จากการใช้โหมด Ds หรือโหมด D ปกติ กับการนั่งโดยสารทั้งหมด 4 ท่าน ก็สามารถขับรถขึ้นเขาได้แบบไม่ต้องลุ้นมากนัก รถสามารถไต่ความชันขึ้นไปได้
ระบบช่วงล่างเป็นอีกจุดที่น่าประทับใจด้วยการปรับเซ็ตใหม่ รวมไปถึงการเปลี่ยนชุดโช้คอัพด้านหลังที่มีขนาดแกนเท่ากับ ปาเจโร สปอร์ต ให้ความรู้สึกที่หนึบ แน่น นุ่มไม่กระด้าง ช่วงพื้นถนนที่ไม่เรียบอาจจะมีอาการดีดเล็ก ๆ ให้ได้รู้สึกนิด ๆ แต่ไม่ได้รู้สึกไม่สบายขณะขับขี่หรือโดยสาร ช่วงทางโค้งเลี้ยวสลับไปมา อาการโคลงค่อนข้างน้อย แม้ว่าตัวรถจะแอบสูงอยู่หน่อย ๆ และเมื่อมีน้ำหนักกดทับมากช่วงล่างเองให้ความรู้สึกที่นุ่มมากยิ่งขึ้น คาดว่าน่าจะปรับเซ๊ตมาให้ใช้งานได้นุ่มสบายมากขึ้นเมื่อต้องโดยสารหลายท่านพร้อมสัมภาระ
การเก็บเสียงของห้องโดยสารเองก็ทำได้ดี มีการเพิ่มฉนวนกันเสียงหลายจุด ทำให้เสียงจากเครื่องยนต์ และเสียงจากพื้นถนนที่เข้ามาค่อนข้างน้อย แม้ว่าเราจะมีการกดคันเร่งเรียกกำลังเสียงจากเครื่องยนต์ที่ได้ยินก็ไม่ได้รู้สึกว่าดังจนผู้โดยสารต้องร้องทัก แต่เมื่อความเร็วสูงระดับ 100 กว่า กม/ชม. ขึ้นไป จะได้ยินเสียงลมที่ไหลผ่านชัดเจนขึ้น
ส่วนฟิลลิ่งของการเบรกจากระบบดิสก์เบรกหน้าดรัมเบรกคู่หลัง กับพละกำลังของรถถือได้ว่าเหมาะสม มีการปรับเซ๊ตให้สามารถชะลอความเร็วได้อย่างนุ่มนวล น้ำหนักแป้นเบรกมีความหน่วงน้ำหนักนุ่มกำลังดี และเมื่อต้องการเบรกหยุดก็สามารถทำได้อย่างมั่นใจ เป็นฟิลลิ่งของเบรกสำหรับรถครอบครัวที่เหมาะสมทีเดียว
ทดสอบระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (Traction Control System: TCL)
ส่วนของการขับขี่ลุยทางฝุ่นภายในพื้นที่ สิงห์ ปาร์ค เชียงราย ที่ทางทีมงานจัดให้เราได้วิ่งทดสอบ Mitsubishi Xpander Cross ปรับโฉมใหม่นี้ นอกจากจะได้สัมผัสฟิลลิ่งในการขับขี่ทางขุรขระแล้ว ยังมีการจำลองสถานการณ์ให้เราได้ทดสอบระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (Traction Control System: TCL) ที่ติดตั้งมา ด้วยการจอดบนเนินชันที่พื้นผิวเป็นโคลนลื่น ๆ ก่อนที่จะให้เราค่อย ๆ เติมคันเร่งออกตัวบนทางลาดชัน อาการของรถจากพื้นที่ลื่นและมีการหมุนฟรีของล้อหน้ารถมีอาการไถลออกไปด้านข้างและระบบได้เข้ามาช่วยพาตัวรถพาอุปสรรคนี้ไปได้แบบไม่ต้องลุ้นให้เหงื่อตก
ทดสอบเทคโนโลยีช่วยเสริมความปลอดภัยขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC)
ก่อนที่จะวิ่งลุยฝุ่นด้วยความเร็วระดับ