
เปิดตัว Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV: นิยามใหม่แห่ง MPV ขับเคลื่อน Full Hybrid สัญชาติไทย
กรุงเทพมหานคร, 15 พฤศจิกายน 2026 – วงการยานยนต์ไทยก้าวเข้าสู่ยุคใหม่แห่งความยั่งยืนและนวัตกรรม เมื่อ Mitsubishi Motors (Thailand) ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการเปิดตัว Mitsubishi Xpander HEV และ Mitsubishi Xpander Cross HEV ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการยกระดับไลน์อัพรถยนต์ MPV ของค่าย แต่ยังเป็นการประกาศศักดาการเป็นฐานการผลิตเทคโนโลยี Plug-in Hybrid ที่ทันสมัยที่สุดในภูมิภาค
การเปิดตัวครั้งสำคัญนี้ จัดขึ้น ณ ศูนย์การค้า ICONSIAM ท่ามกลางสายตาของสื่อมวลชน ผู้จำหน่าย และผู้บริโภค ที่ต่างจับตามองการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของรถยนต์ครอบครัวยอดนิยม ที่มาพร้อมกับขุมพลัง Full Hybrid และดีไซน์ที่เฉียบคมยิ่งขึ้น เจาะกลุ่มเป้าหมายครอบครัวสมัยใหม่ที่มองหาสมรรถนะ ความประหยัด และความอัจฉริยะในการขับขี่
ปฏิวัติขุมพลัง: เทคโนโลยี Full Hybrid ที่เหนือกว่า (The Hybrid Revolution)
หัวใจสำคัญที่ทำให้ Xpander HEV และ Xpander Cross HEV แตกต่างจากคู่แข่งอย่างสิ้นเชิง คือระบบขับเคลื่อน Full Hybrid ที่พัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยี e-Motion Drive ของมิตซูบิชิ ซึ่งเป็นระบบที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก โดยเฉพาะในตลาดญี่ปุ่นและยุโรป
โครงสร้างระบบ Full Hybrid ที่ล้ำสมัย:
ระบบขับเคลื่อนนี้ประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซิน Atkinson Cycle 4 สูบ รหัส 4A91 ขนาด 1.6 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 95 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 141 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงขนาด 85 กิโลวัตต์ (ประมาณ 116 แรงม้า) พร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุ 1.5 kWh
สิ่งที่ทำให้ระบบนี้โดดเด่นคือ ระบบควบคุมการทำงานแบบไฟฟ้าทั้งหมด (EV-Dominant System) ซึ่งหมายความว่า ในการขับขี่ส่วนใหญ่ ตัวรถจะใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเป็นหลัก โดยเฉพาะในช่วงออกตัวและความเร็วต่ำ ซึ่งเป็นช่วงที่เครื่องยนต์สันดาปภายในใช้พลังงานมากที่สุด
รูปแบบการขับขี่ 4 สถานการณ์ (Driving Modes):
เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหมาะสมกับทุกสภาพถนน มิตซูบิชิได้ออกแบบรูปแบบการทำงานของระบบ Hybrid ไว้ 4 รูปแบบ ดังนี้:
EV Mode (100% Electric Drive): ในช่วงออกตัวและขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ตัวรถจะใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว โดยเครื่องยนต์จะดับสนิท มอบความเงียบสงบ ปราศจากมลพิษ และประหยัดพลังงานขั้นสุด เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการขับขี่ในเมือง หรือการรับ-ส่งลูกที่หน้าโรงเรียน
Hybrid Drive Mode: เมื่อต้องการอัตราเร่งที่มากขึ้น ระบบจะผสานกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ากับเครื่องยนต์เบนซิน โดยมอเตอร์จะทำหน้าที่ปั่นไฟจากเครื่องยนต์เพื่อส่งกำลังขับเคลื่อนไปยังล้อ ทำให้ได้พละกำลังที่ต่อเนื่อง และอัตราเร่งที่ทันใจ
Engine Drive Mode: ในช่วงการขับขี่ด้วยความเร็วสูง เครื่องยนต์เบนซินจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนหลัก เนื่องจากเป็นช่วงที่เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และมอเตอร์ไฟฟ้าจะทำหน้าที่ช่วยเสริมกำลังเมื่อจำเป็น
Regenerative Braking: ทุกครั้งที่ผู้ขับขี่ถอนคันเร่งหรือเหยียบเบรก ระบบจะเปลี่ยนมอเตอร์ไฟฟ้าให้ทำหน้าที่เป็น Generator ดึงพลังงานจากการชะลอความเร็วกลับไปเก็บสะสมในแบตเตอรี่ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานอย่างชาญฉลาด
นวัตกรรม Idle Neutral Control (INC):
เทคโนโลยีสำคัญที่พบเฉพาะในรถยนต์มิตซูบิชิคือ Idle Neutral Control (INC) ซึ่งทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT โดยเมื่อรถหยุดนิ่ง และอยู่ในโหมด Drive ระบบจะตัดการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า และปลดเกียร์ให้อยู่ในสถานะ Neutral ทันที เพื่อลดภาระการทำงานของมอเตอร์ และป้องกันการสูญเสียพลังงานขณะจอดนิ่ง ซึ่งแตกต่างจากระบบ Hybrid ทั่วไปที่มักจะให้มอเตอร์ทำงานตลอดเวลาแม้รถจอดอยู่
7 โหมดการขับขี่: ปรับสมดุลสู่ทุกเส้นทาง (7 Driving Modes for All Conditions)
นอกเหนือจากรูปแบบการทำงานของระบบ Hybrid แล้ว มิตซูบิชิยังได้เพิ่ม 7 โหมดการขับขี่ (Driving Modes) ที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับการตอบสนองของตัวรถให้เหมาะสมกับสภาพถนนและความต้องการในขณะนั้นได้อย่างลงตัว โดยสามารถเลือกผ่านหน้าจอสัมผัส หรือปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย
กลุ่มโหมดการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า (EV-Based Modes):
EV Priority Mode: โหมดนี้จะเน้นการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% ตราบเท่าที่ระดับพลังงานในแบตเตอรี่เพียงพอ และความเร็วไม่เกินที่กำหนด ให้ความเงียบและประหยัดสูงสุด
Charge Mode: เมื่อระดับพลังงานในแบตเตอรี่ลดลง หรือผู้ขับขี่ต้องการชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ สามารถเลือกโหมดนี้ได้ทันที โดยเครื่องยนต์จะทำงานในรอบสูงเพื่อปั่นไฟชาร์จแบตเตอรี่ สามารถใช้งานได้ทั้งขณะขับขี่หรือจอดนิ่ง
กลุ่มโหมดการขับขี่อเนกประสงค์ (General Driving Modes):
Normal Mode: โหมดมาตรฐานสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ให้ความสมดุลระหว่างสมรรถนะและความประหยัด เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไปบนถนนในเมืองและนอกเมือง
Wet Mode: ออกแบบมาสำหรับการขับขี่บนพื้นถนนที่เปียกลื่น โดยระบบจะปรับการทำงานของระบบควบคุมการทรงตัว (AYC) และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TCS) ให้ทำงานร่วมกัน เพื่อป้องกันการลื่นไถล และเพิ่มความมั่นใจในการควบคุมรถ
Gravel Mode: สำหรับการขับขี่บนทางลูกรัง หรือพื้นผิวไม่เรียบ โหมดนี้จะเพิ่มการตอบสนองของคันเร่ง และการควบคุมช่วงล่างให้เหมาะสมกับสภาพถนนที่มีแรงเสียดทานต่ำ
Tarmac Mode: โหมดที่ปรับจูนมาเพื่อการขับขี่บนถนนลาดยาง โดยเฉพาะเส้นทางคดเคี้ยว ให้การตอบสนองที่คมชัด และความมั่นใจในการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง
Mud Mode: สำหรับการขับขี่บนพื้นผิวที่เป็นโคลน โหมดนี้จะเพิ่มการตอบสนองของคันเร่ง และการทำงานของระบบ Traction Control ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อเพิ่มแรงฉุดลาก และการควบคุมรถในสภาวะที่ยากลำบาก
การทำงานร่วมกับระบบควบคุมการขับขี่ขั้นสูง (Advanced Driving Control Systems):
ความชาญฉลาดของโหมดการขับขี่เหล่านี้ ไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่ยังประสานการทำงานกับระบบควบคุมการขับขี่ขั้นสูงของมิตซูบิชิ เพื่อมอบความปลอดภัยและสมรรถนะสูงสุด ดังนี้:
ระบบควบคุมการขับเคลื่อน และสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control – AYC): ทำหน้าที่กระจายแรงบิดไปยังล้อแต่ละข้าง เพื่อควบคุมการหมุนของตัวรถขณะเข้าโค้ง เพิ่มความคล่องตัวและแม่นยำในการบังคับเลี้ยว
ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และลื่นไถล (Traction Control System – TCS): ตรวจจับการล้อหมุนฟรี และลดกำลังเครื่องยนต์หรือมอเตอร์ เพื่อป้องกันการสูญเสียการยึดเกาะถนน
ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Hill Start Assist & Stability Control): ช่วยป้องกันรถไหลถอยหลังขณะออกตัวบนทางลาดชัน และรักษาเสถียรภาพของตัวรถในทุกสภาวะการขับขี่
ดีไซน์ภายนอก: สุนทรียภาพแห่งอนาคต (Future-Forward Exterior Design)
แม้ว่า Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV จะยังคงเอกลักษณ์ของดีไซน์ Dynamic Shield อันเป็นเอกลักษณ์ของมิตซูบิชิ แต่ในรุ่น Minorchange ปี 2026 นี้ ได้มีการปรับโฉมให้มีความล้ำสมัยและโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น เพื่อสะท้อนถึงความเป็นรถยนต์เทคโนโลยี Hybrid
รายละเอียดการออกแบบภายนอก:
โลโก้ HEV และ HYBRID EV: เพื่อบ่งบอกถึงเทคโนโลยีใหม่ ตัวรถจะประดับด้วยโลโก้ “HEV” ที่บริเวณกระจังหน้าและฝาประตูท้าย