
เปิดตัว Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV ครั้งแรกของโลก! ขุมพลัง Full Hybrid สัญชาติไทย สู่ตลาดโลก
ในที่สุดช่วงเวลาที่ชาวไทยรอคอยก็มาถึง! มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ทำการเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ Mitsubishi Xpander HEV และ Mitsubishi Xpander Cross HEV ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ แต่ยังเป็นการประกาศศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้โลกได้เห็น กับการเป็นผู้ผลิตและส่งออกรถยนต์ไฮบริดแห่งแรกของภูมิภาค!
การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของค่ายมิตซูบิชิในประเทศไทย ที่ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยี Full Hybrid สู่ตลาดโลกจากฐานการผลิตในประเทศ ไม่ต้องนำเข้าจากอินโดนีเซียเหมือนรุ่นก่อนหน้าอีกต่อไป และนี่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยพร้อมแล้วสำหรับการก้าวสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดอย่างเต็มตัว
Design & Aerodynamics: ความสมบูรณ์แบบที่ลงตัวทั้งความงามและประสิทธิภาพ
Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV ยังคงเอกลักษณ์ความโดดเด่นของตระกูล Xpander ด้วยดีไซน์ Mini MPV 3 แถว 7 ที่นั่ง ที่ผสมผสานความสง่างามของรถยนต์นั่ง (Sedan) เข้ากับความสมบุกสมบันของรถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) แต่สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาอย่างเห็นได้ชัดคือการปรับปรุงรายละเอียดเพื่อรองรับระบบ Full Hybrid และเพิ่มประสิทธิภาพตามหลักอากาศพลศาสตร์
Exterior Design: สุนทรียภาพที่สะท้อนเทคโนโลยี
รูปลักษณ์ภายนอกแม้จะดูคุ้นตา แต่ก็ได้รับการปรับปรุงอย่างพิถีพิถันเพื่อแสดงออกถึงความเป็นรถยนต์พลังงานทางเลือกอย่างชัดเจน:
HEV Branding: ตัวรถประดับด้วยโลโก้ “HEV” ที่กระจังหน้าและฝาประตูท้าย รวมถึงโลโก้ “HYBRID EV” ที่ประตูหน้า เพื่อบ่งบอกถึงเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัจฉริยะภายใน
Blue Accents: การตกแต่งด้วยเส้นสายสีน้ำเงิน (Blue Accents) บริเวณกันชนหน้า, กาบข้างประตู และกันชนหลัง ช่วยเพิ่มมิติและความรู้สึกทันสมัย สื่อถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
Aerodynamic Enhancements: มีการปรับปรุงดีไซน์กระจังหน้า กันชนหน้า และรายละเอียดภายนอกอื่นๆ เพื่อลดค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน (Cd Value) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันของรถยนต์ Full Hybrid
Wheels: ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ พร้อมยาง 205/55 R17 ไม่เพียงเพิ่มความสวยงาม แต่ยังออกแบบมาให้ลดแรงต้านทานการหมุน (Rolling Resistance)
Interior Design: ห้องโดยสารแห่งความหรูหราและล้ำสมัย
ก้าวเข้าสู่ภายในห้องโดยสาร คุณจะสัมผัสได้ถึงความโปร่งสบายและบรรยากาศที่พรีเมียมยิ่งกว่าเดิม:
Advanced Driver Display: หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ LCD ขนาด 8 นิ้ว ที่ได้รับการอัปเกรดใหม่ แสดงผลข้อมูลสำคัญสำหรับการขับขี่ระบบ Full Hybrid อาทิ รูปแบบการขับขี่ที่เปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์, อัตราเร่ง, การใช้พลังงาน, อัตราการประหยัดพลังงานเมื่อขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (EV), ระดับพลังงานคงเหลือในแบตเตอรี่ และข้อมูลอื่นๆ ที่จำเป็น
Display Customization: ผู้ขับขี่สามารถเลือกรูปแบบการแสดงผลได้ 2 สไตล์ ได้แก่ Enhanced Mode ที่แสดงข้อมูลแบบล้ำสมัย และ Classic Mode ที่จำลองรูปแบบมาตรวัดอนาล็อกแบบดั้งเดิม เพื่อความคุ้นเคย
Premium Material: การเลือกใช้โทนสีภายในห้องโดยสารแบบ สีดำ-สีน้ำตาล (Black-Brown) ตัดเย็บด้วยด้ายสีน้ำตาลบนเบาะนั่งหุ้มด้วยหนังสังเคราะห์คุณภาพสูง ที่มาพร้อมคุณสมบัติ Heat Guard ช่วยสะท้อนความร้อน ทำให้ห้องโดยสารเย็นสบายแม้จอดตากแดด
Comfort Features: เพื่อยกระดับความสะดวกสบายสูงสุด เบาะนั่งแถวที่ 2 มีพนักวางแขนพร้อมที่วางแก้วน้ำสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ในขณะที่ช่องแอร์ด้านหลังได้รับการออกแบบใหม่ พร้อมปุ่มปรับระดับแรงลมและช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารแถวที่ 3 เพิ่มความทั่วถึงในการกระจายความเย็น
Powertrain: หัวใจ Full Hybrid อัจฉริยะ สัญชาติไทย
หัวใจสำคัญที่ทำให้ Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV แตกต่างจากรุ่นเดิมคือระบบขับเคลื่อน Full Hybrid Electric Vehicle (HEV) ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ภายใต้มาตรฐานระดับโลก และผลิตจากฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งเป็นครั้งแรกของมิตซูบิชิในภูมิภาคนี้
Technical Specifications
Engine: เครื่องยนต์เบนซิน DOHC MIVEC 1.6 ลิตร รหัส 4A92 ให้กำลังสูงสุด 95 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 134 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที
Electric Motor: มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงขนาด 85 กิโลวัตต์ (ประมาณ 116 แรงม้า) ให้แรงบิดสูงสุดถึง 255 นิวตันเมตร ตั้งแต่รอบเดินเบา ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน
Transmission: ระบบส่งกำลังแบบ e-CVT (Electronically Controlled Continuously Variable Transmission) ที่ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ได้อย่างไร้รอยต่อ
How Full Hybrid Works: การทำงานร่วมกันอย่างชาญฉลาด
ระบบ Full Hybrid ของ Xpander HEV สามารถสลับการทำงานระหว่างโหมดต่างๆ ได้อย่างอัตโนมัติ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดในทุกสภาวะการขับขี่:
EV Mode (Electric Vehicle):
การทำงาน: เมื่อเริ่มออกตัวและขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ตัวรถจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าโดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว เป็นการขับขี่แบบ EV 100%
ข้อดี: ไร้เสียงรบกวน ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการขับขี่ในเมือง การจราจรติดขัด หรือการจอดรอรับ-ส่งผู้โดยสาร
Hybrid Mode:
การทำงาน: เมื่อเริ่มเร่งความเร็ว ระบบจะปรับเปลี่ยนสู่ รูปแบบการขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริด โดยใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ได้รับการปั่นไฟฟ้าให้เกิดพลังงานจากเครื่องยนต์เบนซิน
ข้อดี: เพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน ด้วยการทำงานร่วมกันของสองระบบ
Engine Mode:
การทำงาน: เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง ตัวรถจะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินเป็นหลัก โดยมีมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยเสริมกำลังขับเคลื่อน
ข้อดี: เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างนุ่มนวล ไม่กระชาก ด้วยการสนับสนุนจากมอเตอร์ไฟฟ้า
Regenerative Braking:
การทำงาน: เมื่อชะลอความเร็วหรือเบรก ระบบจะเข้าสู่ Regenerative Braking โดยจะเปลี่ยนพลังงานจลน์จากการเบรกกลับมาเป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่อชาร์จกลับไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่
ข้อดี: เพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน และลดการสึกหรอของผ้าเบรก
Driving Modes: 7 โหมดอัจฉริยะสำหรับทุกเส้นทาง
เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ในทุกสภาพถนน Mitsubishi Xpander HEV มาพร้อมกับ 7 โหมดการขับขี่ ที่สามารถเลือกได้ตามความเหมาะสม:
EV Priority Mode (ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า)
โหมดการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% โดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองที่ต้องการความเงียบและประหยัดพลังงานสูงสุด
Charge Mode (ชาร์จแบตเตอรี่)
สามารถเลือกเข้าสู่โหมดนี้ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะระหว่างขับขี่หรือจอดนิ่ง เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มก่อนกลับไปใช้งานโหมด EV
Normal Mode (การขับขี่ทั่วไป)
โหมดการขับขี่พื้นฐานสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ผสมผสานการทำงานของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อความสมดุลระหว่างสมรรถนะและการประหยัดพลังงาน
Wet Mode (ถนนเปียกลื่น)
ออกแบบมาสำหรับการขับขี่บนถนนที่เปียกลื่น ช่วยป้องกันการลื่นไถลและเพิ่มความมั่นคงในการควบคุมรถ
Gravel Mode