
เปิดตัว Mitsubishi Xpander 2026 Minorchange ครั้งใหญ่! ดีไซน์ใหม่ทั้งคัน อัพเกรดออปชันเต็มพิกัด
ตลาดรถยนต์ MPV 7 ที่นั่ง กลับมาคึกคักอีกครั้งในปี 2026 หลังจาก Toyota Veloz เข้ามาเขย่าตลาด และผู้เล่นเดิมอย่าง Suzuki XL7, Toyota Sienta รวมถึง Mitsubishi Xpander ต่างก็งัดไม้เด็ดออกมาปรับโฉมกันอย่างพร้อมเพรียง ทำเอาผู้บริโภคที่มีความต้องการรถครอบครัว 3 แถว ตัดสินใจกันไม่ถูกเลยทีเดียว
ในบรรดารถยนต์ MPV 7 ที่นั่งในตลาด ถ้าไม่นับการเปิดตัวใหม่ในช่วงที่ผ่านมาแล้ว Mitsubishi Xpander ถือเป็นรถที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในรอบนี้ อาจจะเรียกได้ว่าเป็น Minorchange ครั้งใหญ่ หรือ Big Minorchange ก็ไม่ผิดนัก เพราะรอบนี้มีการปรับโฉมใหม่ทั้งภายนอกและภายใน พร้อมกับอัพเกรดออปชันที่ใส่มาให้แบบจัดเต็ม เพื่อสู้ศึกกับคู่แข่งที่เข้ามาใหม่
ทางผู้เขียนได้รับการเชิญจาก Mitsubishi Motors (Thailand) ให้เข้าร่วมทดสอบรถใหม่ล่าสุดอย่าง New Mitsubishi Xpander 2026 ที่เพิ่งเปิดตัวในช่วงงาน Motor Show 2026 ที่ผ่านมา แม้ว่าจะยังไม่มีการประกาศราคาอย่างเป็นทางการในตอนนั้น แต่ในการทดสอบครั้งนี้เราก็ได้รับข้อมูลราคาจำหน่ายมาด้วย ทำให้การรีวิวครั้งนี้ครบถ้วนทั้งฟังก์ชันการใช้งานและราคา
รีวิว Mitsubishi Xpander 2026
รีวิว Mitsubishi Xpander 2026
ก่อนจะลงลึกถึงสมรรถนะและการขับขี่ เรามาทำความรู้จักกับข้อมูลเบื้องต้นของ New Mitsubishi Xpander 2026 กันก่อน โดยการทดสอบครั้งนี้ เราได้ขับในรุ่นท็อปอย่าง New Mitsubishi Xpander GT ซึ่งมีราคาจำหน่ายใหม่ที่ 895,000 บาท เริ่มต้นกันที่การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุด คือดีไซน์ภายนอกที่ปรับโฉมใหม่เกือบทั้งคัน
ด้านหน้าของรถมีการออกแบบไฟหน้าใหม่ให้เป็นทรง T-Shape แต่ตัวโคมไฟยังคงใช้หลอดแบบฮาโลเจนเหมือนเดิม ส่วนของไฟหรี่ (ย้ำว่าไฟหรี่) จะมาในรูปแบบของ LED ที่แบ่งเอามาใช้เป็นไฟเลี้ยวด้วย แผงกระจังหน้าจากเดิมที่เป็นสีโครเมียม เปลี่ยนมาใช้เป็นสีดำ ทำให้รถดูดุดันและสปอร์ตมากขึ้น แผงกันกระแทกด้านล่างมีการออกแบบใหม่เช่นกัน แต่ยังคงมีไฟตัดหมอกแบบฮาโลเจนติดตั้งอยู่เหมือนเดิม
ด้านหลังของ New Mitsubishi Xpander 2026 มีการออกแบบใหม่ทั้งหมด ไล่มาตั้งแต่กระจกหลังจนถึงชายกันแพนด้านล่าง ตัวรถดูมีเหลี่ยมสันและเส้นสายที่ชัดเจนขึ้น ที่โดดเด่นที่สุดคือไฟท้ายที่เปลี่ยนมาใช้เป็นทรง T-Shape ซึ่งทาง Mitsubishi เรียกว่า LED-illumination Tube ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนชอบมาก เพราะมันดูสวยงามและทันสมัยกว่ารุ่นเดิม ล้ออัลลอยเปลี่ยนใหม่เป็นขนาด 17 นิ้ว (จากเดิม 16 นิ้ว) ลายใหม่สีทูโทน ด้วยการเปลี่ยนขนาดล้อนี้ ทำให้ความสูงใต้ท้องรถหรือ Ground Clearance เพิ่มขึ้นเป็น 220 มม. ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับรถยนต์ในกลุ่มนี้
รีวิว Mitsubishi Xpander 2026
รีวิว Mitsubishi Xpander 2026
ภายในห้องโดยสารก็มีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่เช่นกัน แผงคอนโซลหน้าได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่เป็นลายโค้งสลับไปมา เปลี่ยนมาใช้เป็นแบบ Horizontal Axis ที่เน้นเส้นสายในแนวนอน ทำให้รถดูมีความกว้างขวางและแข็งแรงมากขึ้น พวงมาลัยยังคงเป็นทรงกลม แต่เปลี่ยนดีไซน์ใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะบริเวณปุ่มแตรที่เปลี่ยนเป็นทรงกลมขนาดใหญ่ ซึ่งถูกใจผู้เขียนมากเพราะจับถนัดมือ พวงมาลัยสามารถปรับระดับสูง-ต่ำ และปรับเข้า-ออกได้ พร้อมปุ่ม Multi-Function สำหรับควบคุมหน้าจอแสดงข้อมูลและระบบเครื่องเสียง ระบบปรับอากาศเปลี่ยนเป็นหน้าจอแบบดิจิตอล แต่ไม่ใช่ระบบอัตโนมัติ ผู้ขับขี่ต้องปรับแรงลมและความเย็นด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตาม มีการเพิ่มระบบ Heater เข้ามา ซึ่งอาจมีประโยชน์ในวันที่อากาศหนาวจัด และยังมีระบบ Cool Max ที่ช่วยทำความเย็นภายในห้องโดยสารได้อย่างรวดเร็วเมื่อเพิ่งสตาร์ทรถ
รีวิว Mitsubishi Xpander 2026
รีวิว Mitsubishi Xpander 2026
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างภายในคือ วัสดุหุ้มเบาะในแถวที่ 2 และ 3 เปลี่ยนมาใช้เป็นหนังสังเคราะห์ที่มีคุณสมบัติสะท้อนความร้อน ซึ่งทาง Mitsubishi เรียกว่า Heat Guard วัสดุนี้คล้ายกับที่ใช้ในรถ Mitsubishi Pajero Sport Elite Edition แต่มีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน โดยของ Xpander จะช่วยสะท้อนความร้อนเท่านั้น ไม่ได้ช่วยเก็บความเย็น ส่วนเบาะยังคงสามารถพับได้ในระบบธรรมดาเหมือนเดิม หน้าจอระบบสัมผัสมีขนาด 9 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto ซึ่งเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานระบบนำทางและความบันเทิง
การปรับเปลี่ยนใน New Mitsubishi Xpander 2026 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่รูปลักษณ์ภายนอกและภายในเท่านั้น แต่ยังมีการปรับปรุงสมรรถนะของตัวรถด้วย จุดเด่นที่สุดคือการเปลี่ยนจากเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด มาเป็นเกียร์อัตโนมัติ Eco-dynamic CVT ซึ่งน่าจะช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์มีความราบรื่นมากขึ้น และช่วยลดรอบเครื่องยนต์ในขณะขับขี่ ส่วนช่วงล่างมีการเปลี่ยนโช้คอัพหลังใหม่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งทางวิศวกรของ Mitsubishi แจ้งว่าใช้ขนาดเดียวกับ Pajero Sport แต่ปรับค่าความหนืดให้แตกต่างกัน อุปกรณ์ที่เพิ่มเข้ามาแล้วผู้เขียนชื่นชอบมากคือ ระบบเบรกมือไฟฟ้าพร้อม Auto Hold ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ โดยเฉพาะในสภาพการจราจรที่ติดขัด
รีวิว Mitsubishi Xpander 2026
รีวิว Mitsubishi Xpander 2026
ในส่วนของเครื่องยนต์ ยังคงใช้เป็นเครื่องยนต์เบนซิน DOHC MIVEC 1.5 ลิตร ขนาด 1,499 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 141 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที พร้อมระบบวาล์วแปรผันด้านไอดี MIVEC รองรับน้ำมันสูงสุด E20 ส่วนระบบความปลอดภัยและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ติดตั้งมา ได้แก่ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, กล้องมองภาพด้านหลังขณะถอยจอด, ระบบล็อกประตูอัตโนมัติเมื่อรถมีความเร็วเกิน 15 กม./ชม., ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ASC, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCL, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA, ระบบเบรก ABS, ระบบกระจายแรงเบรก EBD, ระบบเสริมแรงเบรก BA, ระบบไฟกะพริบฉุกเฉินอัตโนมัติ ESS, ไฟนำทางหลังดับเครื่องยนต์, ระบบไฟสว่างอัตโนมัติเมื่อปลดล็อก, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control
หลังจากการได้ทดสอบขับขี่ในช่วงเวลาหนึ่ง ก็พอจะสรุปความรู้สึกที่มีต่อ New Mitsubishi Xpander 2026 ได้พอสมควร เรื่องของขนาดตัวรถถือว่าโอ่อ่าพอสมควรเมื่อเทียบกับราคา ที่นั่ง 3 แถวให้ความรู้สึกไม่แคบ และระบบปรับอากาศทำงานได้ดีทั่วถึงทั้งคัน โดยเฉพาะแถวที่ 2 ที่มีคอยล์เย็นเพิ่มเติม ทำให้ความเย็นไปถึงแถวที่ 3 ได้อย่างทั่วถึง เบาะนั่งนั่งสบาย ตำแหน่งการนั่งเหมาะสมกับผู้เขียนที่สูง 172 ซม. สามารถเข้า-ออกตัวรถได้สะดวก วัสดุหุ้มเบาะให้สัมผัสที่ดีขึ้นกว่าเดิม พวงมาลัยกระชับมือด้วยก้านที่ใหญ่ขึ้นในตำแหน่ง 3 และ 9 นาฬิกา การเก็บเสียงภายในห้องโดยสารดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ลมภายนอกจะเริ่มรบกวนในระดับที่น่ารำคาญเมื่อขับขี่ที่ความเร็วประมาณ 140 กม./ชม. ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยมสำหรับรถยนต์ประเภทนี้
รีวิว Mitsubishi Xpander 2026
รีวิว Mitsubishi Xpander 2026
เครื่องยนต์ยังคงเป็นตัวเดิม แต่การเปลี่ยนมาใช้เกียร์ CVT ทำให้ความรู้สึกในการขับขี่เปลี่ยนไป อัตราเร่งในช่วงแรกยังคงไม่เร้าใจนัก ตามสไตล์เครื่องยนต์ 1,500 ซีซี ที่ต้องแบกน้ำหนักรถกว่า 1,200 กก. แต่สิ่งที่น่าประทับใจคือความราบรื่นในการเปลี่ยนเกียร์ ซึ่งเกียร์ CVT ให้การเปลี่ยนเกียร์ที่ต่อเนื่อง ไม่มีรอยต่อ และสามารถรักษาความเร็วได้โดยใช้รอบเครื่องยนต์ที่ต่ำ ในการทดสอบพบว่าที่ความเร็ว 140 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์อยู่ที่ประมาณ 2,500 รอบ/นาที เท่านั้น ซึ่งถือว่าประหยัดน้ำมันทีเดียว ส่วนอัตราเร่งในช่วง