
เปิดตัว All-new Mitsubishi Xpander HEV 2026: รถยนต์ Full Hybrid ที่ผลิตในไทย พร้อมนวัตกรรมเพื่อการขับขี่ที่เหนือกว่า
วันนี้ (20 มี.ค.) บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ได้ประกาศเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด “ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี” (All-new Mitsubishi Xpander HEV) ซึ่งเป็นรถยนต์ฟูลไฮบริดที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ ณ โรงงานมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย โดยมาพร้อมราคาเริ่มต้นที่ 899,000 บาท พร้อมการรับประกันระบบไฮบริด 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และแบตเตอรี่ไฮบริดนานสูงสุด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของมิตซูบิชิในการพัฒนารถยนต์ที่ตอบโจทย์ตลาดไทย ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย สมรรถนะที่เป็นเลิศ และความคุ้มค่าสูงสุดสำหรับลูกค้า
มร. เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่ All-new Mitsubishi Xpander HEV ได้รับการติดตั้งระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด เจเนอเรชันใหม่ล่าสุด และเราภูมิใจอย่างยิ่งที่รถยนต์รุ่นนี้ผลิตที่ประเทศไทย ณ โรงงานแหลมฉบังของเรา เราได้ใช้เวลาหลายเดือนในการทดสอบรถยนต์รุ่นนี้ ครอบคลุมระยะทางกว่า 100,000 กิโลเมตร ทั่วประเทศไทย ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เพื่อประเมินความทนทานและสมรรถนะในการขับขี่ ทีมทดสอบของเราได้รวบรวมข้อมูลและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่างๆ ซึ่งวิศวกรฝ่ายวิจัยและพัฒนาของเรา ได้นำไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนารถรุ่นนี้ให้ดียิ่งขึ้น ขั้นตอนสุดท้าย คือ การทดสอบความทนทานของรถ และปรับแต่งระบบกันสะเทือนที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานบนสภาพถนนที่หลากหลายของประเทศไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เราให้ความสำคัญสูงสุดกับคุณภาพและประสบการณ์การขับขี่เสมอมา และเราไม่เคยลดทอนมาตรฐานเหล่านี้เลยครับ เราจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า All- นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี จะเป็นโมเดลที่สร้างความตื่นเต้นและน่าประทับใจ พร้อมกับได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากลูกค้าชาวไทย”
มร. มาซาฮิโระ อิโตะ Chief Product Specialist จาก บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น เสริมว่า “เราได้นำเทคโนโลยีและประสบการณ์จากการพัฒนาระบบขับเคลื่อนปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) มาต่อยอดใน All-new Mitsubishi Xpander HEV ทำให้รถยนต์รุ่นนี้มีอัตราการประหยัดน้ำมันที่ยอดเยี่ยม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีอัตราเร่งที่ทรงพลัง ด้วยโหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ และระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control – AYC) ที่ทำงานร่วมกันอย่างแม่นยำ เพื่อให้การส่งกำลังและแรงเบรกถูกกระจายไปยังแต่ละล้ออย่างเหมาะสม ช่วยรักษาสมดุลของตัวรถขณะเข้าโค้ง เพิ่มความปลอดภัยและความมั่นใจในการขับขี่”
All-new Mitsubishi Xpander HEV จะเข้ามาเสริมทัพกลุ่มรถยนต์ฟูลไฮบริดของมิตซูบิชิ ต่อยอดความสำเร็จจาก มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 โดยรถคอมแพ็กต์เอสยูวีรุ่นใหม่นี้ ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานในเมืองและนอกเมือง ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น สมรรถนะที่เหนือกว่า และความคุ้มค่าที่หาตัวจับยาก
นวัตกรรมที่โดดเด่นของ All-new Mitsubishi Xpander HEV แบ่งออกเป็น 4 แกนหลัก ได้แก่
ดีไซน์ภายนอกและภายใน: Silky and Solid Expression
การออกแบบภายนอกมาภายใต้คอนเซปต์ ‘Silky and Solid’ ซึ่งเป็นการผสมผสานความเรียบหรูและความแข็งแกร่งเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ด้วยรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว โดดเด่น ด้วยไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED และไฟท้าย LED สี Smoked จัดเรียงเป็นรูปตัวที เสริมให้เห็นถึงความกว้างและความรู้สึกมั่นคงของตัวรถ
ล้ออัลลอยขนาดใหญ่ 18 นิ้ว ดีไซน์สวยงามที่คำนึงถึงแอโรไดนามิค เสริมด้วยซุ้มล้อที่เลือกใช้วัสดุและสีที่ตัดกับสีรถ ทำให้ All-new Mitsubishi Xpander HEV มีบุคลิกของรถเอสยูวีอย่างชัดเจน
ภายในห้องโดยสารออกแบบภายใต้แนวคิด “Horizontal Axis” ที่ให้ทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยม มาพร้อมการตกแต่งด้วยผ้าแบบพิเศษกันน้ำและคราบสิ่งสกปรก และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่จะช่วยสร้างสุนทรียภาพตลอดการเดินทาง
สมรรถนะ MITSUBISHI e:MOTION
ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ล่าสุด ทำงานผ่านมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงและแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษสำหรับรถยนต์ไฮบริด โดยใช้เครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร DOHC 16 วาล์ว MIVEC เป็นเครื่องยนต์หลัก ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อยอดจากรถยนต์ฟูลไฮบริดรุ่นแรก สู่ระบบที่มีประสิทธิภาพการส่งกำลังที่ดียิ่งขึ้น
มาพร้อมกับระบบส่งกำลัง 2-Speed Transaxle ใหม่ ที่ปรับเปลี่ยนการทำงานของระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติตามการขับขี่และสภาพถนน ให้อัตราเร่งที่ดีและนุ่มนวล อีกทั้งยังเพิ่มกลไกตัดการเชื่อมต่อของมอเตอร์ ช่วยลดการสูญเสียพลังงาน ส่งผลให้รถมีอัตราประหยัดน้ำมันขั้นสูงสุดถึง 24.4 กิโลเมตร/ลิตร และมีระยะทางการขับขี่ยาวที่สุดในคลาสต่อน้ำมันหนึ่งถัง ทำงานเงียบและมีอัตราเร่งที่ยอดเยี่ยมทั้งในการขับขี่บนไฮเวย์และในเส้นทางที่เป็นเนินลาดชัน
ระบบช่วงล่างได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษให้เหมาะสมกับทุกสภาพถนนในประเทศไทย ซึ่งผ่านการทดสอบมาแล้วกว่า 100,000 กิโลเมตร เพื่อให้การขับขี่ที่นุ่มนวลและมั่นคง
เทคโนโลยีความปลอดภัย Diamond Sense
เทคโนโลยีความปลอดภัย Diamond Sense จัดเต็มด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ หรือ ADAS ที่จะตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบตัวรถแบบ 360 องศา ทำงานอย่างแม่นยำผ่านการทำงานของกล้อง เรดาร์ และเซนเซอร์ ซึ่งประกอบด้วย:
กล้องมองภาพรอบคันพร้อมเส้นกะระยะ และระบบตรวจจับการเคลื่อนไหว (MAM with MOD)
ระบบเตือนเมื่อรถด้านหน้าออกตัวหรือเคลื่อนที่ไปด้านหน้า (LCDN)
ระบบเตือนจุดอับสายตา และระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน (BSW with LCA)
ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM)
ระบบล็อกความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติถึงจุดหยุดนิ่ง (ACC)
ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (AHB)
ระบบเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (RCTA)
ระบบเบรก ABS, ระบบกระจายแรงเบรก, ระบบเสริมแรงเบรก และถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง ถูกติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
ความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร
ยกระดับการเดินทางให้รู้สึกผ่อนคลายในแบบพรีเมียมด้วย:
ห้องโดยสารขนาดใหญ่ที่สุดในรถระดับเดียวกัน พื้นที่เหนือศีรษะ พื้นที่หัวไหล่ และพื้นที่วางขาที่กว้าง ทำให้สามารถเดินทางได้พร้อมกันถึง 5 คน โดยไม่รู้สึกอึดอัด เบาะนั่งตอนหลังสามารถพับปรับแบบ 40:20:40 และปรับเอนได้ถึง 8 ระดับ พร้อมด้วยวัสดุหุ้มเบาะ “Heat Guard” ที่ช่วยสะท้อนความร้อนจากแสงแดด
ไดนามิค ซาวด์ ยามาฮ่า พรีเมียม (Dynamic Sound Yamaha Premium Sound System) เครื่องเสียงและระบบเสียงคุณภาพ พร้อมลำโพง 8 ตำแหน่ง ซึ่งได้รับการพัฒนาร่วมกับ ยามาฮ่า คอร์เปอเรชั่น ให้เสียงใส คมชัดในทุกมิติ ให้คุณเพลิดเพลินกับเพลงโปรดได้เสมือนฟังดนตรีแบบแยกชิ้น
ระบบฟอกอากาศ nanoeTM X ที่จะช่วยสร้างอากาศบริสุทธิ์และยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ลดอากาศเหนื่อยล้า